10 ตุลาคม ค.ศ.1932
ร้านกาแฟฮกกี่
ตาแย้มบังยวน กำลังก้มหน้าก้มตาเงี่ยหูฟังเครื่องรับวิทยุที่แป๊ะหลีซื้อมาใหม่เสียงประกาศข่าวดังไปทั่วร้าน
“ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระเป็เ้าเหนือหัว พระเ้าหมื่นฟ้าปาดีเป็ล้นพ้น ได้ทรงพระราชทานธรรมนูญการปกครองประเทศโซวันนาให้แก่ปวงชนชาวโซวาเนียนจักได้มีประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญตามแบบอย่างอารยประเทศทั้งหลาย...”
“ ดีใจจริง ๆ โว๊ย ตาแย้ม ข้านอนตายตาหลับแล้วว่ะ ”บังยวนตื่นเต้นยินดี
“ เออ ๆ อย่าเพิ่งรีบตาย เดี๋ยวข้าไม่มีเพื่อนคุย แต่ข้ายังไม่รู้เลยว่าต่อไปชาวบ้านอย่างเราจะเป็อยู่กันอย่างไรนะ ” ตาแย้มยังงง ๆกับประชาธิปไตย
“ อั๊วคิกว่ากางค้าขายกับต่างปาเทกคงจะเสรี ไม่ต้องจ่ายค่าปากเรือให้พวกขุงนางอย่างตะก่องอ่ะ ”แป๊ะหลีวาดฝันไปถึงการค้าต่างประเทศโน่น
“...พระกรุณาโปรดเกล้า แต่งตั้งให้ ท้าวมะหงันมายัง เป็นายกรัฐมนตรี ”
เสียงจากวิทยุยังคงกระจายข่าวต่อไป
ห้องแถลงข่าว ทำเนียบรัฐบาล
ผู้สื่อข่าวจากหลายสำนักหลากสัญชาติทั้งยืนทั้งนั่งรอสัมภาษณ์อยู่เต็มห้องเื่กำหนดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกของประเทศโซวันนา
“จากการประชุมคณะรัฐบาลชั่วคราวเื่การเลือกตั้งทั่วไปของโซวันนานั้นเนื่องจากเห็นว่าประชาชนทั่วไปยังไม่คุ้นเคยกับรูปแบบการปกครองอย่างใหม่นี้รัฐบาลจึงมีมติว่าให้จัดรูปแบบของรัฐสภาออกเป็สาม่ คือ
่สี่ปีแรกให้ผู้แทนราษฏรมาจากการแต่งตั้งทั้งหมดโดยรัฐบาลจะพิจารณาคัดเลือกจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากท้องที่ต่างๆ ทุกภูมิภาคทุกสาขาอาชีพ และทยอยให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการเลือกตั้งการใช้สิทธิใช้เสียงผ่านทางผู้แทนราษฏร
่ที่สองเป็่ที่ประชากรช่วนใหญ่ยังขาดความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยให้ผู้แทนราษฏรมาจากการแต่งตั้งกึ่งหนึ่ง และเลือกตั้งกึ่งหนึ่ง
่ที่สามให้ผู้แทนราษฏรมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดแต่มีเงื่อนไขว่าประชากรมากกว่ากึ่งหนึ่งต้องจบการศึกษาชั้นประถม หรือเวลาได้ผ่านไปแล้วสิบปีนับจากนี้ ขึ้นอยู่กับว่า อย่างไหนจะเกิดก่อน ”
นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็เพียงหุ่นเชิดของพระยากำแหงหาญแถลงต่อสื่อมวลชน
ริมหาดทรายชายทะเล
ชาวบ้านจำนวนมากกำลังมุงดูร่างไร้ิญญาซึ่งถูกคลื่นซัดมาเกยตื้น มีทั้งศพของกัปตันเรือและลูกเรือ
“ จากการชันสูตรทางโปลิศคาดว่าน่าจะเป็ฝีมือของโจรสลัดที่มีชุกชุมอยู่แถบช่องแคบมะละกาพวกนี้ชอบปล้นเรือสินค้าและนำเอาทรัพย์สินมีค่าที่พอจะหยิบฉวยสะดวกหรือเงินทองโดยไม่แตะต้องสินค้า อาจจะฆ่าเ้าทรัพย์ตายแล้วทิ้งศพลงทะเล พาหนะที่ใช้มักจะเป็เรือเร็วขนาดเล็กเพื่อให้หลบหนีง่าย ”ผู้บัญชาการโปลิศกล่าว
“ ทางกองทัพเรือจะนำกำลังออกติดตามจับกุมพวกโจรเหล่านี้ให้ได้ถ้าจำเป็อาจจับตาย ” ผู้บัญชาการกองทัพเรือยืนยันต่อนักข่าว
ณ กองบัญชาการกองทัพเรือ
“ พวกโจรเหล่านี้จะอาศัยเกาะแก่งต่าง ๆแถบหมู่เกาะอันดามันเป็ที่ซุ่มซ่อนตัว หากเราเข้าไปอย่างโจ่งแจ้ง อาจเสียทีมันได้จำเราจะต้องปลอมเป็เรือสินค้า แล่นเข้าไปล่อพวกมันขึ้นเรือก่อน แล้วตัดเชือกให้ถังไม้บรรจุดินปืนที่ผูกไว้รอบๆ เรือลอยขึ้น ยิงปืนะเิถังเสีย เพื่อทำลายกองเรือเล็กของพวกมัน ไม่ให้มีทางถอยหากจับเป็พวกมันไม่ได้แล้วพวกเราค่อยโดดหนี พร้อมกับจุดะเิในเรือให้พวกมันตายไปพร้อมกับเรือสินค้าเสีย ขอให้รอฟังคำสั่งผมก็แล้วกัน อย่าให้พลาด ” ไมตรี ได้รับหน้าที่เป็เสนาธิการวางแผนปราบโจรสลัดร่วมกับนายทหารเรือทั้งหลาย
น่านน้ำอันดามัน ห่างจากฝั่งโซวันน่าราว 100 ไมล์ทะเล ( 1 ไมล์ทะเลเท่ากับ 1.852 กิโลเมตร) หรือ 185 กิโลเมตรเป็ที่ตั้งของหมู่เกาะหัวกะโหลก ซึ่งเป็ที่อาศัยของกลุ่มโจรสลัดอันมีหัวหน้าชื่อจางไห่จู แปลว่า มุกทะเล เป็เชื้อสายของ จางเป๋าจ่ายขุนโจรสลัดชื่อดังแห่งกวางตุ้งสมัยาฝิ่น
ในถ้ำใหญ่บนเกาะแห่งนั้น
“ โอ๊ย นายท่าน อย่าทำข้าเลย ข้าผิดไปแล้วทีหลังข้าไม่ทำอีกแล้ว “ชายฉกรรจ์หนึ่งในหลายสิบคนที่ถูกจับมาลงโทษด้วยวิธีอันน่าพรั่นพรึงต่าง ๆ นานาทั้งตอกเล็บ บีบขมับ บีบนิ้ว เฆี่ยนตี ฯลฯร้องอ้อนวอนขอต่อบุรุษลึกลับผู้สวมหน้ากากงิ้ว ซึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์ใหญ่พร้อมสมุนยืนขนาบสองข้าง
“ กฎระเบียบของพวกเรามีไว้อย่างไรพวกเ้าเป็ถึงระดับหัวหน้า กลับกระทำผิดด้วยตนเอง โดยเฉพาะความผิดฐานทรยศต่อพรรคของเราและโทษฐานทำร้ายปล้นฆ่าชาวบ้านที่ยากจน ซ้ำยังข่มเหงลูกเมียเขาเป็ความผิดขั้นร้ายแรงของพรรคเราทั้งสิ้น หากข้าปล่อยพวกเ้าไปพี่น้องทั้งน่านน้ำนี้คงโจษขานว่าข้า จางไห่จู ลุ่มหลง ลำเอียงข้าจำต้องลงโทษพวกเ้า เพื่อรักษาไว้ซึ่งบรรทัดฐานของพรรค อโหสิให้ข้าเถิด เฮ้ย พวกเ้า เอาตัวพวกมันไปที่หาดทรายข้างนอกอย่าให้เืสกปรกของพวกมันแปดเปื้อนถ้ำของเราได้ “ ว่าแล้วเพชฌฆาตก็นำตัวนักโทษเ่าั้ไปที่หาดทรายหน้าปากถ้ำนั้นแล้วจับมัดไว้กับหลักที่ตอกบนพื้นทราย เมื่อคนข้างนอกร้องว่าพร้อมแล้วจางไห่จูก็ลุกขึ้นสะบัดแขน ผลักฝ่ามือออกไปทางหน้าถ้ำพวกนักโทษปะาก็ถูกพลังลึกลับของจอมโจรทำลายร่างกายจนบิดเบี้ยวผิดรูปไปสิ้นทุกคนเืออกทางเจ็ดทวาร อวัยวะภายในเหลวแหลกก่อนที่หมอผีจะตอกตะปูอาคมสะกดิญญาที่กระหม่อมของพวกมันทุกศพ
หลังจากนั้นสองวัน
ตามแผนที่ไมตรีวางไว้เมื่อเรือสินค้าติดธงสัญชาติจีนแล่นผ่านเข้าไปในเขตของโจรมุกทะเลก็ปรากฏเรือเร็วสิบกว่าลำแล่นโอบล้อมเข้ามาเทียบเรือสินค้าแล้วสมุนโจรก็ปีนป่ายอย่างชำนาญขึ้นเรือสินค้าพร้อมกับตัวหัวหน้าที่สวมหน้ากากงิ้วอำพรางใบหน้าแท้จริงไว้ในขณะที่คนบนเรือเข้าทำการต่อสู้ป้องกันบางส่วนก็ตัดเชือกโยงถังะเิใต้น้ำให้ลอยขึ้นรอบ ๆ เรือเล็กบางส่วนก็สาดะุใส่ถังให้ะเิเสียงดังสนั่นรอบ ๆ เรือสินค้าพาให้น้ำทะเลสาดกระจายเป็ฟองฝอย
ไมตรีเข้าต่อกรกับหัวหน้าโจรด้วยปืนจนะุหมด จึงฟาดฟันกันด้วยดาบต่างก็มีเพลงอาวุธไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันฝ่ายมุกทะเลฟันเข้าหมายตัดคอไมตรีนาวีหนุ่มเลี่ยงหลบและตวัดดาบขึ้นทางท้ายทอยโจรสลัดปลายดาบไปสะกิดเอาเชือกรัดหน้ากากหลุดออก เผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของขุนโจรจางไห่จู
“เป็ผู้หญิงหรือนี่...”ไมตรีชะงักเพราะไม่คาดว่ากำลังประมือกับอิสตรี
หญิงสาวในวัยราว 27 ร่างเล็กบอบบางผมที่สยายยาวจากที่เคยรวบไว้ประดับใบหน้าที่สวยคมคาย ทำให้ไมตรีลืมภารกิจไปชั่วขณะเปิดช่องให้โจรสาวแทงสวนเข้าที่หัวไหล่ดังฉึก !
ทหารทัพเรือคนหนึ่งเห็นเช่นนั้นจึงจุดไฟขึ้นเตรียมะเิเรือ มิทันที่ไมตรีจะสั่งห้าม “ เฮ้ย อย่าเพิ่งจุด ”แต่มิทราบคลื่นลมหรือพรหมเทพท่านแกล้ง ให้คลื่นทะเลซัดเรือจนโคลงเคลงอย่างแรงทำคบไฟในมือทหารหลุดกระเด็นไปโดนถังดินปืน
“ โดด!!! ”ไมตรีะโลั่น พร้อมฉุดตัวโจรสาวโดดลงทะเลอย่างหวุดหวิด
“ ตูม ”เรือสินค้าะเิดังสนั่น เศษไม้เศษเรือกระจุยกระจาย
นายเรือและโจรมุกทะเลจับมือแหวกว่ายไปขึ้นฝั่งบนเกาะหัวกะโหลก
ราตรีนั้น ที่หน้าถ้ำริมหาด
ไมตรี และ ไห่จู นั่งผิงไฟอยู่ด้วยกันโดยมีทหารและสมุนโจรนั่งปิ้งปลาอยู่ห่าง ๆ
“ ไยท่านไม่ฆ่าฉันเสียเล่า ไว้ชีวิตฉันทำไมฉันเป็โจรนะ ” ไห่จูถาม ขณะที่กำลังทำแผลที่หัวไหล่ให้ไมตรี
“ ก็เธอเป็ผู้หญิงชายอย่างฉันจะลงมือทำร้ายอิสตรีอย่างไรได้ หากว่าเธอเป็ชายไซร้ฉันคงโยนศพทิ้งทะเลไปแล้ว ” ไมตรีลูบไล้เรือนผมของมุกทะเล แล้วถามอีกว่า“ เหตุไรเธอจึงไม่ประกอบอาชีพอื่น ไยต้องมาเป็โจรปล้นเขากินเยี่ยงนี้”
นางโจรตอบว่า “ ถึงฉันจะปล้นเขากิน แต่ก็ไม่เคยปล้นคนจนเทียบกับไอ้พวกโกงบ้านโกงเมืองแล้ว นั่นมิสาหัสกว่าการปล้นดอกหรือเพราะราษฏรถูกเบียดบังเอาเงินภาษีกอบโกยเอางบประมาณที่ควรจะนำมาบำรุงสุขของชาวประชาให้ดีกว่าที่เป็อยู่ทุกวันนี้พวกฉันปล้นก็แต่เรือสินค้าของพวกคนรวย ไม่เคยขูดรีดชาวบ้าน ”
ทั้งสองนิ่งเงียบกันชั่วอึดใจ ไมตรีตรองดูคำพูดของนางโจรก็หาคำมาโต้แย้งมิได้ เพราะพวกโกงเมืองที่นางกล่าวถึงก็คือผู้ให้กำเนิดเขามานั่นเอง
“ แล้วต่อจากนี้ล่ะ ท่านจะทำอย่างไรจะปล่อยข้าไปหรือ ท่านไม่กลัวทำผิดต่อหน้าที่หรือไร อย่าลืมว่าท่านกำลังเข้ามาในเขตของโจรสลัดซึ่งไม่ได้มีเพียงฉันพวกเดียวฉันมิอาจรับประกันความปลอดภัยของท่านได้ เรือของท่านก็ะเิไปแล้ว ” โจรแซ่จาง ทำแผลเสร็จ ก็หันไปหยิบปลาปิ้งมาส่งให้ไมตรี
“ มินานเรือทหารที่ฉันเตรียมไว้ก็จะมารับดอกแต่วางใจเถิด ฉันจะไม่ทำอันตรายต่อเธอและบริวารเหล่านี้แน่นอนหากเธอยอมเข้าร่วมเป็พวกกับทางการ โดยให้เบาะแสของโจรสลัดทั้งหลายฉันจะเสนอทางกองทัพแต่งตั้งพวกเธอเป็หน่วยอารักขาน่านน้ำแถบนี้ ” ไมตรีแสดงความจริงใจต่อคนที่ตนควรจะจับกุม
“ ท่านเป็เ้าบ้านผ่านเมืองหรือไรถึงกล้าออกปากสัญญากับฉันได้ หากทางการเขามิยินยอมล่ะ ท่านจะมีสิ่งไรไปอ้างฉันไม่เชื่อท่านดอก ” ว่าแล้ว นางมุกทะเลก็ทำท่าจะเดินหนีแต่ไมตรีรวบตัวนางมากอดไว้ ก่อนกระซิบที่ข้างหูว่า
“ ถ้าเราเป็ผัวเมียกันเล่า พอจะอ้างได้ไหม ” ไมตรีหอมแก้มไห่จูดังฟอด แล้วพานางเข้าไปในถ้ำ นางโจรเ้าเสน่ห์ ก็ดีดดิ้นขัดชืนแต่พอเป็พิธีแล้วตัดพ้อว่า
“ กระไรเลยพ่อนาวีผู้กล้ามาหักหาญเอากับหญิงเยี่ยงนี้ ใครรู้เข้าจะมิติฉินนินทาเอาหรือ ”
“ หากเป็หญิงอื่นทั่วไปฉันคงไม่ใส่ใจใคร่มีสัมพันธ์ แต่นี่เพราะรักในตัวน้องนางดอกจึงอยากฝากรักฝากใจให้เราเป็หนึ่งเดียว ”ไมตรีบรรจงประคองนางลงนอนบนเตียงทอง ในห้องลับกลางถ้ำที่ตกแต่งไว้อย่างสวยหรู เรือนผมยาวสยายแผ่ออกคลุมเต็มหมอนขับสีขาวเนียนของหัวไหล่และเนินอกนางโจรสาว ฉลามหนุ่มก้มจูบลงบนหน้าผากหล่อนอย่างแ่เบาก่อนจะเอื้อมมือไปดับตะเกียงเสียจากนั้นทั้งสองก็บรรเลงเพลงรักล่องลอยไปตามอารมณ์พิศวาสเหมือนสำเภาที่โยกไหวไปมาอยู่กลางคลื่นอันปั่นป่วน
เช้าวันรุ่งขึ้น
ไมตรีตื่นมาก็พบว่านางโจรไห่จูและพรรคพวกหายไปแล้วสอบถามจากพลทหารได้ความว่า นางฝากขอบคุณสำหรับความปรารถนาดีแต่เขาและเธอมีเส้นทางชีวิตต่างกัน คงเป็ไปไม่ได้ที่จะครองคู่กันส่วนเื่อารักขาน่านน้ำโซวันน่าเธอสัญญาว่าจะไม่ให้โจรสลัดกลุ่มใดเข้ามาในอาณาเขตโซวันน่าเด็ดขาด
แล้วเรือรบจากโซวันน่าก็มารับไมตรีและกองทหารกลับบ้านเมือง่าง ๆิงไฟอยู่ด้วยกัน โดยมีทหารและสมุนโจรโหลก
เด็นไปโดนถังดินปืน
้าม"มไปชั่วขณะน้าที่แท้จริงของขุนโจรมุกทะเล นั่
ณ เวทีประกวดร้องเพลงแห่งหนึ่ง
“ ต่อไปนี้จะเป็นักร้องคนสุดท้ายในรอบตัดสินได้แก่ นางสาวไมล่า ปารวตี จะมาประกวด ในเพลง “ ฝากรักฝากใจ” ขอเชิญรับฟังได้แล้วครับ
โสมสุดา ในชุดราตรียาว เดินขึ้นเวทีร้องเพลงอย่างไพเราะด้วยเสียงหวานแว่วดังนกไนติงเกล ราวจะกล่อมโลกให้ลอยล่องไปตามดนตรีในจังหวะวอลซ์
เบื้องหน้าเวที กรรมการหลายคนนั่งฟังอย่างจับจิตหนึ่งในนั้นคือ ไมตรี ลูกของพระยากำแหง หัวหน้าคณะปฏิวัตินั่นเองเขาจ้องมองหน้าของไมล่า แล้วพยายามนึกว่าเคยพบหล่อนที่ไหน
“ อ้อ จำได้แล้วหน้าคล้ายคนที่ช่วยชีวิตเรานั่นเอง ไม่ยักรู้ว่าเธอก็ร้องเพลงเพราะเหมือนกันจะใช่คนเดียวกันหรือเปล่าหนอ...”
เมื่อจบเพลงไมล่ากับผู้เข้าประกวดอีกคนยืนรอฟังคำตัดสิน
“ ต่อไปจะเป็การประกาศรางวัลชนะเลิศซึ่งผู้ที่ชนะการประกวด จะได้รับคัดเลือกเข้าเป็นักร้องประจำวงดนตรีกรมการบันเทิงพร้อมรับถ้วยพระราชทานจากองค์เ้าหมื่นฟ้าปาดี และเงินรางวัล 1 แสนรูเปี้ยะ
ผู้ชนะการประกวดได้แก่....”
ทุกคนต่างลุ้นระทึกว่าใครจะได้เป็นักร้องประจำกรม
“ นางสาวไมล่า ปารวตี !!!!! ” โสมสุดาในชื่อไมล่า แสดงความดีใจล้นพ้น
“ ขอเชิญท่าน เรือเอกไมตรี ยงอยู่ขึ้นมอบถ้วยรางวัลพระราชทานครับ
สำหรับรองอันดับหนึ่ง จะได้.....”
ไมตรีมอบรางวัลให้ไมล่าพร้อมสบตาเธอ แววตาคู่นี้เขาจำได้ดีสตรีผู้ช่วยชีวิตของเขาแน่ ๆ
“ ดีใจด้วยนะครับ ”ไมตรีกล่าว
“ ขอบคุณค่ะ ”ไมล่าส่งสายตาพร้อมรอยยิ้ม แล้วยืนให้ช่างภาพถ่ายรูป
เดือนพฤศจิกายน
ณ บ้านพักของพระยากำแหงหาญ
“ กองเสือหลวงถูกยุบ
มีการตัดทอนงบประมาณเบี้ยหวัดของบรรดาเ้านายชั้นสูง
ข้าราชการที่ไม่ใช่พวกของพระยากำแหงถูกปลดออกจำนวนมาก
ส่อเค้าทุจริตงบหลวงอย่างขนานใหญ่ ”พระยากำแหงหาญอ่านพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์หลายฉบับ แล้วโยนลงบนโต๊ะรับแขก
“ บัดซบ ! มันกล้าเสนอข่าวว่าข้าทุจริตส่งคนไปปิดโรงพิมพ์ของมันหรือยัง สดมภ์ ” พระยาเฒ่าซักถามนายทหารคู่ใจ
“ ส่งไปแล้วขอรับ แทบทุกแห่งถูกเราปิดหมดนักเขียนที่วิจารณ์พวกเราก็จับไปติดคุกแล้ว คงเหลือแต่สำนักข่าวเกาหัวแห่งเดียวที่มีเ้าชายดูรีหนุนหลังอยู่ขอรับ ” พันเอกสดมภ์รายงาน
“ นับวันเ้าชายองค์นี้จะเป็หอกข้างแคร่ของข้ามากขึ้นเรื่อยๆ ข้าชักจะหมดความอดทนแล้วนะ ”พระยากำแหงขยำหนังสือพิมพ์ในมือด้วยความแค้น
แผนกดนตรีสากล กองคีตศิลป์ กรมการบันเทิง
“ คุณไมตรี บุตรท่านผู้นำขอเชิญให้เธอไปร้องเพลงในงานเลี้ยงสังสรรค์ของกองทัพเรือ บนเรือสำราญกินนรีนาวาเทียบท่าอยู่ที่ท่าน้ำเจมทาวน์นะ ช่วยไปให้หน่อย ”หัวหน้าของไมล่า สั่งแกมขอร้อง
“ ได้ค่ะ หัวหน้า ” ไมล่ารับคำสั่งโดยไม่มีข้อแม้
บนเรือกินนรีนาวา ยามค่ำ กลางแม่น้ำแม่โซวาเนียนที
เหล่าราชนาวี จับคู่เต้นรำกับสาว ๆ ของตน กลางฟลอร์ในเรือไมล่าร้องเพลงเสร็จก็ลงมานั่งเป็เพื่อนกับไมตรีที่โต๊ะอาหาร
“ ขอโทษนะครับ คุณไมล่า คุณเคยเรียนปันจักสีลัตมาก่อนหรือเปล่า” ไมตรีถาม
“ ไม่เคยนี่คะ ดิฉันเป็นักร้องจะเรียนไปเพื่ออะไร จู่ ๆ ถามเื่นี้ทำไมคะ ”โสมสุดาเก็บซ่อนอารมณ์จนแเี แสดงหน้างง ๆ
“ อ๋อผมเคยพบผู้หญิงคนหนึ่งหน้าตาคล้ายคุณในงานฉลองชัยน่ะครับแล้วเธอก็เคยช่วยชีวิตผมไว้ ” ไมตรีรีบชี้แจง
“ ชิ้นเก่าของคุณหรือคะจะเอาดิฉันไปเป็ตัวแทนละสิ ฮึ ” ไมล่างอน
“ ไม่ใช่ครับผมยังไม่รู้จักเลยว่าหล่อนชื่ออะไร ” นาวีหนุ่มแก้ตัว
“ งั้นคุณก็จำผิดคนแล้วละค่ะ ช่างเถอะไปเต้นรำกันดีกว่า ” ไมล่าชวนไมตรีไปกลางฟลอร์เต้นรำในจังหวะวอลซ์ ทั้งสองต่างประสานสายตากัน แม้ไร้ซึ่งคำพูดแต่แววตาของไมตรีบ่งบอกว่าเขาตกหลุมรักหล่อนแล้วจริง ๆ จนไมล่าอดเขินไม่ได้
ที่ลานจอดรถ
“ วันเสาร์นี้ผมขอชวนคุณไปล่องเรือเล่นชายทะเลที่ปากอ่าวได้มั๊ยครับ ”ไมตรีชวนไมล่า ก่อนจะกลับ
“ ขอคิดดูก่อนนะคะ แล้วพบกันค่ะ บาย ” ไมล่ายิ้มให้อย่างหวานชื่น
แท้จริงโสมสุดาไม่หวั่นหรอก กับการไปล่องเรือกับเขาเพราะมีวิชาป้องกันตัวขั้นสูง แต่ก็ไว้เชิงตามประสาสุภาพสตรี
เย็นวันเสาร์
หลังจากไมตรีเทียวไล้เทียวขื่อคอยไปรับไมล่าที่กรมออกไปรับประทานอาหาร พาไปเดินจับจ่ายซื้อของตามร้านค้าต่าง ๆในกรุง พร้อมกับขอนัดไปล่องเรืออีกสองสามครั้ง ไมล่าก็ตอบตกลง
ทั้งสองนั่งรถเปิดประทุน เลียบชายฝั่งโซวันน่าสมุทรอันไม่ไกลจากพระนครมากนัก พากันเที่ยวชมทิวทัศน์จากบนเขาริมทะเลเบื้องล่างแลเห็นหมู่บ้านชาวประมงที่ตากปลาหมึกแห้ง ทำปลาเค็มขายแล้วเขาและเธอก็นำเรือเล็กออกลอยลำรอบ ๆ อ่าวนั้น
ตะวันใกล้ลับขอบฟ้าแล้ว
