เมื่อเห็นว่ามีเลือดออกจากบาดแผลเฟิ่งเจาเกอจุกอยู่ในอก ชั่วขณะหนึ่งบอกไม่ได้ว่าเป็นความรู้สึกเคืองขุ่นหรือสงสารเขาจับมือของนางไว้แล้วพูดอย่างเกรี้ยวกราด “เจ้าลองขยับอีกก็ได้นะอย่างไรเสียข้าจะรับผิดชอบเจ้าอยู่แล้วฉะนั้นก็สำเร็จโทษเจ้าเสียเดี๋ยวนี้เลยดีไหม!”
ณ ด้านบนชายคาชายชุดเทาที่อุตส่าห์ปีนกลับขึ้นมาอย่างยากลำบากร่วงลงไปอีกครั้งนี่ไม่ใช่เจ้านายของเขา ไม่ใช่แน่นอน เจ้านายเขาไม่ใช่อันธพาลที่ล่วงเกินสตรีเช่นนี้เสียหน่อย! เขาต้องมองผิดไปแน่ๆมองผิดไป...
ไป๋เซียงจู๋นิ่งอึ้งแขนที่ขยับอยู่ก็ชะงัก ไม่ออกแรงเหมือนเมื่อครู่แล้วไป๋เซียงจู๋ถลึงตาจ้องเฟิ่งเจาเกอ เจ้าคนดื้อด้านนี่บังอาจข่มขู่นางแต่ตอนนี้เขาก็ทำได้แค่นี้นี่แล นางจะไม่ยอมข้องเกี่ยวกับผู้ชายแบบนี้เป็นอันขาด! อารมณ์หงุดหงิดพลันปะทุขึ้นมายิ่งทำให้นางชังเฟิ่งเจาเกอเข้าไปใหญ่
พอเห็นนางหยุดขัดขืนจนได้เฟิ่งเจาเกอถึงวางใจ เขาคลายกำลังทั้งหมดลง หัวเราะออกมาเบาๆหากรู้ตั้งแต่แรกว่าวิธีนี้ได้ผล เขาน่าจะใช้มันให้เร็วกว่านี้
ส่วนเพลิงพิโรธที่ลุกโชนอยู่ในดวงตานางนั้นเขาเลือกที่จะไม่ยี่หระ
ผู้หญิงคนนี้สุดแสนอันตรายทว่าลูกไม้นี้กลับได้ผลยิ่งนัก ดีจริงๆ ต่อไปก็ใช้วิธีนี้แล้วกัน
รอยยิ้มจางผุดขึ้นที่มุมปากนัยน์ตาน่าหลงใหลของเขาเปล่งประกายแพรวพราวมือแกร่งที่โอบเอวเลื่อนมากุมข้อมือของนางเอาไว้แทนพลังชีวิตจากฝ่ามืออุ่นขึ้นช้าๆ ความร้อนไหลผ่านสู่ข้อมือเพรียวบางของนาง
นี่คือการรักษาบาดแผลด้วยกำลังภายในถึงกระนั้นไป๋เซียงจู๋ก็ไม่ซาบซึ้งในน้ำใจนี้ ถ้าเขาไม่บุกเข้าห้องนางกะทันหันแผลนี้จะหายเองได้ภายในไม่กี่วัน ด้วยกายโลหิตโอสถนี้ของนางอีกทั้งวิชาแพทย์และวิชาพิษซึ่งเรียกได้ว่าไร้เทียมทานยังต้องกลัวบาดแผลกระจิริดนี้อีกหรือ
และอีกอย่างหนึ่งต่อให้ทิ้งแผลเป็นไว้ก็ไม่ใช่ธุระของเขาโดยสิ้นเชิง
ไป๋เซียงจู๋โมโหจริงๆแล้ว เฟิ่งเจาเกอเห็นดังนั้นก็เลิกได้คืบจะเอาศอกเขาจับแขนนางไว้เพื่อใส่ยาและพันแผลใหม่ให้
ปลายนิ้วแตะยาชั้นเลิศแล้วทาลงบนข้อมือขาวเนียนของไป๋เซียงจู๋อย่างนุ่มนวลรอยแผลสีแดงก่ำนั่นจึงแลดูไม่สะดุดตาเท่าเดิม จากนั้นก็พันผ้าปิดปากแผลให้สนิทความเย็นสบายแผ่ซ่าน ต้องยอมรับว่าส่วนผสมของยานี้ไม่เหมือนยาตัวไหนวัตถุดิบยาที่ใช้ปรุงก็แสนแพง ประสิทธิภาพย่อมยอดเยี่ยมเป็นธรรมดาแม้ความเชี่ยวชาญด้านวิชาแพทย์ของไป๋เซียงจู๋อยู่ในระดับสูงทว่ายังเป็นเรื่องยากที่จะซื้อหาสมุนไพรล้ำค่าเช่นนี้ด้วยสภาพชีวิตปัจจุบันของนางนอกจากนี้ ไม่ว่าใครย่อมรักสวยรักงามกันทั้งนั้นนางเองก็ไม่อยากได้แผลเป็นเพียงเพราะแก้แค้นมู่จื่อรั่วเหมือนกันมิเช่นนั้นก็สมใจมู่จื่อรั่วสิ
เมื่อคิดถึงจุดนี้ไป๋เซียงจู๋จึงปล่อยให้เฟิ่งเจาเกอทายาให้ตนแต่โดยดี พอพันผ้าปิดแผลใหม่เสร็จไป๋เซียงจู๋สูดลมหายใจลึกๆ จ้องเขม็งไปยังเฟิ่งเจาเกอที่อยู่ห่างกันเพียงคืบเดียวจนกระทั่งความโกรธในอกสงบลงถึงเอื้อนเอ่ยประชดประชันด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ไม่ยักรู้ว่าองค์รัชทายาทเสด็จมาเยี่ยมเยือนยามวิกาลเพื่อบุกรุกห้องส่วนตัวของเซียงจู๋แอบดูข้าอาบน้ำอย่างนั้นหรือ”
ความหมายโดยนัยก็คือองค์รัชทายาทผู้ทรงเกียรติเช่นเขา ธุระสำคัญเหมาะควรมีไม่ทำกลับทำตัวประหนึ่งโจรปล้นบุปผา [1] สุขสมกับการถ้ำมองสตรีอาบน้ำ
เฟิ่งเจาเกอไม่เคืองแต่อย่างใดที่ถูกตำหนิเช่นนั้นและโล่งใจหลังจากเห็นว่าแผลบนข้อมือของนางไม่มีเลือดซึมออกมาอีกแล้ว เขาเงยหน้าขึ้นแววตากร่ำกรุ่นดุจปกคลุมด้วยผืนหมอกหนาส่องประกายคลุมเครือบางอย่างที่ยากจะคาดเดาความหมายในนั้น “บุปผาอื่นน่ะข้าไม่สนใจจะปล้นหรอก ข้าชอบปล้นแค่ดอกนี้ คุณหนูไป๋ยินดีหรือไม่”
“ทุเรศ!” ไป๋เซียงจู๋สิ้นความอดทน
“อันที่จริงข้าอยากช่วยเจ้า และอยากช่วยตัวข้าเองด้วย” จู่ๆเฟิ่งเจาเกอก็พูดอย่างเคร่งขรึม มองไป๋เซียงจู๋ด้วยสายตาอันแรงกล้า
ไป๋เซียงจู๋ฟังเขาจนจบท่าทางของนางค่อยๆ กลับมาจริงจัง ราวกับกำลังไตร่ตรองสิ่งที่เขาต้องการสื่อ
นี่เฟิ่งเจาเกอหมายความว่าอะไร
เมื่อเห็นความสงสัยผ่านนัยน์ตาของนางเฟิ่งเจาเกอวางสองมือทาบทับบนดวงตาที่เย็นเฉียบดุจน้ำแข็งคู่นั้น หัวเราะออกมาเบาๆ “เพราะว่าเจ้าเหมือนกับข้าเหลือเกิน...”
