ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่41 สองคุณชายปะทะกัน

            

            ถูกังที่ติดตามมาด้วยก็เริ่มไม่พอใจเช่นกันหากไม่ใช่เพราะคุณชายของมันห้ามเอาไว้ คงจะทำการโจมตีชายหนุ่มที่โอหังผู้นี้ไปแล้ว

     

            “ไม่ทราบว่าคุณหนูท่านนี้มีนามว่าอะไรหรือ?”ถูหย่งเฮ่าหวังเปลี่ยนบรรยากาศไม่อยากให้วงสนทนาอึมครึมกว่าเดิมจึงเปลี่ยนจากการคุยกับหนิงเฟยหลงมาเป็นคุยกับหญิงสาวแทนมันหวังว่านางจะเป็นผู้ที่อ่อนหวานสนทนาได้ดีกว่าคุณชายตระกูลหนิงผู้นี้

     

             ทว่าสิ่งที่มันได้รับคือ“ข้ามีนามว่าอะไรก็เรื่องของข้าไม่เกี่ยวอันใดกับเจ้า น่ารำคาญเสียจริง!”เป็นคำพูดหยาบคายยิ่งกว่าชายหนุ่มผู้เป็นพี่ชายเสียอีก หนังศีรษะของถูหย่งเฮ่าเกิดอาการด้านชาหน้าร้อนผ่าวๆ ตั้งแต่เกิดมามันยังไม่เคยโดนหยามถึงเพียงนี้ แม้มันจะมีความอดทนแต่ไหนเลยจะมีมากมาย!

     

              “อันอันอย่าได้เสียมารยาท!” หนิงเฟยหลงกล่าวเตือนและหันมาขออภัยแทนน้องสาวแม้มันจะไม่หันมาสนทนาด้วย แต่ก็ไม่ได้หวังจะกระทำการหยาบคายต่อผู้ใด และอีกประการหนึ่งมันพึ่งนึกแผนการหนึ่งได้

     

              “พี่ถูหย่งเฮ่าท่านอย่าได้โกรธเคืองต่อพวกเราเลยพอดีข้าให้ความสนใจกับลานทดสอบไปหน่อยเลยเสียมารยาท ขออภัยๆ”หนิงเฟยหลงกล่าววาจาอย่างนอบน้อมแสดงออกอย่างจริงใจ และเรียกถูหย่งเฮ่าว่า ‘พี่’ เพื่อให้เกิดความสนิทสนมมากยิ่งขึ้น

     

            นั่นทำให้ถูหย่งเฮ่าเกิดความสบายใจขึ้นไม่น้อยเมื่อสักครู่มันเกือบจะระเบิดโทสะใส่หนิงอันอันเสียแล้วถึงจะเป็นหญิงงามแล้วอย่างไร หากไม่ไว้หน้ามัน มันก็คงไม่ต้องไว้หน้านางแล้ว

     

              “ไม่เป็นไร”ถูหย่งเฮ่ากล่าวจบก็จะเดินกลับไป แต่ก็ถูกหยุดด้วยคำพูดของหนิงเฟยหลง

     

              “พี่ถูหย่งเฮ่าเรามาร่วมมือกันฝ่าด่านนี้กันเถอะ” เมื่อหนิงเฟยหลงออกปากชักชวนถูหย่งเฮ่าจึงสบโอกาสสานสัมพันธ์กับหญิงสาวใหม่ไหนเลยจะไม่ตกลงแม้มันจะเคืองอยู่ไม่น้อย แต่ด้วยความเป็นคนมักมากในกามจึงอดความอยากนั้นไว้ไม่ได้มันจึงหยุดฝีเท้าแล้วเดินกลับมา

     

              “ตกลงเจ้ามีแผนอย่างไร?” ถูหย่งเฮ่าแม้จะพูดคุยกับหนิงเฟยหลงทว่าสายตายังคงจ้องมองดูสตรีด้านหน้าอยู่และนั่นก็เท่ากับว่าถูหย่งเฮ่าได้เข้าสู่แผนการของหนิงเฟยหลงแล้ว

     

              “ข้ากับท่านจะเข้าไปพร้อมกันท่านเห็นว่าอย่างไรหากเราและท่านเข้าไปพร้อมกันแล้วปลอดภัยค่อยให้พวกเขาตามเราเข้าไปข้าเห็นว่าท่านพี่มีความองอาจคงจะไม่ยอมให้ผู้อื่นลำบากแทนตนเป็นแน่และด้วยความสามารถของท่านคงจะฝ่าด่านนี้ไปได้อย่างแน่นอน!”หนิงเฟยหลงกล่าวด้วยความมั่นใจพร้อมปลุกเร้าอารมณ์ฮึกเหิมไปด้วย

