Age of war

    ตอนที่ 108 สะเก็ดไฟสงครามครั้งใหม่

    "เพื่อเป็นการปกป้องโลก"

    "เพื่อเป็นการปกป้องเหล่าภูติน้อยแสนน่ารัก"

    "พวกเราเหล่าสายลับแห่งความเที่ยงตรง"

    "ลอดีนิก ดิก~"

    "เซียร์จัส พรม~"

    "พวกเรา หัวหน้าภูติสายลับจะเป็นผู้ลงทัณฑ์แกเอง! "

    *บรึ๊มมมม!? *

    เกิดเสียงเช่นนั้นพร้อมกับแสงสีเสียงเปิดตัวอย่างอลังการ

    "..."

    และตามมาด้วยความเงียบสงบราวกับป่าช้า…

    "ทำไมเผ่าภูติถึงมาร่วมมือกับเผ่ามนุษย์ละดอง! ตอบมาเดียวนี้นะจัสเซียร์ ดีลอนิก! "

    "พะ---พูดถึงใครกันนะพวย? ไม่เห็นจะรู้จักเลยพวย"

    "ใช่ ๆ ดิก ใครคือดีลอนิกกัน คนที่บ้าไฟแบบนั้นไม่มีอยู่ในกลุ่มสายลับพิเศษที่จัดตั้งขึ้นมานี้หรอกนะดิก~"

    เอสเทอรู้สึกอยากจะตบมุขใจจะขาด แต่ต้องหักห้ามใจไม่ให้ทำเช่นนั้น

    " ก็ได้ ฉันจะทำเป็นมองข้ามไปก็ได้ ว่าแต่ทำไมถึงมายื่นมือช่วยมนุษย์กันดอง! "

    " พูดไม่ดูตัวเองเลยนะพวย~"

    " จะว่าไปช่วงนี้เอสเทอก็ไม่ค่อยมาเล่นกับพวกเราเลยนะดิก~"

    " ใช่ ๆ สนิทกับพวกต่างเผ่าจนทุกคนริษยาเลยละพวย"

    " เออ…"

    เอสเทอเถียงไม่ออก

    "พวกเผ่ามนุษย์ ช่วยรอสักครู่หน่อยนะพวย"

    " ได้…"

    พอถูกขอร้องเช่นนั้น หน่วยพิเศษฝ่ายมนุษย์ก็ยอมลดปืนลงมาพร้อมกับทิ้งระยะห่างออกไป

    " มาคุยกันก่อน ตอนนี้ทั้งเอสเทอกับเพื่อนของเธอคงกำลังสับสนใช่มั้ยล่า~ พวย~"

    "..."

    "ไม่ต้องทำตาดุแบบนั้นใส่ก็ได้พวย ที่พวกเราทำแบบนี้ก็เพื่อเผ่าของพวกเรานะพวย มันเป็นความลับระดับสูงที่ผู้กล้าผ้าขาวอย่างเอสเทอห้ามรับรู้นะพวย"

    "ความลับสุดยอดหรือดอง? "

    "ใช่ ๆ ดิก~ แผนการที่ประธานาธิบดีลิลลี่เอาตัวเองไปผูกสัมพันธ์กับผู้นำมนุษย์กัง แล้วสร้างหน่วยลับระหว่างสองเผ่าขึ้นมา มันเป็นหน่วยลับสุดยอดที่แทบไม่มีใครรู้จักดิก เป็นหน่วยที่มีเพื่อผลประโยชน์ของสองเผ่าเท่านั้นดิก ส่วนภารกิจของพวกเราในครั้งนี้ คือการฉวยโอกาสจากเหตุการณ์ลอบวางระเบิดที่น่าจะเป็นฝีมือเผ่ายักษาในการทำลายคริสตัลของเผ่าอาร์โธร์โพดานะดิก ดังนั้นหากเจอหลักฐานอะไรก็ต้องทำลายทิ้งก่อนนะดิก พวกเธอไม่ใช่ฝ่ายเดียวที่ออกตามหาหลักฐานหรอกนะดิก ท่านประธานาธิบดีลิลลี่สั่งมาแบบนี้นะดิก”

    "...อ่าฮะ แล้วทำไมต้องกันฉันออกไปด้วยดอง? "

    “ที่ต้องกันเอสเทอออกไป ก็เพราะว่าพวกเราโกรธเธอที่ไม่ยอมสละเวลามาเล่นกันบ้างเลยนะดิก"

    เอสเทอนิ่งเงียบให้กับคำตอบของดีลอนิก

    "..."

    เอรีสกับเปอร์ไซด์ที่กำลังฟื้นฟูปีกตัวเองก็นิ่งเงียบ

    "..."

    แม้แต่พวกเดียวกันอย่างจัสเซียร์กับสายลับคนอื่น ๆ รวมเผ่ามนุษย์ก็ยังนิ่งเงียบ

    "แล้วแกจะพล่ามเพื่อ!? พวย! "

    "อ๊ะ? เออ…!? เมื่อกี้โกหกนะดิก! เชื่อสนิทใจเลยสินะดิก~ ดิก ดิก ดิก..."

    "แถไม่ทันแล้วดอง! "

    "โอ๊ย!? เจ็บนะดิก! "

    เอสเทอคว้าเอาพัดมาจากกองขยะ ก่อนจะบินไปฟาดใส่หัวของบุรุษที่น่าจะเป็นดีลอนิก

    "เออ… ก็อย่างที่เจ้าบ้านี้พูดไป สรุปแล้วนี่เป็นโอกาสดีในการทำลายคริสตัลเผ่าอาร์โธร์โพดาโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ ไม่คิดว่ามันดีบ้างหรือพวย? "

    "..."