แสงเทียนสลัวเลือนหายไปมือของเขาเย็นเล็กน้อยเหมือนอัญมณี ทว่ายังอบอุ่นกว่ามือของนางมากทีเดียวเขาใช้มันปิดทับดวงตาของนาง คล้ายต้องการจะปัดเป่าทุกสิ่งทุกอย่างแทนนางหัวใจของไป๋เซียงจู๋พลันรู้สึกยุ่งเหยิง
ใช่แม้เขาคือองค์รัชทายาทผู้สูงส่ง ฉลาดเฉลียว สง่างามโดดเด่น พรสวรรค์ยอดเยี่ยมยิ่งไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็พรั่งพร้อมทั้งกิตติศัพท์และบริวารแต่พอคิดให้ดีแล้วกลับไม่ใช่เลย
แคว้นอี้คาดหวังให้เขากลับไปสืบทอดบัลลังก์ผู้นำแคว้นทว่าเนื่องจากเขาดำรงตำแหน่งองค์รัชทายาทแห่งต้าฉีมาเนิ่นนานพวกพ้องพี่น้องฝ่ายนั้นจึงเริ่มเคลื่อนไหว ซ่องสุมกำลังตั้งก๊กตั้งเหล่าเพื่อแยกเขาให้โดดเดี่ยวโดยสิ้นเชิงและในต้าฉีนี้แม้มีฮองเฮาคอยค้ำจุน ถึงกระนั้นพระพลานามัยของพระนางไม่สมบูรณ์นักทำให้อำนาจบารมีที่เคยมีในอดีตเสื่อมลงซึ่งฮ่องเต้ก็ทรงให้เกียรติฮองเฮาเพราะเห็นแก่มิตรภาพเก่าๆ เท่านั้นยิ่งไปกว่านั้น เฟิ่งเจาเกอไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของพระองค์ยังไม่แน่ชัดว่าท้ายที่สุดบัลลังก์จักพรรดิต้าฉีนี้จะตกเป็นของเขาหรือไม่หากมองจากภายนอก เฟิ่งเจาเกอมีอำนาจล้นฟ้าแต่ไม่มีใครรู้ตื้นลึกหนาบางที่แท้จริงภายในนั้น
ส่วนนาง ไป๋เซียงจู๋มารดาคืออดีตบุตรีเอกของตระกูลไป๋ ความสามารถหาตัวจับยากเป็นยอดหญิงผู้เลื่องชื่อลือชาในเวลานั้นกลับตั้งครรภ์ทั้งที่มิได้ออกเรือนเพราะหักห้ามใจตนไม่อยู่สุดท้ายยังตามหาไม่พบด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
นี่คือสิ่งที่น่าเศร้าที่สุดตั้งแต่นางเกิดมาก็ไม่เคยได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมแม้สักวันเดียวโดนกดขี่ข่มเหงอยู่ร่ำไป
พวกเขาเหมือนกันเหลือเกินดังนั้นเขาจึงมองเห็นสติปัญญาของนาง มองเห็นความอำมหิตของนาง เพราะว่าพวกเขานั้นเหมือนกันโหดเหี้ยม เฉียบแหลม และระห่ำแบบกินกันไม่ลง
เขากำลังบอกนางการช่วยให้นางสมปรารถนา คือการช่วยให้ตัวเขาเองสมปรารถนา
แต่—
ไป๋เซียงจู๋ไม่อยากจะคบค้าสมาคมกับคนของราชวงศ์อีกแล้วการเจรจากับพวกเขาไม่เคยเป็นเรื่องง่าย ความผิดพลาดในชาติก่อนของนางยังหนักหนาไม่พออีกหรือ
ตนจะไม่ยอมให้เหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมเป็นอันขาดดังนั้นในชาตินี้ จะบอกว่านางไร้วิจารณญาณก็ได้ หรือจะบอกว่านางไม่รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหางก็ได้นางจะไม่แลกเปลี่ยนความจริงใจของตนง่ายๆ อีกแล้ว คนอย่างไป๋เซียงจู๋สามารถบันดาลความปรารถนาให้ตนเองได้ไม่จำเป็นต้องขอให้ใครมาช่วย! นอกจากนี้ นางไม่เชื่อว่าเพียงเพราะเหตุดังกล่าว เฟิ่งเจาเกอจะยอมช่วยนางอย่างเต็มกำลังคนของราชวงศ์ไม่เคยง่ายดายขนาดนั้น นับประสาอะไรกับองค์รัชทายาทผู้ยิ่งใหญ่!
“องค์รัชทายาทประเมินข้าสูงไปแล้วท่านพูดเช่นนี้ ก็เพราะว่าข้ามีประโยชน์ให้ท่านใช้มิใช่หรือ” สายตาของไป๋เซียงจู๋เฉียบคมเป็นที่สุด ประหนึ่งมองทะลุปรุโปร่งทุกอย่าง
ความชื่นชมถูกฉายผ่านแววตาของเฟิ่งเจาเกอผู้หญิงคนนี้ฉลาดเป็นกรดจริงๆ คงความสุขุมไว้ได้แม้อยู่ในสถานการณ์เช่นนี้หาได้ยากยิ่งนัก อีกทั้งความคิดไม่ซื่อนั่นก็ถูกไป๋เซียงจู๋แฉเสียหมดเปลือกด้วยทำเอารู้สึกกระดากอายขึ้นมาทันที สมกับเป็นหญิงที่เขาถูกใจ ไม่ธรรมดา ถึงเขาจะคาดไว้ล่วงหน้าแล้วก็ตามว่าอาจเกลี้ยกล่อมนางให้ร่วมมือกับตนไม่สำเร็จหากนางรับข้อเสนออย่างง่ายดาย นางก็ไม่เหมาะจะเป็นพันธมิตรของเขามากพอ
หลังจากขบคิดถึงตรงนี้เฟิ่งเจาเกอแย้มยิ้มออกมา “เช่นนั้นสักวันหนึ่งเมื่อเจ้าใคร่ครวญดีแล้วก็นำสิ่งนี้มาตามหาข้า”
ฝ่ามือโบกสะบัดหยกสีขาวสะอาดดังหิมะชิ้นหนึ่งถูกโยนขึ้นกลางอากาศไป๋เซียงจู๋รับมันไว้ด้วยสัญชาตญาณ
นั่นคือหยกมันแพะมูลค่าเหลือคณานับลักษณะสมบูรณ์แบบหนึ่งชิ้นแกะสลักลวดลายหงส์ไฟสยายปีกพร้อมโบยบิน เนื้อหยกทั้งชิ้นเปล่งประกายมันวาวและเกลี้ยงเกลา
ไป๋เซียงจู๋กะพริบตาเบาๆตราหยกชิ้นนี้ ชาติที่แล้วนางเคยเห็นมาก่อนและตอนเหยียนอี้เลี่ยเถลิงราชสมบัติในท้ายที่สุดเขายังทุบหยกชิ้นนี้จนแหลกละเอียดบนแท่นบูชาขณะหัวเราะอย่างบ้าคลั่งอีกด้วย!
ตอนนั้นนางยังนึกอยู่เลยตราหยกนี่ออกจะสวย เหตุใดเหยียนอี้เลี่ยจึงเกลียดชังมันปานนั้น
เชิงอรรถ
[1]采花贼 โจรปล้นบุปผา หมายถึงผู้ก่ออาชญากรรมทางเพศ (ในสมัยโบราณก็คือผู้ที่ฉุดคร่ากระทำชำเราผู้หญิง)