     

              นั่นทำให้ถูหย่งเฮ่าเกิดความลำพองขึ้นเมื่อถูกสรรเสริญทว่าก็ยังเกิดความเคลือบแคลงในตัวของหนิงเฟยหลงอยู่มันไม่แน่ใจว่าจุดประสงค์นี้จะดีหรือร้ายแต่เมื่อมองไปเห็นหนิงอันอันที่มองมาที่มันด้วยความเย้ยหยันก็บังเกิดความคิดอยากพิสูจน์ตนขึ้น

     

              มันกระโจนเข้าไปยังลานทดสอบพร้อมหนิงเฟยหลงทันทีที่เข้าไปกลไกภายในลานประลองก็เริ่มทำงานลูกธนูนับสิบถูกยิงออกมาอย่างรวดเร็วทุกทิศทาง ยากที่คนธรรมดาจะหลบพ้นแต่นั่นไม่ใช่สำหรับชายหนุ่มทั้งสอง ทั้งคู่ระเบิดพลังปราณออกมาปลดปล่อยพลังหยวนออกเป็นระลอกคลื่นหักล้างการโจมตีของลูกธนูที่ถูกยิงเข้ามาดั่งห่าฝน

     

              ลูกธนูหลายร้อยดอกถูกยิงออกมา เมื่อลูกธนูลูกสุดท้ายถูกยิงออกก็ปรากฏชายหนุ่มทั้งสองยืนอยู่อย่างนิ่งสงบคล้ายว่าเมื่อครู่เป็นเพียงกรวดเม็ดทรายถูกลมแรงพัดพามาต้องกายก็เท่านั้นไม่ได้เกิดรอยขีดข่วนหรือบาดแผลแต่ประการใด

     

              ไหนเลยที่บททดสอบของสำนักอันดับหนึ่งของแคว้นจะฝ่าได้ง่ายดายถึงเพียงนี้เมื่อสักครู่เป็นเพียงการทดสอบความแข็งแกร่งของผู้เข้าร่วมเท่านั้นแต่ครานี้คือของจริงไม่รู้ว่าแผ่นไม้ไผ่มาปรากฏที่กลางลานแต่เมื่อใด มันสลักไว้ว่า‘สำหรับผู้ชนะ’แต่มันมีอยู่เพียงแผ่นเดียวที่วางไว้อยู่นั่นหมายความว่าชายหนุ่มทั้งสองจะต้องแย่งชิงแผ่นไม้นี้มาเป็นของตนให้ได้!

     

              ถูหย่งเฮ่าเป็นผู้เริ่มลงมือก่อนมันชักกระบี่ออกพุ่งไปกึ่งกลางลาน หวังจะฉกชิงป้ายไผ่นี้เอาไว้ทว่าทันทีที่ไปถึงก็พบว่ามีกระบี่เล่มหนึ่งมาขวางทางมันไว้นั่นคือกระบี่ของหนิงเฟยหลง กระบี่ทั้งคู่เกิดการปะทะกันขึ้น ทั้งคู่ไม่มีใครยอมใคร

     

              หากฝ่ายใดพ่ายแพ้นั่นหมายความว่าคนผู้นั้นจะไม่มีสิทธิ์เข้าทดสอบต่อซึ่งหมายความว่าจะไม่ได้เข้าร่วมเป็นศิษย์ของสำนักยุทธ์หลวงโดยปริยาย

     

              กระบี่วาดผ่านลำคอของหนิงเฟยหลงไปเผยให้เห็นถึงเพลงกระบี่ที่ฉกาจฉกรรจ์ของถูหย่งเฮ่าคมกระบี่นั้นเกือบที่จะสัมผัสถูกหนิงเฟยหลงแล้วเพียงแต่ชายหนุ่มใช่ร่างลมหวนจึงเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างฉิวเฉียด

     

              หนิงเฟยหลงไม่เคยฝึกฝนเพลงกระบี่มาก่อนพึ่งจะมาฝึกฝนเมื่อคราวชี้แนะให้หนิงอันอันก็เท่านั้นจึงมีเพียงเพลงกระบี่สายลมเพียงวิชาเดียวเท่านั้น ทว่านั่นก็เพียงพอแล้ว

     

              “หึ น้องหนิงเฟยหลงเจ้าเก่งไม่เบาเลยที่หลบกระบี่ข้าได้หากเจ้ายอมแพ้ข้าแต่ตอนนี้ข้าจะมอบวิชากระบี่แก่เจ้าพร้อมจะแนะนำเจ้าให้กับสำนักลำดับสองแต่หากเจ้ายังดื้อด้านอย่าหาว่าข้าไม่เตือนละกัน”ถูหย่งเฮ่ารู้สึกได้ใจคิดว่าหนิงเฟยหลงมีฝีมืออ่อนด้อยกว่าตนจึงกล่าวออกไปเช่นนี้ ในใจก็หวังให้หนิงเฟยหลงตอบตกลง

