โทรทัศน์กำลังฉายซีรีส์วังหลังย้อนยุค
ซ่งเหม่ยฉีนอนขดตัวบนโซฟา กระดิกเท้าเล็กๆ ดูอย่างออกรส
ลั่วหยางไม่สนใจซีรีส์สักนิด แต่สนใจซ่งเหม่ยฉีมากกว่า เด็กสี่ขวบควรดูการ์ตูนสิถึงจะถูก ดันมานั่งติดหนึบกับซีรีส์ชิงดีชิงเด่นในวังหลัง วุฒิภาวะเกินวัยแบบนี้คงทิ้งห่างเด็กทั้งประเทศไปไกลลิบ
เสียงผู้หญิงกรีดร้องอ้อนวอนดังแว่วมาจากห้องหนังสือ... เยี่ยจือกำลังดูคลิปนั้นอยู่
ซ่งเหม่ยฉีไม่ได้ยินเสียงพวกนั้น แต่สำหรับโสตประสาทของลั่วหยางมันชัดเจนแจ่มแจ้ง เขาแทบอยากลุกไปเคาะประตูเตือนให้เธอเบาเสียงลงหน่อย ขืนเด็กได้ยินเข้าคงเป็แผลในใจแน่
"คุณลุงลั่ว พรุ่งนี้วันเสาร์ พาหนูกับคุณแม่ไปดูแพนด้าที่สวนสัตว์ดีไหมคะ" บางทีซีรีส์อาจจะเริ่มยืดเยื้อ ซ่งเหม่ยฉีถึงเปลี่ยนเป้าหมายมาหาผลประโยชน์เข้าตัวเองแทน
"พรุ่งนี้... ลุงต้องย้ายเข้าบ้านใหม่น่ะ" ลั่วหยางบอกปัดนุ่มนวล
"หนูกับคุณแม่ก็ต้องย้ายไปด้วยกันใช่ไหมคะ"
ลั่วหยางถึงกับไปไม่เป็ แม่ลูกย้ายเข้าบ้านผู้ชาย... แล้วจะนับเป็ความสัมพันธ์แบบไหนกันล่ะ แต่ขืนอธิบายเื่พรรค์นี้ให้เด็กฟังสติคงกระเจิง
"คุณลุงลั่ว ตกลงว่าจีบผู้หญิงเป็ไหมเนี่ย" ยัยหนูรุกฆาตต่อ
ลั่วหยางตามจังหวะแทบไม่ทัน "เด็กอย่างหนู ถามเื่นี้ไปทำไมกัน"
ซ่งเหม่ยฉีลดเสียงกระซิบ "คุณลุงลั่วที่รัก ขืนลุงยังชักช้า คุณแม่หนูโดนคนอื่นคาบไปกินแน่ ถึงตอนนั้นลุงจะเอาไง แล้วหนูจะทำไง"
ลั่วหยาง "..."
"ดูทรงแล้ว ลุงคงจีบสาวไม่เป็จริงๆ" เด็กน้อยถอนหายใจ ทำหน้าเอือมระอาขั้นสุด
ลั่วหยางทั้งขำทั้งปวดหัว "อายุแค่นี้ รู้จักเื่จีบสาวด้วยหรือไง"
"ที่อนุบาลมีเด็กผู้ชายมาจีบหนูตั้งเยอะแยะ พวกนั้นยังรู้ประสาเอาช็อกโกแลตกับดอกไม้มาเปย์หนูเลย แล้วลุงล่ะ... เคยให้อะไรคุณแม่หนูบ้าง" ยัยหนูทำหน้าขิงใส่เต็มที่
โดนเด็กสี่ขวบสั่งสอน ลั่วหยางถึงกับใบ้กิน
ซ่งเหม่ยฉียื่นหน้ามากระซิบข้างหู "คุณลุงลั่ว หนูจะบอกความลับให้นะ คุณแม่หนูชอบกิจกรรมเอาต์ดอร์ ชอบของอร่อย..."
ลั่วหยางแทรกขึ้นก่อนเด็กน้อยจะร่ายยาวจบ "เหม่ยฉี ลุงขอถามหน่อย ทำไมหนูถึงอยากให้ลุงจีบคุณแม่นักล่ะ" เื่นี้ค้างคาใจเขามาพักใหญ่ ในที่สุดก็สบโอกาสถาม
ซ่งเหม่ยฉีครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนหักนิ้วนับเป็ฉากๆ "ข้อหนึ่ง คุณแม่หาเงินด้วยดูแลหนูด้วย เหนื่อยจะตาย ข้อสอง คุณแม่สวยสะบัดขนาดนั้น ต้องมีผู้ชายมาตอมแน่ แต่หนูไม่ชอบคนอื่น หนูชอบคุณลุง หนูช่วยลุงก็เท่ากับช่วยตัวเอง ข้อสาม พอเจอคุณลุง หนูก็รู้สึกคุ้นเคย เหมือนเรารู้จักกันมาั้แ่ชาติปางก่อน เขาเรียกว่าอะไรน้า... พรหมลิขิต ใช่ มันคือพรหมลิขิต"
ลั่วหยางอึ้งกิมกี่ ตอนยายเมิ่งต้มน้ำแกงลืมชาติภพให้ยายหนูนี่ดื่ม แอบผสมน้ำเปล่าลงไปเยอะแน่ๆ ไม่อย่างนั้นเด็กสี่ขวบจะมาเจื้อยแจ้วเื่ชาติปางก่อนได้ยังไง
จังหวะนั้น เยี่ยจือก็เปิดประตูห้องหนังสือออกมา กระแอมเบาๆ "เหม่ยฉี หมดโควตาดูทีวีแล้ว เข้าห้องไปนอนเดี๋ยวนี้"
"ค่า" ซ่งเหม่ยฉีกดรีโมทปิดทีวีอย่างว่าง่าย ตอนกะเผลกผ่านลั่วหยางก็ไม่วายกระซิบแขวะ "วันหลังหนูจะติวให้เอง ลุงนี่ซื่อบื้อจริงๆ"
ลั่วหยางเถียงไม่ออก
พอส่งลูกสาวเข้าห้องเสร็จ เยี่ยจือก็กวักมือเรียกลั่วหยาง "มาที่ห้องหนังสือหน่อย มีเื่ต้องคุยกัน"
ลั่วหยางลุกเดินตามเข้าไป เยี่ยจือกดล็อกปิดประตูตามหลัง ชายหนุ่มรู้สึกว่าไม่เห็นต้องปิดประตูก็ได้ แต่ก็เลือกรูดซิปปากเงียบ
"ฉันดูคลิปแล้ว ซ่งตงิมันเดรัจฉานชัดๆ... คุณคิดว่าฉันควรทำยังไงดี" เยี่ยจือจ้องมอง แววตาแฝงความคาดหวังพึ่งพิง
"พี่เยี่ย ผมให้คลิปพี่ไปแล้ว พี่ต้องเป็คนฟันธงเอง" ลั่วหยางตอบตามตรง
"ถ้าปล่อยผ่านก็สงสารผู้หญิงคนนั้น มโนธรรมฉันคงรับไม่ไหว แต่ถ้าแจ้งความ ต่อให้ตระกูลซ่งยัดเงินอุดปากเหยื่อไปแล้ว นี่ก็ยังเป็คดีอาญา ตำรวจต้องจับ อัยการต้องฟ้อง ซ่งตงิคงไม่แคล้วนอนซังเตสามปี ถึงตอนนั้น... ฉันกับตระกูลซ่งคงแตกหักกันถาวร"