ยอดมะพร้าวไหวไปมาตามแรงลมทะเลแสงอาทิตย์อัสดงสาดส่องหาดทรายสีนวล และท้องทะเลดูราวกับแพรไหมสีทองกำลังสะบัดพัดพริ้ว
ไมตรีกับโสมสุดา นั่งชมทิวทัศน์อยู่บนดาดฟ้าเรือ ฝูงนกนางนวลพากันบินกลับรังสาวงามในชุดว่ายน้ำเปิดขวดไวน์ที่แช่น้ำแข็งจนเย็นฉ่ำบรรจงรินใส่แก้วคริสตัลสวยหรู หยิบยื่นให้ทหารเรือหนุ่มในเสื้อฮาวายกับกางเกงลำลอง
“ คุณพาสาวมาเที่ยวอย่างนี้บ่อยหรือคะ ” ไมล่าถาม
“ ไม่นะครับ มีแต่คุณนี่แหละ เป็คนแรก” ไมตรีรีบตอบ
“ ค่ะ จะพยายามเชื่อนะคะ ” ไมล่ายิ้ม เพราะชายหนุ่มผู้มีรูปกายและชาติตระกูลเพียบพร้อมอย่างเขานี้มีหรือจะไม่เป็ที่หมายปองของสาว ๆ
“ ผมไม่ค่อยมีเวลาไปคบหาใครน่ะครับทุกวันนี้ก็ต้องทำงานทั้งราชกิจและช่วยธุระของคุณพ่อด้วย จะเอาเวลาที่ไหนไปหาสาว ๆ”
“ อ๋อ แล้วคุณต้องรับผิดชอบเื่อันใดบ้างละคะ” ไมล่าตะล่อมถาม
“ งานราชกิจก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ของกองทัพรบทัพจับศึกทางน้ำทางเรือ ถ้างานของคุณพ่อ ก็ช่วยวางแผนด้านการเมืองการงบประมาณต่าง ๆ แต่ก็มีพันเอกสดมภ์ช่วยเป็มือขวาของพ่อที่ช่วยงานด้านข่าวกรองต่าง ๆ หน่วยรบพิเศษ และงานสืบราชการลับด้วยครับ ”
“ เก่งจังเลยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คงจะภูมิใจนะคะ ” ไมล่าแกล้งยอ
ยามนี้เงาของดวงจันทร์ทอดไปยังน้ำทะเลดูระยิบระยับ บนฟ้าก็พร่างพราวด้วยดวงดาราแต่สองสิ่งนี้ยังไม่งามเท่าประกายตาอันสดใสของเธอ ไมล่า
“ คุณเคยถามถึงคนที่หน้าตาคล้ายดิฉันแล้วใครสวยกว่าละคะ ”
“ ก็ต้องเป็คุณอยู่แล้วละครับเพราะหล่อนผู้นั้นหาความอ่อนหวานสักนิดก็ไม่มี ท่าทางจะเตะต่อยเก่งเยี่ยงผู้ชายยังกะม้าดีดกะโหลก เอามาเทียบกับคุณไม่ได้หรอกครับ ”ไมตรีติเตียนโสมสุดา จนเธอขุ่นเคืองขึ้นมาในใจลึก ๆอยากจะถีบเขาลงทะเลเสียเดี๋ยวนี้ แต่ก็ข่มไว้เมื่อนึกขึ้นได้ว่ากำลังเล่นบทไมล่า
“ คุณคิดจะคบหากับฉันอย่างจริงใจหรือไม่คะหากจะใช้ดิฉันเป็ของเล่นสนุกชั่วครั้งชั่วคราวไซร้ ก็ขอจงลืมเสียแต่ถ้าคุณรักฉันแน่แท้ ก็อยากจะให้คุณพาไปรู้จักกับคุณพ่อคุณแม่ของคุณก่อน ”ไมล่าโยนหินถามทางดูเชิงของฉลามหนุ่ม
“ ได้สิครับ ไว้ผมจะหาเวลาพาคุณไปพบท่านและผมก็อยากจะไปรู้จักกับผู้ใหญ่ทางบ้านของคุณด้วย ” ไมตรีเองก็อยากรู้ว่าไมล่าเป็ลูกเต้าเหล่าใคร
“ ขอประทานโทษค่ะ คือว่าดิฉันเป็ลูกกำพร้าอาศัยอยู่กับยายมาแต่เด็ก ฐานะทางบ้านก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร หาเช้ากินค่ำไม่ทราบคุณจะรังเกียจไหมคะ ”
“ ไม่เป็ไรหรอกครับคนเราจะดีเลวไม่ได้อยู่ที่ฐานะ แต่อยู่ที่กมลสันดานติดตัวมากกว่าถ้าอบรมบ่มนิสัยดี ๆ ก็จะเป็คนดีได้ ”ไมตรีกล่าวพลางก็สอดแขนสองข้างมากอดเอวโสมสุดาจากด้านหลัง
โสมสุดาคิดว่าแผนการของตนคืบหน้ามาอีกขั้นหนึ่งแล้วรอเพียงให้เขาพาเธอเข้าไปสู่ครอบครัวของเขา ก็จะได้รู้ในสิ่งที่อยากรู้อีกมาก
หนุ่มสาวทั้งสองร่ำร้องเพลงรักต่อกันอย่างซาบซึ้งดั่งจะเย้ยเทพธิดาแห่งจันทราให้เหนียมอาย
( ชาย )เย็นย่ำสนธยา ดาราเต็มฟ้าอยู่ดารดาษ
งามพิลาศไม่เท่าั์ตาน้อง
โอ้นุชอย่าปล่อยให้เรียมนี้หมอง
ใจหมายปองเพียงเ้าหนึ่งในฤทัย
( หญิง ) โสมส่องท้องนภางามนักหนาพาให้ใจน้องปลื้ม
เพียงแต่หวั่น นานไป ใจพี่คงลืม
รักดูดดื่ม จะลับเลือนเหมือนเดือนแรม
ไมตรีเชยคางของไมล่าขึ้นมองให้เต็มตาดวงตาคมซึ้งกับริมฝีปากบาง ๆ ยวนใจให้เขาประจงจูบ แต่ยังมิทันที่ปากต้องปากเขาพลันสิ้นสมปฤดี
“ คิดหรือ ว่าจะเชยชมฉันได้ง่าย ๆ ” โสมสุดาถือแก้วที่มีไวน์เหลืออยู่เล็กน้อยแล้วยิ้มกริ่มในขณะที่ไมตรีหลับอยู่บนตักของเธอ
เช้าวันต่อมาไมตรีพบว่าตนเองตื่นมาในรถยนต์ของตัวเอง ที่จอดห่างจากบ้านพักไปไม่ถึงสองร้อยเมตรส่วนไมล่านั้น หายไปเมื่อใดไม่ปรากฏ เหลือเพียงกระดาษใบเล็ก ๆ เขียนว่า
“ เมื่อคืนคุณเมามาก จนหลับไปบนเรือเช้านี้ดิฉันจึงขับรถพาคุณกลับมาส่ง ต้องขอโทษที่มิได้เข้าไปบอกกล่าวคนในบ้านคุณเพราะดิฉันเป็หญิง หากท่านรู้ว่าเราไปค้างแรมกันมา ดูจะไม่งาม
ขอบคุณสำหรับราตรีอันแสนหวานและน่าประทับใจ
แล้วพบกันใหม่นะคะ
ไมล่า ”
ค่ำคืนหนึ่งในเดือนธันวาคม
ณเวทีประกวดนางสาวสีมากันยา
“ ต่อไปนี้เป็การประกาศผลผู้ได้รับตำแหน่งนางสาวสีมากันยาในปีนี้ ”
บนเวทีมีสาวงามสามคนยืนรอฟังผลด้วยใจระทึก หนึ่งในนั้นละม้ายคล้ายสาวชะอมหลานยายมะเพียงแต่งหน้าแต่งกายสวยกว่าปกติมากนัก
“ และผู้ครองตำแหน่งนางสาวสีมากันยาได้แก่.....”
“ นางสาวโรส ซันดารี”สาวคล้ายชะอมเดินออกมารับตำแหน่งด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มในขณะที่ยายมะยืนเชียร์อยู่หลังเวที “เก่งมากลูก ชะอมเก่งมาก ”
เมื่อรับรางวัลแล้ว ชะอมเดินลงมาหลังเวที ดุใส่ยายมะว่า “ ยาย ทีหลังอย่าเรียกหนูว่าชะอมอีกนะให้เรียกหนูว่า โรส เข้าใจมั๊ย ”
“ เออ อีโหลด ”ยายมะเรียกประชด
“ ต่อแต่นี้ ฉันจะมีชื่อเสียงในวงสังคมได้เป็ดารากับเขาเสียที ” โรสคิดในใจ
จบตอนที่ 14 โปรดติดตามตอนที่ 15 ลีลามาร