     

              นั่นเพราะมันไม่อยากให้เกิดการบาดเจ็บความสัมพันธ์อาจจะแย่ลงได้หนิงอันอันคงจะไม่พอใจมันหากลงมือกับพี่ชายของนางหนักเกินไป

     

              แต่ไหนเลยที่หนิงเฟยหลงจะยอม“พี่ถูหย่งเฮ่าท่านเองก็เช่นกันหากยอมแพ้ข้าก็จะทำเช่นเดียวกับท่าน” ถูหย่งเฮ่าได้ฟังก็เกิดโทสะฟาดกระบี่ลงใส่หนิงเฟยหลงอย่างรุนแรง

     

            “กระบี่ฝ่าพิภพ!” ถูหย่งเฮ่าปลดปล่อยพลังหยวนที่พุ่งพล่านออกมาจากตัวกระบี่โถมเข้าใส่เมื่อกระบวนท่านี้สิ้นสุดลง พื้นดินแยกขาดเป็นสองฟากอย่างเห็นได้ชัดลากออกเป็นทางยาวกว่าห้าจั้ง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้หนิงเฟยหลงบาดเจ็บแม้แต่น้อย

             

            วิชานี้พิสดารไม่ธรรมดาอย่างที่เห็น เป็นวิชาขึ้นชื่อของตระกูลถูเลยทีเดียวสร้างชื่อปรากฏมาแล้วหลายต่อหลายศึกที่สำคัญกว่านั้นคือวิชากระบี่ฝ่าพิภพนี้เป็นหนึ่งในวิชาระดับปฐพี!เคยต้านทานพลานุภาพของฝ่ามือทลายบรรพตมาแล้ว!ฝ่ามือทลายบรรพตนั้นทรงพลังมากเคลื่อนย้ายได้แม้กระทั่งภูผาแต่สำหรับกระบี่ฝ่าพิภพนั้นสามารถฟาดฟันทะลุทะลวงปฐพีได้อย่างง่ายดาย

             

            หากแต่มีพื้นฐานที่ขอบเขตแดนกายขั้นปลายสามารถฝึกฝนได้อยู่จึงมักจะฝึกฝนให้กับ ทายาทตระกูลสายตรงที่มีความสามารถสูง แต่อานุภาพนั้นจะด้อยลงมากแต่หากเข้าใจได้แม้เพียงส่วนหนึ่งก็เพียงพอต่อกรกับระดับกำเนิดพลังได้แล้ว!

             

            ถูหย่งเฮ่านั้นนับว่าเป็นหนึ่งในสามอัจฉริยะของตระกูลถูจึงไม่แปลกที่จะได้ฝึกฝนวิชานี้ เพียงแต่มันยังไม่สามารถเข้าใจในเคล็ดวิชานี้ได้แม้เพียงส่วนหนึ่งก็ยังไม่เข้าใจ ก็ได้เปล่งอานุภาพออกมาเพียงนี้แล้วหากให้เวลาฝึกฝนมากกว่านี้ ก็สมควรที่จะสยบหนิงเฟยหลงขั้นเก้านี้ได้อย่างง่ายดาย

             

            ทว่าทันทีที่ถูหย่งเฮ่าใช้กระบวนท่า ‘กระบี่ฝ่าพิภพ’หนิงเฟยหลงก็ได้ใช้ท่าสับเปลี่ยนสายลมเคลื่อนย้ายออกโดยใช้แรงปะทะเป็นแรงผลักดันในการเคลื่อนย้ายหลบออกไปทางขวา เมื่อพลังกระทบกันเข้าหนิงเฟยหลงก็รับรู้ได้ถึงกระแสพลังภายในที่ปั่นป่วนขึ้น

             

            “ฝ่าพิภพ....ไม่เลวเลย” หนิงเฟยหลงพึมพำกับตนเองพร้อมกับเผยรอยยิ้มอันพิลึกออกมา

             

            “สะบั้นสายลม!” หนิงเฟยหลงใช้ท่าสะบั้นสายลมออกมาวาดกระบี่เป็นแนวนอน ปลดปล่อยพลังหยวนและปราณกระบี่ออกมาปราณกระบี่ตัดผ่านพลังหยวนที่พวยพุ่งออกมาจากอีกฝ่ายแรงปะทะของคลื่นพลังทำให้ทั้งสองต้องถอยห่างจากกัน

             

            หนิงเฟยหลงเลือกที่จะใช้ท่า ‘สะบั้นสายลม’ซึ่งเป็นกระบวนท่าโจมตีที่รุนแรงที่สุดในวิชากระบี่สายลมออกมาเพื่อยับยั้งปราณกระบี่ฝ่าพิภพเผยให้เห็นถึงความเข้าใจในวิชากระบี่มากกว่าถูหย่งเฮ่ากว่าหลายเท่าและนั่นก็เพียงพอสำหรับการทำลายท่ากระบี่ฝ่าพิภพของถูหย่งเฮ่าแล้ว

             

            มันเลือกที่จะหลบก่อนแล้วโจมตีกลับด้วยเหตุนี้กระบี่ฝ่าพิภพจึงไม่มีผลใดๆกับมันเลย และยังช่วยเพิ่มความเข้าใจในวิชากระบี่ให้มันมากขึ้นอีกแม้จะเป็นเพียงช่วงสั้นๆแต่ก็ทำให้มันรับรู้ถึงกระแสพลังที่ถูกปลดปล่อยออกมาความรุนแรง ความรวดเร็ว จังหวะเวลาที่เหมาะสม การตัดสินใจที่เด็ดขาดย่อมเป็นสิ่งสำคัญในการลงมือ!

             

            ไม่เพียงเท่านั้นแม้พลังหยวนที่ปลดปล่อยออกมาจากกระบี่ของหนิงเฟยหลงจะหมดลงแล้วแต่ปราณกระบี่นั้นยังคงอยู่มันได้ฝากรอยแผลไว้บนลำตัวของถูหย่งเฮ่า

             

            ถูหย่งเฮ่าถึงกับเบิกตากว้าง! มันไม่คาดคิดว่าชายที่อยู่เบื้องหน้าจะทำได้ถึงเพียงนี้แต่ถึงอย่างไรมันที่เป็นถึงคุณชายตระกูลถูจะยอมแพ้อย่างนี้ได้อย่างไรกัน

             

            “หึ หนิงเฟยหลงเจ้าจะเอาอย่างนี้ใช่หรือไม่?เช่นนั้นก็เตรียมตัวรับผลของมันให้ดี!” ถูหย่งเฮ่าเริ่มหมดความอดทนแล้วสายตาจ้องเขม็งมาที่หนิงเฟยหลงอย่างดุดัน พร้อมกับระเบิดพลังออกมาอย่างรุนแรง!

             

            จากนั้นมันล้วงเอายาเม็ดเสริมพลังเข้าปาก เพียงครู่เดียวพลังหยวนรอบตัวของมันก็รุนแรงมากยิ่งขึ้นหลายสิบเท่า! พลังยุทธ์ทะยานเข้าสู่ขั้นสิบสูงสุดออกมา

             

            ครึ่งก้าวขอบเขตแดนพลัง!!

             

            พลังของผู้ฝึกยุทธ์ระดับเก้ากับสิบนั้นต่างกันมากแม้จะห่างกันเพียงขั้นเดียว แต่เส้นลมปราณที่เปิดนั้นกลับมีด้วยกันถึงสิบสิงเส้นต่างจากขั้นเก้าที่เปิดออกเพียงเก้าเส้นไหนเลยที่ขั้นเก้าจะสามารถต่อกรกับขั้นสิบได้ ต่างชั้นกันเกินไป

             

            และยิ่งถูหย่งเฮ่าเข้าสู่ครึ่งก้าวขอบเขตแดนพลังแล้วยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงพลังที่ปะทุมาในยามนี้เรียกได้ว่าไม่มีผู้ใดในจำนวนผู้เข้ารอบการทดสอบมาจะสู้ได้แม้สักคนเดียวหากเป็นผู้อื่นคงได้ร้องโอดครวญต่อฟ้าไปแล้วแต่ไม่ใช่สำหรับหนิงเฟยหลงเพราะสิ่งที่มันจะทำนั้นน่าตกตะลึงกว่านี้เสียอีก!

             

            นั่นไม่ได้ทำให้หนิงเฟยหลงรู้สึกกังวลใจแม้แต่น้อย มันแกล้งสร้างกระแสลมดูดเข้าหาตัวคล้ายว่านั่นคือพลังชีวิตที่ถาโถมเข้าหาจากนั้นก็ทำให้มันทะลวงเข้าสู่ขั้นที่สิบได้และนี่ก็ยิ่งสร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้คนมากมายซึ่งรวมถึงคู่ต่อสู้ของมันทีกำลังจ้องมองอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาถูหย่งเฮ่าไม่คิดว่าจะมีผู้ใดทำเช่นนี้ได้ หนิงอันอันและซ่งจิ่นติ้งก็ตะลึงงึงงันไปตามกันทั่วทั้งบริเวณต่างไม่มีใครไม่ตกตะลึง!

             

             

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน