“ห๊า…” ฉันใกับคำพูดของเขามาก
“นี่คุณว่าฉันเป็ผู้หญิงขี้อ่อยเหรอ” ฉันรู้สึกโกรธจนเืขึ้นหน้า ั้แ่เกิดมายังไม่เคยมีใครว่าฉันแรงขนาดนี้
การที่ฉันแต่งตัวแบบนี้ฉันก็ไม่ได้คิดที่จะแต่งไปเพื่ออ่อยใคร ฉันแค่อยากยั่วโมโหแฟนเก่าก็เท่านั้น ไม่เคยคิดเลยว่ามันจะทำให้ผู้ชายคนอื่นคิดกับฉันแบบนี้
“หรือไม่จริง” เขาทำหน้าตากวนประสาทพลางเลิกคิ้วขึ้น
“ไม่จริง!” ฉันสวนกลับไปทันที
“แล้วทำไมแต่งตัวแบบนี้” เขาทำหน้าตาเคร่งขรึมจริงจังพลางจ้องหน้าฉัน
“มันเื่ของฉัน” ฉันไม่จำเป็ต้องอธิบายให้คนที่ไม่รู้จักฟัง แม้ความจริงคือฉันไม่รู้จะอธิบายยังไงก็ตาม เพราะถ้าพูดว่าใส่ยั่วโมโหแฟนเก่า ก็ดูเป็ความคิดที่งี่เง่าไปหน่อย เพราะเพื่อนสนิทฉันก็ด่าอยู่ตลอด แต่ฉันก็ทำเพราะเหตุผลนี้จริงๆ ใครจะว่าอะไรก็ช่าง ฉันอกหัก ฉันเสียใจ ฉันอยากระบาย ไม่มีใครเข้าใจผู้หญิงช้ำรักอย่างฉันหรอก
“คุณพูดเื่ของคุณมาดีกว่า คุณ้าอะไร” ฉันเงยหน้าขึ้นจ้องหน้าเขา กระแทกเสียงถามเขาไปตรงๆ
เขาจ้องมองเข้ามาในตาของฉัน ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
“คุณ!” ดวงตาฉันเบิกกว้าง ตัวแข็งนิ่ง ใกับคำตอบที่ได้ยิน
หน้าตาก็ดี แต่โรคจิตแบบนี้ก็ไม่ไหวนะ มาบอกว่า้าฉัน และเมื่อกี้ที่ฉันััโดนของแข็งใต้สะดือของเขา...
ไม่นะ อย่าบอกว่าเขา้าจะมีเซ็กซ์กับฉันตอนนี้ แค่คิดก็ขนลุกซู่ไปทั้งตัว ทำยังไงดีๆ พิมพ์ใจ
“ดะ...เดี๋ยวนะคะ ใจเย็นๆ นะคะ” บอกให้เขาใจเย็นทั้งที่เขานิ่งมาก ดูไม่สะทกสะท้านอะไรเลย ต่างกับตัวฉันเองที่ตอนนี้ลนลานอย่างบอกไม่ถูก
ฉันพยายามคุมสติ พูดช้าๆ ชัดๆ
“ฉันไม่ใช่ผู้หญิงที่รักสนุก ที่จะนอนกับผู้ชายไปทั่ว”
“...”
“เมื่อคืนมันเป็ความผิดพลาด ถ้าฉันทำให้คุณคิดว่าฉันอ่อยคุณ ฉันต้องขอโทษจริงๆ ที่ทำให้คุณเข้าใจผิด”
“...”
“คุณเป็ผู้ชายที่หล่อ รูปร่างหน้าตาดี น่าจะมีสาวๆ มาชอบคุณเยอะ อย่าเสียเวลากับคนที่ไม่รู้จักอย่างฉันเลยนะคะ”
“...”
“แล้วทำไมคุณไม่ชอบผม” เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
นี่ฉันอธิบายจนเหนื่อย เขาไม่เข้าใจบ้างเลยหรือไงนะ
“เราพึ่งเคยเจอกัน ฉันยังไม่รู้จักคุณดี คงพูดไม่ได้ว่าชอบคุณ”
“แต่ผมชอบคุณนะ และก็คิดว่าพอจะรู้จักคุณดี” เขาฉีกยิ้มมุมปากพลางกวาดสายตามองร่างฉันั้แ่หัวจรดเท้า ถึงจะเผลออึ้งไป เพราะมีคนมาบอกว่าชอบ แต่ถ้าดูจากสายตาก็พอจะเข้าใจว่าที่เขา้าสื่อคือชอบและรู้จักรูปร่างของฉัน
“นี่คุณ…หยุดมองฉันแบบนั้นได้แล้วนะ ฉันหมายถึงชื่อเสียงเรียงนาม นิสัยใจคอ .....” ยังไม่ทันที่ฉันจะพูดจบเขาก็พูดสวนขึ้น
“แล้วต้องทำยังไงเราถึงจะรู้จักกันมากขึ้นครับ”
คือฉันไม่อยากรู้จัก โอเคไหม รู้จักแค่นี้ก็ขนลุกจะแย่อยู่แล้ว
“เออ...คือ...” ฉันอ้ำอึ้งไม่รู้ว่าควรจะปฏิเสธยังไงดี
“โอเคครับ ผมยอม” พูดมาตั้งนาน พอจะยอมก็ยอมง่ายๆ แบบนี้เลย แต่ก็ดี เพราะมันทำให้ฉันรู้สึกโล่งขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำพูดนี้ ขณะเดียวกันเขาก็ปล่อยฉันออกจากอ้อมกอด
ฉันรีบผละตัวออกจากเขา ผูกเชือกเสื้อคลุมตัวเองให้เรียบร้อย แล้วเดินไปนั่งที่โซฟาทันที
“งั้น...คุณจะออกไปจากห้องฉันได้หรือยังคะ”
เขาเดินมานั่งตรงโซฟาข้างๆ ฉัน
“ยัง เพราะผมมีข้อแลกเปลี่ยน”
“ข้อแลกเปลี่ยน?” เห่อๆ ไม่จบง่ายๆ สินะ
“ผมจะไม่ยุ่งวุ่นวายกับคุณอีก ถ้าเย็นนี้คุณมาดินเนอร์กับผม”
“ดินเนอร์? ที่ไหน? คุณแน่ใจนะ”
“ห้องผม”
“นี่คุณ…เกินไปไหมคะ จะให้ฉันไปห้องคุณเนี๊ยะนะ หึ!” ฉันกลั้นหัวเราะในลำคอ คิดในใจ ไม่มีทางซะหรอก
“ผมสัญญาว่าจะไม่ทำอะไรคุณ ถ้าคุณไม่สมัครใจ โอเคไหม” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังหลังจากเห็นสีหน้าของฉัน
“ฉันไว้ใจคุณได้ที่ไหน”
“ถ้าคุณหมายถึงเื่บนเตียง ผมจะบอกคุณว่า ผมไม่ทำถ้าผู้หญิงไม่ร้องขอ”
“...”
“เื่เมื่อคืนนี้ ถ้าคุณจำไม่ได้ ผมจะทวนความจำให้ว่า คุณเองนะครับที่เป็ฝ่าย…”
“พอๆๆ โอเคๆ ตกลง” ฉันรีบตัดบทก่อนที่เขาจะพูดทำให้ฉันรู้สึกอายไปมากกว่านี้
“ฉันจะยอมเชื่อคุณ รักษาสัญญาด้วยนะคะ” ด้วยการประมวลผลจากสมองของฉันในตอนนี้ จากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น สิ่งที่เขาพูดและทำก็พอจะเชื่อได้อยู่ว่าเขาทำอย่างที่พูด
ก็เออออไปอีกสักครั้งแล้วกัน จะได้ไม่มีอะไรติดค้างให้กังวลใจ
“ตอนนี้ก็จะหกโมงแล้ว จะให้ฉันไปหาตอนกี่โมง”
“ทุ่มหนึ่งดีไหมครับ เผื่อคุณอาบน้ำแต่งตัว”
“โอเคค่ะ ว่าแต่คุณพักห้องไหนคะ ฉันจะได้ไปหาถูก” แล้วการพูดจาของเราก็เริ่มเปลี่ยนโหมด เราคุยกันด้วยน้ำเสียงและท่าทางปกติขึ้น เหมือนคนทั่วไปพูดคุยกัน
“เดี๋ยวผมเดินมารับแล้วกันครับ”
“ก็ได้ค่ะ” ฉันขานรับพลางเหลือบไปมองหน้าเขานิดหนึ่ง เขาส่งสายตากลับมา แต่ฉันก็หลบสายตาไปทางอื่นทันที
“งั้นผมกลับห้องก่อนนะครับ” พอพูดจบเขาก็เดินออกจากห้องไป
ฉันถอนหายใจโล่งอย่างแรง เพราะตอนที่เขาอยู่ฉันรู้สึกทั้งกลัว ทั้งอึดอัด ทั้งหวาดระแวงเต็มไปหมด โชคดีที่ตกลงกันได้
แต่พอคิดไปคิดมา เหตุการณ์ก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด ฉันอาจจะมองเขาในแง่ร้ายเกินไปก็ได้
“รีบอาบน้ำแต่งตัวดีกว่า”
.
.
พออาบน้ำเสร็จฉันก็รีบมาแต่งตัว วันนี้ฉันตั้งใจจะแต่งตัวให้มิดชิดที่สุด ถึงเขาจะรับปากว่าไม่ทำอะไร แต่ไม่แต่งตัวล่อเสือล่อตะเข้เป็ดีที่สุด
ฉันเลือกชุดที่ดูเรียบร้อยที่สุดในบรรดาชุดที่เตรียมมา ซึ่งก็คือ Maxi dress สีขาวตัวนี้แหละ ที่ความยาวนั้นยาวไปถึงตาตุ่ม เป็เดรสสายเดี่ยวเส้นใหญ่ แต่ข้างหลังผูกโบโชว์ให้เห็นแผ่นหลัง ก็มาเที่ยวทะเลนี่หน่า ใครจะเตรียมเสื้อผ้าเรียบร้อยมิดชิดมาละ เรียบร้อยได้แค่นี้แหละ ยังไงเดี๋ยวเอาผ้าคลุมมาคลุมไหล่ไว้แล้วกัน
หลังจากสวมชุดเสร็จเรียบร้อย ฉันก็มาไดร์เป่าผมให้แห้ง ฉันปล่อยผมตรงตามธรรมชาติ แต่งหน้าบางๆ ทาลิปสติกสีชมพูอ่อนๆ
“ติ๊งต่อง” เสียงออดประตูดังขึ้น
ฉันจึงเดินไปที่ประตูส่องดูตรงช่องส่อง พบว่าเป็ผู้ชายหน้าหล่อคนนั้น เลยเปิดประตูให้เขาเข้ามา
เขาใส่เสื้อยืดสีขาว ทับด้วยเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีน้ำเงินเข้มมีลายเล็กน้อยข้างนอก กับกางเกงขาสั้นสบายๆ ความยาวเกือบถึงเข่า เหมือนเสื้อผ้าที่ผู้ชายชอบใส่เวลาเที่ยวทะเลทั่วไป พอตั้งใจมองเขาชัดๆ แล้วทำไมหัวใจฉันเต้นแรงจัง คือไม่รู้ว่าเสื้อผ้าที่ใส่ทำให้เขาดูดีหรือว่าเขาเป็คนที่ใส่อะไรก็ดูดีไปหมดก็ไม่รู้
“พร้อมรึยังครับ”
“อืม…ค่ะ” ฉันเดินไปหยิบกระเป๋าถือใบจิ๋วที่ใส่แค่โทรศัพท์ ลิปสติกหนึ่งแท่งเอาไว้เติมปากและการ์ดห้องเท่านั้น ก่อนจะเดินตามเขาไป
ระหว่างทางที่เดิน บรรยากาศเงียบสงัด ไม่มีบทสนทนาใดๆ เกิดขึ้นทั้งนั้น เขาไม่ชวนฉันคุยอะไรเลย จนฉันรู้สึกอึดอัดเลยเริ่มบทสนทนาก่อน
“คุณก็อยู่พักผ่อนต่อเหมือนกันเหรอคะ”
“ครับ”
“ออ…” ฉันพยักหน้าเบาๆ เล็กน้อย
“งานแต่งเมื่อคืน คุณเป็แขกฝั่งเ้าบ่าวใช่ไหมคะ”
“ครับ”
ถามคำตอบคำ เขาไม่คิดที่จะพูดอะไรให้บรรยากาศมันเป็กันเองขึ้นบ้างเลยหรือไงนะ
ระหว่างที่ฉันบ่นพึมพำอยู่ในใจคนเดียว อยู่ๆ เขาก็หยุดเดิน หันมองมาที่ฉัน พลางกระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อย
“วันนี้คุณแต่งตัวมิดชิดดีนะครับ กลัวผมเหรอ”
----------