ลั่วหยางััได้ถึงความตึงเครียดของอีกฝ่าย ถ้าส่งน้องเขยเข้าคุก ย่อมหมายถึงการประกาศศึกกับตระกูลซ่งแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ มันไม่เพียงะเืถึงเก้าอี้ผู้บริหารบริษัท แต่ยังเป็ปมในใจที่เกี่ยวพันกับซ่งตงซาน... อดีตสามีผู้ล่วงลับ
เยี่ยจือถอนหายใจเฮือก "ช่างเถอะ คุณช่วยฉันมาเกินพอแล้ว เื่ของฉันกับตระกูลซ่ง ฉันต้องตัดสินใจเอง... ขอเวลาฉันคิดหน่อย"
ลั่วหยางนึกถึงเงาร่างของเธอที่ศาลาพักร้อนริมสระน้ำเมื่อบ่าย อยากจะเอ่ยปากบางอย่าง แต่ก็กลืนกลับลงคอ
"ลั่วหยาง ฉันมีเื่นึงต้องสารภาพ" เยี่ยจือเปลี่ยนเื่กะทันหัน
"เื่อะไรครับ"
เธอเม้มปากลังเลอยู่ครู่ใหญ่ "เมื่อบ่าย ซ่งตงิโทรเรียกฉันไปรอที่ศาลาในกระท่อมตู้ฝู่ บอกว่ามีเื่ด่วนจะคุยด้วย พอฉันไปถึง ก็เห็นคุณกับเขากำลังคุยกันพอดี... ฉันไม่ได้ตั้งใจแอบฟังนะ ฉัน..."
ปมในใจที่ค้างคามาตลอดบ่ายมลายหายไปทันที ซ่งตงิเหลี่ยมจัดวางแผนยิงนกสองตัว เยี่ยจือเองก็ถูกหลอกให้ไปที่นั่นเหมือนกัน เขาจะงี่เง่าโกรธเธอได้ยังไง
"ตอนแรกไม่คิดจะเล่าหรอก แต่รู้สึกว่าไม่ควรมีความลับต่อกัน เลยอยากอธิบายให้ฟัง" พอได้ระบายออกไป หญิงสาวก็ดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
ลั่วหยางยิ้มบาง "มันนึกว่าตัวเองฉลาดที่ขุดหลุมดักผม แต่คงฝันไม่ถึงหรอกว่าผมได้คลิปเด็ดนั่นมาจากหลิวโย่วสุ่ยแล้ว"
"ตอนเห็นมันคุกเข่าต่อหน้าคุณ ฉันสะใจสุดๆ เลย มันคงเกลียดคุณเข้าไส้แล้วแน่ๆ" เยี่ยจือหัวเราะจนตัวสั่น ทรวดทรงองค์เอวสั่นไหวไปตามจังหวะ
"พี่เยี่ย พรุ่งนี้เช้าผมจะรักษาเหม่ยฉีเป็ครั้งสุดท้าย แล้วผมก็จะย้ายออกแล้วนะ" ลั่วหยางเข้าประเด็น
รอยยิ้มบนใบหน้าเยี่ยจือชะงักค้าง หายไปในพริบตา "คุณจะย้ายไปไหน"
ลั่วหยางเล่าเื่ที่หลิวโย่วสุ่ยประเคนวิลล่าให้ฟังคร่าวๆ ส่วนเื่ที่โดนอีกฝ่ายทดสอบวางแผนหลอก เขาเลือกจะข้ามไป ไม่จำเป็ต้องพูดให้มากความ
"ย้ายบ้านเื่ใหญ่ตั้งเยอะแยะ พรุ่งนี้วันเสาร์พอดี เดี๋ยวฉันไปช่วยจัดการ" เยี่ยจืออาสา
"เอ่อ..."
หญิงสาวตวัดสายตาขุ่นขวาง "คุณช่วยฉันตั้งหลายเื่ ฉันจะช่วยคุณกลับสักเื่ไม่ได้หรือไง"
"ก็ได้ครับ พรุ่งนี้เราค่อยไปดูด้วยกัน" ลั่วหยางรีบรับคำ ขืนเถียงต่อมีหวังโดนโกรธยาว
หมดประเด็นสนทนา ทั้งคู่ต่างเงียบงัน มองตากันไปมาโดยไม่รู้จะสรรหาเื่อะไรมาคุยต่อ
"งั้น... คุณไปพักผ่อนเถอะ" เยี่ยจือพ่ายแพ้ในาจ้องตา เธอเบี่ยงหลบสายตาแล้วเดินเลี่ยงไปที่ประตู
"พี่เยี่ย เดี๋ยวก่อนครับ" ลั่วหยางรั้งไว้
เยี่ยจือหมุนตัวกลับ ประหม่าขึ้นมาดื้อๆ "มี... มีอะไรเหรอ"
"คราวก่อนที่เข้าห้องสะสม ผมเห็นหน้ากากใบหนึ่ง... สนใจมาก ขอผมยืมมาศึกษาคืนนี้หน่อยได้ไหมครับ" เขาอยากลองใช้วิชา 'ประทับิญญา' กับหน้ากากสำริดนั่นอีกรอบ เผื่อจะดึงความรู้ใหม่ๆ ออกมาได้
ประกายผิดหวังพาดผ่านั์ตาเยี่ยจือแวบหนึ่ง ก่อนที่เธอจะปรับสีหน้ายิ้มแย้ม
"นึกว่าเื่อะไร ได้สิ รอแป๊บเดี๋ยวไปหยิบมาให้"
ไม่กี่นาทีต่อมา หน้ากากสำริดก็ถูกส่งถึงมือเขา "ขอบคุณครับ"
เยี่ยจือเบ้ปากงอนๆ "จะมาเกรงใจอะไรนักหนา"
ลั่วหยางยิ้มขำ "ผมกลับห้องก่อนนะ พี่ก็พักผ่อนเถอะ" ชายหนุ่มหมุนตัวเตรียมเดินกลับ
"เดี๋ยวก่อน" คราวนี้เป็ฝ่ายเยี่ยจือที่รั้งเขาไว้บ้าง
ลั่วหยางหันกลับมา "ครับ มีอะไรหรือเปล่า"
สีหน้าเยี่ยจือดูพิลึก "คือว่า... ่นี้แฟนเก่าคุณตามมารังควานตื๊อขอคืนดีบ้างไหม"
"เปล่านี่ครับ" ลั่วหยางงงตาแตกที่จู่ๆ เธอขุดชื่อเหลียงหงขึ้นมา "พี่ถามทำไมเหรอ"
"เปล่า... แค่ถามเฉยๆ เป็ห่วงไม่ได้หรือไง โตป่านนี้แล้ว ควรมีแฟนเป็ตัวเป็ตนได้แล้วนะ ให้ฉันช่วยหาแม่สื่อให้เอาไหม" ปากบอกจะหาคู่ให้ แต่พวงแก้มเยี่ยจือกลับแดงเถือกไปถึงใบหู
"ผม... เอาไว้ก่อนดีกว่าครับ" ลั่วหยางโกยแน่บออกจากห้องราวกับวิ่งหนีตาย
พอกลับเข้าห้อง ลั่วหยางก็นั่งขัดสมาธิบนพื้น แต่ภาพใบหน้าแดงซ่านของเยี่ยจือกลับลอยวนอยู่ในหัว เขาต้องใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะสลัดมันทิ้งแล้วดึงสมาธิกลับมาจดจ่อที่หน้ากากได้
ตราประทับิญญาใช้งานได้แค่ครั้งต่อครั้ง เขาจึงต้องวาดมันขึ้นมาใหม่
ลั่วหยางประกบนิ้วชี้และนิ้วกลางมือขวา รีดเร้นพลังิญญาตวัดวาดลวดลายลงบนหน้าผากของหน้ากาก ด้วยประสบการณ์จากรอบก่อน คราวนี้เขาวาดตราประทับเสร็จรวดเร็วและลื่นไหลกว่าเดิมมาก
ทันทีที่ตราประทับวาดเสร็จ ลั่วหยางก็อัดพลังิญญาปิดท้าย รอยประทับสีเขียวเรืองรองสว่างวาบขึ้นมา ในเสี้ยววินาทีนั้น จิตสำนึกของเขากับหน้ากากก็เชื่อมต่อกันด้วยพลังลี้ลับ แล้วถูกดูดกระชากเข้าไปในมิติพิศวงอีกครั้ง
ความมืดมิดเวิ้งว้างไร้ขอบเขต แสงสีทองศักดิ์สิทธิ์สาดส่องจากฟากฟ้า ภายในลำแสงนั้นมีร่างชายชรากำลังร่ายรำด้วยท่วงท่าพิลึกพิลั่น บางจังหวะงอตัวคลานเหมือนปู บางจังหวะชูสองมือขึ้นฟ้าคล้ายถวายจอกสุรา ท่วงท่าเ่าั้ดูคล้ายการร่ายรำผสมผสานกับวิทยายุทธ์โบราณ ทว่าแท้จริงไม่ใช่ทั้งสองอย่าง มันคือ 'ระบำสื่อิญญา' ท่วงท่าศักดิ์สิทธิ์สำหรับประกอบพิธีบูชายัญและขอพรเพื่อสื่อสารกับเทพยดาฟ้าดิน
ชายชราผู้นั้นคือปรมาจารย์อิ๋งหมา แต่คราวนี้เขาไม่ได้พร่ำสอนอะไรลั่วหยางสักคำ โผล่มาปุ๊บก็ร่ายรำท่าแปลกประหลาดพวกนั้นปั๊บ
จิตสำนึกของลั่วหยางถูกชักนำให้เริ่มขยับร่ายรำตาม วาดลวดลายมือไม้ เลียนแบบท่าปูคืบคลาน...
ลำแสงสีทองดับวูบ ร่างของปรมาจารย์อิ๋งหมาสลายหายไป จนวินาทีสุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยปากคุยกับเขาสักแอะ
แม้หน้ากากใบนี้จะมีจิติญญาแข็งแกร่งจนกักเก็บ 'ความทรงจำ' ไว้ได้ แต่มันก็ไม่ใช่สมองมนุษย์ การใช้วิชาประทับิญญาเข้าไปกระตุ้น สิ่งที่ถูกดึงออกมาจึงเป็เพียงความทรงจำแบบ 'สุ่ม' ที่ควบคุมไม่ได้ ฟังดูเหมือนกาชาปองที่ต้องพึ่งดวง แต่นั่นก็แปลว่าทุกครั้งที่เขาใช้วิชาประทับิญญา เขาจะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ แบบไม่ซ้ำเดิมเสมอ
"พรุ่งนี้รักษาเหม่ยฉีเสร็จก็ต้องย้ายออกแล้ว วันหลังจะหาเื่ขอยืมหน้ากากคงลำบากน่าดู" ลั่วหยางถอนหายใจอย่างเสียดาย
เสียงน้ำซู่ซ่าดังแว่วทะลุกำแพงมา ความสนใจทั้งหมดของลั่วหยางถูกกระชากกลับสู่โลกความจริง เยี่ยจือกำลังอาบน้ำอีกแล้ว!
เสียงหยดน้ำตกกระทบพื้นสลับกับเสียงลูบไล้เรือนร่าง มันดังก้องชัดเจนในโสตประสาทเหนืุ์ของเขายิ่งกว่าระบบเสียงสเตอริโอ เขาห้ามสมองไม่ให้เตลิดเปิดเปิงไม่ได้เลย ภาพผิวพรรณขาวผ่อง ฟองสบู่ฟูฟ่อง และครีมอาบน้ำลื่นๆ อัดแน่นเต็มหัวไปหมด...
และค่ำคืนนี้ ก็คงเป็อีกคืนที่ชายหนุ่มผู้ไร้ประสบการณ์ต้องเก็บไปฝันว้าวุ่นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง