ตอนที่หนึ่งร้อยหกสิบเก้า The Company 15
แน่นอนไม่ใช่ว่าผู้มีอิทธิพลใต้ดินแต่ละคนนั้นโง่เขลาแต่พวกเขานั้นยึดติดกับแนวทางเดิมที่มีมาของตนเอง
ทำไมจะไม่มีใครรู้ว่าโลหะกากของเสียมีมูลค่าสามารถเอากลับมาใช้ใหม่เปลี่ยนสิ่งที่ไร้มูลค่าและเป็นอันตรายให้เป็นของที่มีมูลค่าได้
แต่มีการใช้งบประมาณในการซื้อหรือติดตั้งโรงงานรีไซเคิลเสียเวลาในการผ่านกระบวนการแถมผลผลิตที่ได้มาจากโรงงานรีไซเคิลยังได้ค่าตอบแทนน้อยกว่าการค้าอวัยวะของมนุษย์ฯลฯ
หลายเหตุผลที่ประกอบกันทำให้การทำสิ่งที่ดีเพื่อช่วยเหลือประชาชนนั้นเป็นเรื่องไร้สาระอย่างยิ่งในระบบทุนนิยม
อย่างน้อยศาลสูงของสหรัฐฯก็เห็นด้วยในเคสForde V.S. Dodge
ว่าข้อแก้ตัวของทางฟอร์ดที่ว่าให้สวัสดิการที่ดีและเงินเดือนที่ดีแก่พนักงานจะทำให้บริษัทดีขึ้นในอนาคตนั้นฟังไม่ขึ้น
หน้าที่ของบริษัทคือการหากำไรให้ผู้ถือหุ้นไม่ใช่การทำการกุศล
ดังนั้นหน้าที่ของทางบริษัทต้องทำกำไรสูงสุดให้ผู้ถือหุ้นเท่านั้น
หากใครสงสัยว่าระบบทุนนิยมจะทำให้สวัสดิการหรือชีวิตความเป็นอยู่ของคนงานดีขึ้นหรือไม่นั้นให้ไปอ่านคำพิพากษาเรื่องนี้ว่าศาลสูงไม่ได้มองว่าบริษัทมีหน้าที่ทำให้ชีวิตของแรงงานดีขึ้นแต่ประการใด
แต่ก็มีคนแก้ตัวว่าศาลสูงไม่ให้ทางบริษัทมีอำนาจในการทำให้ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้นแต่มีอำนาจดำเนินการไปตามที่เห็นสมควรเพื่อแสวงหาผลกำไร
เหมือนจะบรรยายว่าเพิ่มขอบเขตอย่างหนึ่งลดขอบเขตอำนาจอย่างหนึ่ง
แต่ที่แท้จริงแล้วเหมือนมีดที่ปักซ้ำอีกครั้งหนึ่งบนซากศพของแรงงานในระบบทุนนิยม
เพราะมันแปลความจากที่ตัดสินได้ว่า
บริษัทไม่มีอำนาจในการทำให้ชีวิตของแรงงานดีขึ้นแต่มีอำนาจทำอะไรก็ได้ที่ทำให้ผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น
เมื่อโดนกั้นกระแสน้ำไม่ให้ไหลไปทางผลประโยชน์ของแรงงานแต่กลับลดข้อจำกัดในการแสวงหาผลประโยชน์แก่ผู้ถือหุ้น
มันจะแปลว่าเป็นระบบที่ทำให้แรงงานลืมตาอ้าปากได้อย่างไรในเมื่อระบบมองว่าผลประโยชน์สำคัญกว่า?
มันแปลว่าต่อให้มีทางผู้บริหารที่มีมนุษยธรรมที่ต้องการให้ค่าแรงและสวัสดิการเพิ่มมากขึ้น
บรรดาผู้ถือหุ้นก็สามารถฟ้องร้องกับผู้บริหารที่พยายามให้ค่าแรงแรงงานเพิ่มขึ้นคนนั้นได้ว่าไม่บริหารเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของบริษัท
นี่ล่ะคือสิ่งที่เรียกว่า
ธรรมาภิบาล
Fiduciary
ในระบบทุนนิยมมันมีหน้าที่
ปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น
ไม่ได้มีหน้าที่
ปกป้องผลประโยชน์ของแรงงาน
หรือ
ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน
แต่ประการใด..อย่างน้อยศาลสูงก็พิจารณาออกมาเช่นนั้น
นี่คือมหาเศรษฐีคนหนึ่งพอซื้อหุ้นบริษัทหนึ่งได้ก็เอาหุ้นนั้นออกจากตลาดทรัพย์ทันทีเพื่อที่จะไม่ต้องฟังผู้ถือหุ้นคนอื่นๆให้เหนื่อยอีกต่อไป
คนที่เคยดูหนังสไปเดอร์แมนจะพอเข้าใจ
ว่าบอร์ดผู้ถือหุ้นสามารถปลดท่านประธานออกจากบริษัทของตนเองที่สร้างมากับมือได้
การไล่คนออกจากบริษัทของตนเองนั้นทำได้ในระบบทุนนิยมเพราะมันวางรากฐานไว้ว่าไม่มีอะไรที่ซื้อหาไม่ได้นั่นเอง
โชคดีที่บอสอดัมแปลงร่างตนเองเป็นนิติบุคคลหลายบริษัท
ว่าบริษัทนี้ถือหุ้นในตลาด บริษัทนี้เอกชนบริษัทนี้ห้างหุ้นส่วน บริษัทนี้คณะบุคคล
หรือนิติบุคคลบางอย่างที่เกิดขึ้นทำการณ์เฉพาะภารกิจยึดครองบ่อน้ำมลพิษเท่านั้นและนิติบุคคลนี้จะหายไปทันทีไม่มีตัวตนอยู่อีกต่อไปเมื่อเสร็จภารกิจ
หรือปล่อยเงินกู้ในปฏิบัติการณ์ที่ตนเองสร้างขึ้นมาด้วยดอกเบี้ยมากกว่า30%
ซึ่งคนทั่วไปคงจะรู้สึกงงงวยว่าเรื่องชั่วๆพวกนี้มันทำกันได้ด้วยหรือ?
แต่นี่ล่ะคือโลกของบริษัทที่เป็นของเล่นของคนรวยล่ะ
หากมันไม่มีเล่ห์กลทางกฎหมาย
บรรดาทนายความที่ปรึกษาทางกฎหมายจะมีงานทำได้อย่างไรกัน?
นี่คือสาเหตุที่หนังในฮอลลี่วู้ดหลายเรื่องที่มีรายได้หลายร้อยล้านทั่วโลกยังอ้างว่าขาดทุนตลอดเวลาที่ทำการฉายมาจนถึงปัจจุบันไม่ได้กำไรแม้แต่ดอลล่าร์เดียว
การที่เราขาดทุนก็ทำให้เรากำไรได้ในโลกของคนรวย
หากเราเริ่มถามซ้ำซี้เรื่องพวกนี้มากๆเข้าคนรวยจะมองว่าเราเป็นคนโง่น่ารำคาญ นี่มันเรื่องธรรมดาที่ใครๆเขาก็ทำกัน
แต่มนุษย์ปรกติที่มีสติสักหน่อยหรืออย่างน้อยคนยากจนที่มีอยู่ทั่วไปในสังคมได้รับรู้เรื่องนี้เข้าคิดตามสามัญสำนึกไม่ต้องผ่านคอร์สอบรมบริหารธุรกิจมาก็จะรู้สึกว่ามันมีเรื่องผิดปรกติแล้ว
แต่อนิจจาคนธรรมดาทำอะไรไม่ได้
และคนรวยก็มองว่าคนจนเป็นคนโง่ตนเองคือคนจ่ายภาษีมากทีสุดในประเทศต่อไปอย่างมีความสุข
เพราะแม้ระบบจะเหมือนอ้างว่าบริหารอย่างไรก็ได้แต่จะมีกำแพงที่ขวางกั้นเอาไว้หากเราไม่ดำเนินการไปทางที่ผู้ถือหุ้นได้ประโยชน์สูงสุด
ดังนั้นบอสอดัมที่ได้งบประมาณมาเพื่อให้ขาดทุนอยู่แล้วจึงได้ดำเนินการใน“ตลาด” ที่ไม่มีใครเข้าไปเพราะไม่มีใครคิดว่าจะมีใครโง่ขนาดนี้นั่นเอง
ว่าสิ่งที่รีไซเคิ่ลได้มาจากขยะไม่คุ้มค่ากับการลงทุนขั้นพื้นฐานที่เสียไปอย่างน้อยก็ต้องอาศัยเวลาสักระยะเทียบกับเวลาที่มีมูลค่าได้ไม่เท่ากับการลงทุนอย่างอื่น
นี่ล่ะทุนนิยม
แม้จะอ้างว่าเป็นทุนนิยมที่มีหัวใจระบบกฎหมายก็จะตบหัวคนที่มีหัวใจเพื่อเปลี่ยนให้กลายเป็นคนโลภโมโทสันที่แสวงหาผลกำไรสูงสุดในที่สุด
ทำให้คนที่มีสายลับดูตัวเลขกำไรขาดทุนของบอสอดัมก็คงจะตกใจเมื่อพบว่าบริษัทของบอสอดัมมีคำสั่งคำเดิม
“เพิ่มปริมาณการสร้างโรงงานรีไซเคิ่ลเข้าไปอีกให้มากที่สุดเท่าที่จะได้ จ้างคนมาเพิ่มจากนครตึกชั้นบนก็ได้ต้องการแรงงานไม่จำกัด”
บอสอดัมผลาญเงินอย่างไม่ลังเลราวกับกลัวว่ามีเวลาไม่มากพอที่จะผลาญเงิน