ข้าแค่อยากเป็นปลาเค็มทำไมมันยากจัง ทะลุมิติมาป่วนไทย

    บทที่ 134 นินผุดแผนร้ายออกมา

    บทที่ 134 นินผุดแผนร้ายออกมา

     

    ตูมมมมมมมมม!!!

    แรงระเบิดมหาศาลกวาดล้างทุกสิ่งในรัศมีหลายร้อยเมตร ต้นไม้ใหญ่ถูกถอนรากถอนโคน ก้อนหินแตกละเอียดกลายเป็นฝุ่นผง

    แม้แต่พื้นดินยังยุบตัวลงเป็นหลุมขนาดมหึมา สายลมร้อนระอุพัดกระจายออกไปทั่วทั้งขุนเขา เมียวหรี่ตามองกลุ่มควันเบื้องหน้าเอ่อ…ที่จริงแม้ว่าตานางจะถุกเย็บน่ะนะแต่ท่าทางเหมือนกำลังหรี่ตาจริงๆ นั่นแหละ

    ส่วนขุนเกื้อค่อย ๆ ลดดาบลงพร้อมรอยยิ้มเย็นเยียบ

    "จบกันเสียที..."

    ไม่มีใครเชื่อว่าคนที่รับการโจมตีเมื่อครู่จะยังมีชีวิตรอดได้

    ทว่า...

    จู่ ๆ รอยยิ้มบนใบหน้าของเมียวกลับหายไป

    นางขมวดคิ้ว

    ดวงตาที่ถูกเย็บปิดด้วยเส้นด้ายสีแดงค่อย ๆ หันไปทางซ้าย

    "มีอะไร?"

    ขุนเกื้อถาม

    เมียวไม่ตอบ

    นางเพียงยกมือขึ้นช้า ๆ

    ฟู่มมม...

    เส้นด้ายนับหมื่นสายพุ่งออกไปรอบตัวราวกับกำลังตรวจจับบางสิ่ง

    จากนั้น...

    ฉึก!

    เส้นด้ายเส้นหนึ่งขาดออกเองตามด้วยอีกเส้น และอีกเส้น

    ฉึก! ฉึก! ฉึก!

    ใบหน้าของเมียวเปลี่ยนไปทันที

    "เป็นไปไม่ได้..."

    ขุนเกื้อชะงัก

    "อะไร?"

    เมียวยกมือขึ้นช้า ๆ บริเวณปลายนิ้วปรากฏเศษด้ายสีแดงที่ถูกตัดขาดฃ ด้ายอาคมเหล่านั้น...คือด้ายที่พันธนาการร่างของท่านเจ้าคุณเรืองเอาไว้ก่อนเกิดการระเบิดแต่ตอนนี้...มันถูกตัดขาดหมดแล้ว

    ฟู่มมม...

    ลมแรงพัดผ่านสนามรบ กลุ่มควันมหาศาลเริ่มสลายตัว เงาร่างหนึ่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้นจากกลางหลุมระเบิด

    ตึก...ตึก...ตึก...

    เสียงฝีเท้าดังขึ้นท่ามกลางความเงียบชายผู้หนึ่งเดินออกมาจากกลุ่มควันเสื้อผ้าฉีกขาด ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลเลือดไหลอาบทั่วตัว แต่ดวงตายังคงเย็นเยียบ ในมือยังคงกำดาบเอาไว้แน่น ท่านเจ้าคุณเรือง...ยังมีชีวิตอยู่ขุนเกื้อเบิกตากว้าง

    "แก...!!"

    ท่านเจ้าคุณถ่มเลือดลงพื้นก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ

    "ฮ่า..."

    "เกือบตายเหมือนกันว่ะ"

    จากนั้นเขาจึงยกมือซ้ายขึ้นขุนเกื้อและเมียวพลันรู้สึกถึงบางอย่างทั้งสองรีบก้มมองพื้นพร้อมกันแล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร...

    ทั่วบริเวณถูกวาดอักขระสีทองเอาไว้เต็มพื้นดิน อักขระเหล่านั้นเชื่อมต่อกันเป็นวงแหวนขนาดมหึมา

    ครอบคลุมพื้นที่หลายร้อยเมตร เมียวร้องออกมา

    "ค่ายอาคม!"

    ท่านเจ้าคุณยิ้มเย็น

    "กว่าจะรู้ตัวก็สายไปแล้ว"

    "คิดว่าข้าถูกซ้อมอยู่ฝ่ายเดียวหรือไง"

    "ตั้งแต่เริ่มสู้..."

    "ข้ากำลังสร้างค่ายอาคมนี้อยู่ต่างหาก"

    ทันใดนั้นเอง

    มือทั้งสองของท่านเจ้าคุณก็ประกบเข้าหากัน

    ปังงงง!!

    อักขระนับหมื่นดวงสว่างวาบขึ้นพร้อมกันเสียงคำรามของสัตว์อาคมนับไม่ถ้วนดังกึกก้องไปทั่วทั้งขุนเขาและในวินาทีนั้นเอง...สีหน้าของขุนเกื้อกับเมียวก็เปลี่ยนเป็นซีดเผือดเพราะพวกเขารู้แล้วว่า...ศึกที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น

    อีกด้านนินกำลังหนีตาย ด้านหลังของเขาเต็มไปด้วยเสียงคำราม เสียงระเบิด และคลื่นอาคมที่ไล่ล่ามาไม่หยุดราวกับฝันร้าย

    กองกำลังของลีเคนายังคงหลั่งไหลเข้ามาเรื่อย ๆ ราวกับไม่มีวันหมดยิ่งสู้ก็ยิ่งเสียเปรียบยิ่งยื้อก็ยิ่งตายช้า

    "แบบนี้ไม่ได้..."

    นินกัดฟันแน่น พลางเร่งฝีเท้าฝ่าป่าอย่างสุดกำลัง

    ต่อให้พวกเขาแข็งแกร่งแค่ไหน แต่หากศัตรูสามารถส่งกำลังเสริมเข้ามาได้ไม่จำกัด สุดท้ายพวกเขาก็ต้องถูกบดขยี้อยู่ดี

    ขณะที่กำลังครุ่นคิดหาทางพลิกสถานการณ์ สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นม่านอาคมขนาดมหึมาที่ปกคลุมภูเขาทั้งลูกเอาไว้

    ทันใดนั้น...

    พรึบบบ!

    ความทรงจำบางอย่างพลันผุดขึ้นมาในหัวอย่างรุนแรงภาพหนึ่งแล้วภาพเล่าแล่นผ่านสมองอย่างรวดเร็วเป็นความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม

    ภาพของวัดเก่า ๆ ภาพของเด็กชายคนหนึ่งที่นั่งง่วงอยู่หน้ากุฏิ และภาพของหลวงตาบัว...

    "..."

    "ไอ้นิน"

    เสียงชราดังขึ้นในความทรงจำ

    "จำเอาไว้นะ แก่นของค่ายอาคมประเภทพื้นที่น่ะ มันมีหลักอยู่ไม่กี่อย่างหรอก"

    เด็กนินในตอนนั้นนั่งหาวหวอด

    "ขอหลับได้ไหมหลวงตา..."

    โป๊ก!

    ไม้เรียวฟาดลงบนหัวทันที

    "ตั้งใจฟัง!"

    "โอ๊ยยย!"

    หลวงตาบัวถอนหายใจ

    "การเข้าใจแก่นของอาคม ไม่ใช่แค่เอาไว้สร้าง"

    "แต่มันเอาไว้ทำลายด้วย"

    เด็กนินสะดุ้งเล็กน้อย

    หลวงตาจึงวาดผังอาคมลงบนพื้นดิน

    "ค่ายอาคมประเภทพื้นที่ มีองค์ประกอบหลักอยู่สามอย่าง"

    นิ้วเหี่ยวย่นชี้ลงบนพื้น

    "หนึ่ง... พื้นที่"

    จากนั้นลากขึ้นเป็นเส้นรอบนอก

    "สอง... กำแพง"

    และวาดเส้นปิดด้านบน

    "สาม... เพดาน"

    "พื้นที่คือฐาน"

    "ภูเขา ป่า แม่น้ำ เมือง หรืออะไรก็ตามที่ใช้เป็นจุดตั้งต้น"

    "สิ่งนี้ทำลายไม่ได้"

    "แต่กำแพงกับเพดานต่างหากที่เป็นหัวใจของค่ายอาคม"

    หลวงตาบัวเคาะลงบนภาพวาด

    "กำแพงก็เหมือนบ้าน"

    "มันมีเสา มีอิฐ มีไม้ มีปูน"

    "อาคมก็เช่นกัน"

    "ต้องมีแกน มีจุดเชื่อม มีลายอาคม มีเส้นพลัง"

    "ยิ่งซับซ้อนก็ยิ่งแข็งแกร่ง"

    "ส่วนเพดาน..."

    นิ้วชี้เลื่อนขึ้นด้านบน

    "ก็คือคาน หลังคา โครงสร้างที่คอยเชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกัน"

    "หากกำแพงและเพดานยังอยู่"

    "ค่ายอาคมก็จะยังสมบูรณ์"

    หลวงตาบัวหรี่ตา

    "แต่ถ้าทำลายจุดใดจุดหนึ่งได้..."

    เปรี๊ยะ!

    ปลายนิ้วดีดใส่ผังอาคม

    รอยแตกร้าววิ่งกระจายไปทั่ว

    "...ความเสียหายจะลุกลามทั้งระบบ"

    "และค่ายอาคมทั้งค่ายจะพังทลายลงเอง"

    พรึบบบ!

    ความทรงจำทั้งหมดหายไป

    นินชะงัก

    ก่อนดวงตาจะเบิกกว้าง

    "...เดี๋ยวก่อน"

    เขาหันกลับไปมองม่านอาคมอีกครั้ง

    จากนั้นรอยยิ้มชั่วร้ายก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า

    "ฮ่า..."

    "ฮ่า ๆ ๆ"

    "เจอแล้ว"

    "ทางรอดของพวกเรา"

    ข้าง ๆ กัน หมื่นไวยกับหมื่นอินหันมองอย่างหวาดระแวงทันที

    ทุกครั้งที่นินยิ้มแบบนี้ มักมีคนซวยเสมอ

    "เอ็งจะทำอะไรอีก..."

    หมื่นไวยถามด้วยสีหน้าไม่ไว้ใจ นินหันมายิ้มกว้าง

    "พวกนายช่วยอะไรฉันหน่อยได้ไหม"

    ทั้งสองสะดุ้งพร้อมกัน

    "ไม่!"

    "ไม่มีทาง!"

    ตอบแทบจะพร้อมกัน

    หมื่นไวยรีบส่ายหน้า

    "ไอ้นิน ไอ้เวร!"

    "ข้ายังไม่อยากตาย!"

    หมื่นอินพยักหน้าแรงยิ่งกว่า

    "คราวก่อนก็เกือบตายเพราะเอ็ง!"

    "คราวนี้ไม่มีทางหลงกลอีกแล้ว!"

    นินหน้าเหวอ

    "ใครหลอกพวกแกกันวะ!"

    ทั้งสองหน้ากระตุก

    "หมากระมัง!"

    ทั้งสองตะโกนพร้อมกัน

    "..."

    นินกระแอมเบา ๆ

    ก่อนเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงจริงจัง

    "แต่ถ้าสำเร็จล่ะ?"

    "สถานการณ์ทั้งหมดอาจเปลี่ยนเลยนะ"

    ทั้งสองเริ่มชะงัก

    "ป่านนี้ทหารหลวงกว่าสองหมื่นนายคงมาถึงเชิงเขาแล้ว"

    "ที่พวกเขาเข้ามาไม่ได้ก็เพราะค่ายอาคมนี่"

    "ถ้าเราพังค่ายอาคมได้..."

    ดวงตาของหมื่นอินค่อย ๆ เบิกกว้าง

    "...กำลังเสริมจะเข้ามาได้"

    "ถูกต้อง"

    นินดีดนิ้ว

    "และเราจะรอด"

    หมื่นไวยเริ่มลังเล

    "แล้วจะทำยังไง"

    นินยิ้ม

    "ทำลายแกนของค่ายอาคม"

    ทั้งสองมองหน้ากัน

    ดูเหมือนจะพอมีหวัง

    แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรเงาร่างหนึ่งก็ร่อนลงมาตรงหน้าพวกเขา

    ตึง!

    พื้นดินแตกร้าว

    ชายหนุ่มผิวคล้ำยืนขวางทางเอาไว้ข้างกายมีร่างผีดิบขนาดมหึมาเหลืออยู่เพียงตัวเดียวดวงตาสีแดงฉานจ้องมองพวกเขาอย่างอาฆาตนินกะพริบตาก่อนชี้นิ้วใส่ทันที

    "อ้าว!"

    "ไอ้หมอนั่น!"

    "ไอ้คนที่ข้าอัดไปก่อนหน้านี้นี่หว่า!"

    ซาไบยิ้มเย็น

    เส้นเลือดบนหน้าผากกระตุก เห็นได้ชัดว่ายังจำเรื่องนั้นได้ไม่ลืม ส่วนหมื่นไวยกับหมื่นอินกลับมีลางสังหรณ์ไม่ดีอย่างรุนแรง และลางสังหรณ์นั้นก็ถูกต้องเพราะวินาทีต่อมา...นินหันมามองพวกเขา พร้อมรอยยิ้มอันตรายที่สุดเท่าที่ทั้งสองเคยเห็น

    "พวกแก..."

    "ช่วยไปล่อลีเคนาให้ข้าหน่อย"

    "..."

    "..."

    โลกทั้งใบเงียบงัน

    หมื่นไวยกับหมื่นอินยืนนิ่งอยู่สามวินาทีเต็ม

    ก่อนจะตะโกนพร้อมกันจนป่าทั้งป่าสะเทือน

    "ไอ้เวรรรรรรรรร!!!"

     

    สถานการณ์ภายในเมืองหลวงในเวลานี้เรียกได้ว่าวุ่นวายไม่น้อย

    ข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ เขาล่าสัตว์ถูกปิดเป็นความลับอย่างเข้มงวดที่สุด

    ขุนนางระดับสูงทุกคนต่างรู้ดีว่า หากข่าวเรื่องการก่อกบฏของพระยาพิเชษฐ์แพร่ออกไปก่อนเวลาอันควร บ้านเมืองอาจเกิดความปั่นป่วนครั้งใหญ่

    โดยเฉพาะองค์หญิงใหญ่...

    ผู้ซึ่งกำลังจับตาความเคลื่อนไหวภายในราชสำนักอยู่ตลอดเวลา

    แม้องค์หญิงใหญ่จะสัมผัสได้ว่ามีบางสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น แต่เนื่องจากวังหลวงดำเนินการทุกอย่างอย่างลับที่สุด นางจึงยังไม่อาจล่วงรู้รายละเอียดที่แท้จริงได้

    ขณะเดียวกัน...

    ทางด้านเรือนท่านเจ้าคุณเรือง พิมเพิ่งได้รับรายงานลับจากทหารนายหนึ่ง ซึ่งเป็นคนของพระยาเดชที่ถูกส่งมาส่งข่าวเป็นการส่วนตัว

    เรื่องราวทั้งหมดต้องย้อนกลับไปก่อนที่พระยาพิเชษฐ์จะเปิดฉากก่อกบฏ

    ในเวลานั้น พระยาพิเชษฐ์และหมื่นแผนได้เดินทางเข้าไปในป่าลึก เพื่อเปิดประตูมิติและนำขุนเกื้อรวมถึงพรรคพวกของมันออกมา

    แต่เรื่องกลับไม่คาดฝัน...

    ในเวลานั้น นินไม่ได้รับรู้ถึงแผนการใด ๆ ของพระยาพิเชษฐ์เลยเขาเพียงรู้สึกเบื่อกับงานล่าสัตว์และพิธีการของเหล่าขุนนาง เด็กหนุ่มจึงคิดจะแอบลงจากเขาก่อนใครเพื่อน ทว่าระหว่างที่กำลังเดินลัดเลาะอยู่ตามแนวป่า เขากลับสังเกตเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังกระจายกำลังออกไปอย่างมีพิรุธ ด้วยนิสัยช่างสงสัย นินจึงแอบสะกดรอยตามไปเงียบ ๆ

    และนั่นเอง...ที่ทำให้เขาได้เห็นภาพซึ่งไม่ควรมีใครเห็นพระยาพิเชษฐ์และหมื่นแผนกำลังเปิดประตูมิติ!เพียงเห็นภาพนั้น นินก็รู้ทันทีว่าเรื่องใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นเขารีบหันหลังวิ่งกลับไปยังค่ายพักของขบวนล่าสัตว์ทันที โดยไม่คิดจะซ่อนตัวดูต่อแม้แต่น้อยเพราะหากช้าเพียงก้าวเดียว...คนที่อาจถูกปิดปากเป็นคนแรก ก็คือตัวเขาเองแล้วนำข่าวทั้งหมดมารายงานต่อท่านเจ้าคุณเรืองในทันทีโชคดีที่ก่อนหน้านั้น ท่านเจ้าคุณเรืองเดินทางมาถึงเขตล่าสัตว์ก่อนผู้ใดภารกิจหลักของเขาคือ "เคลียร์พื้นที่"และคำว่าเคลียร์พื้นที่ของท่านเจ้าคุณ มิได้หมายถึงการตรวจตราความปลอดภัยธรรมดา

    แต่หมายถึงการเตรียมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นการจัดวางกำลังพลการกำหนดจุดยุทธศาสตร์ เส้นทางล่าถอย เส้นทางอพยพ จุดรวมพลสำรอง รวมไปถึงแผนรับมือกรณีเลวร้ายที่สุด

    ดังนั้น เมื่อได้รับรายงานจากนิน ทุกอย่างจึงถูกดำเนินการอย่างรวดเร็วราวกับเครื่องจักรที่เตรียมพร้อมอยู่แล้ว

    เหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ถูกอพยพออกจากพื้นที่ทันทีนินและหมื่นเทพได้รับมอบหมายให้นำคนส่วนหนึ่งออกไปก่อน

    ขณะเดียวกัน ท่านเจ้าคุณยังส่งสารด่วนไปยังเมืองหลวงโดยให้ทหารใช้วิชาย่นระยะ เพื่อแจ้งเหตุการณ์ทั้งหมดแก่กรมตราราชการและวังหลวง

    ความจริงแล้ว...ขุนหลวงสามารถเสด็จออกจากพื้นที่ได้ตั้งแต่แรกแต่พระองค์ทรงปฏิเสธเพราะต้องการสะสางเรื่องของพระยาพิเชษฐ์ด้วยพระองค์เองจึงทรงเลือกอยู่ภายในสมรภูมินั้นต่อไป

    หลังจากข่าวสารเดินทางถึงเมืองหลวง กรมตระลาการก็ตระหนักได้ทันทีว่าสถานการณ์ร้ายแรงกว่าที่คาดและไม่มีใครกล้ารับประกันได้ว่า พระยาพิเชษฐ์จะไม่มีแผนสำรอง หรือส่งกำลังเข้าตีจากด้านหลังด้วยเหตุนี้ ทางการจึงส่งกำลังลับส่วนหนึ่งออกมาคุ้มกันเรือนของท่านเจ้าคุณเรืองโดยไม่เปิดเผยตัวทั้งเพื่อปกป้องครอบครัวของเขาและเพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายกบฏใช้พวกเขาเป็นตัวประกัน ดังนั้น แม้ภายนอกเรือนจะดูเงียบสงบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ในความเป็นจริง...

    รอบเรือนทั้งหลังกลับเต็มไปด้วยสายตาของทหารหลวงที่กำลังเฝ้าระวังทุกความเคลื่อนไหวอย่างเงียบงัน

    รอรับมือกับพายุลูกใหญ่ที่อาจพัดเข้าสู่เมืองหลวงได้ทุกเมื่อ...

     

    คล้ายกับเรื่องข้าแค่อยากเป็นปลาเค็มทำไมมันยากจัง ทะลุมิติมาป่วนไทย ที่คุณอ่าน