    " อย่าลืมว่าเผ่าไหนคือเผ่าที่ไล่ล่าและขับไล่ทุกเผ่าจนหนีไปสุดขอบทวีปนะพวย? คิดว่าเผ่านั้นมันเชื่อใจได้หรือพวย? เผ่าที่ไม่มีความคิดเป็นของตนเองแล้วทำตามคำสั่งราชินีแบบนั้นนะพวย? ถ้าหากว่าพวกเธอช่วยพวกมันให้รอดไปได้ แล้วอนาคตพวกมันกลับมาจัดการพวกเรากลับ ถึงตอนนั้นจะยังกล้ารับผิดชอบอยู่อีกหรือเปล่าพวย? "

    เอรีสกับเอสเทอนิ่งเงียบแล้วครุ่นคิด

    จัสเซียพูดถูก

    ถ้าหากว่าช่วยพวกสเลบ แล้วอนาคตไม่สามารถหยุดจุดจบของโลกได้ ยังไงมันก็ต้องเกิดสงคราม

    โลกนี้มันไม่ได้สวยงามขนาดที่ทุกเผ่าจะมาพูดว่า [มากอดคอกันตายพร้อมกันเถอะ]

    หรือต่อให้สเลบเป็นมิตรกับพวกเธอแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วเขาก็คงทำตามคำสั่งของราชินีไม่ต่างจากคนอื่นในเผ่า

    เหตุการณ์ที่เขาจำใจมาวางยาพิษเปอร์ไซด์นั้นคือหลักฐานชั้นดีถึงสันดานของเผ่าอาร์โธร์โพดา

    เอรีสกับเอสเทอหันไปมองดูเปอร์ไซด์ที่กำลังซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของเอรีส

    แล้วพวกเธอก็ได้คิด

    ใช่แล้ว โลกนี้นะมันโหดร้าย

    ไม่มีทางที่ทุกคนจะคิดตรงกัน หรือมองส่วนรวมก่อนความต้องการตัวเองได้หรอก

    ดังนั้นแล้ว---

    "เอสเทอ! "

    "เอรีส! "

    "หนูช่วยด้วยค่ะ! "

    ---ดังนั้นแล้วพวกเธอจึงตัดสินใจทำตามใจตัวเองมากกว่าที่จะคำนึงถึงเผ่าพันธุ์ของตน

    จะถูกทรยศทีหลังแล้วยังไง?

    ทำให้ทั้งเผ่าของตัวเองเสี่ยงอันตรายแล้วยังไง?

    นั่นไม่สำคัญ

    ใช่ว่าคริสตัลแตกแล้วจะตายทันทีเสียหน่อย

    มันก็แค่เปลี่ยนไปเป็นผู้แพ้สงคราม

    เอรีสไม่อยากทรยศเพื่อน

    เอสเทอที่เริ่มผูกพันธ์กับเพื่อนต่างเผ่าเองก็เลิกคิดที่จะทรยศหักหลังไปนานแล้ว

    ส่วนเปอร์ไซด์นั้น เธอก็แค่ไม่อยากเสียพรรคพวก ไม่อยากจะเสีย [ครอบครัว] ไปอีกแล้ว

    ด้วยเหตุผลเอาแต่ใจตัวเอง จึงทำให้ผู้กล้าของทั้งสามเผ่าร่วมมือกันต่อต้านสุดฤทธิ์เพื่อช่วยเผ่าของสเลบให้ได้

    ไม่สิ

    จริง ๆ คือเพื่อช่วยสเลบเพียงคนเดียวต่างหาก

    ช่วยเขากับเผ่าของเขาได้รับความเป็นธรรมกลับมา



    "ลุยเลยค่ะคุณวิญญาณ! "

    เพราะได้เรียนรู้ถึงพลังของอาวุธใหม่ ผู้กล้าแห่งปักษาจึงไม่ต่อสู้ประชิดตัว แล้วใช้ระยางจากแผ่นหลังโจมตีแทน

    ระยางหลายสิบเส้นที่แข็งแกร่งดุจเส้นใยเคฟลาร์ได้แผ่พุ่งออกไปรอบทิศไกลกว่าสิบเมตร

    "อั๊ก!? "

    ด้วยการโจมตีที่ไม่คาดฝัน เลยทำให้หน่วยพิเศษถูกระยางแทงเข้าช่องท้องเต็มแรง

    แต่มันยังไม่แรงพอทำให้ศัตรูของพวกเธอหมดสติลง

    “เปิดฉากโจมตี! ”

    ศัตรูของเอรีสพลิกตัวกลางอากาศเพื่อตั้งหลัก ก่อนจะแผดเสียงร้องสั่งการโจมตีออกไป

    ปืนรังสีสิบกระบอกถูกยิงสาดออกไปตรงหน้า

    พวกเอรีสรีบวิ่งไปหลบหลังเนินดินที่พวกโกเลมขุดขึ้นมาเป็นที่กำบังกัน

    “เตรียมสร้างพลาสม่าดิก~”

    “เตรียมสร้างกระสุนเหล็กไหลพวย~”

    พวกหน่วยภูติทั้งหมดสิบคนได้หยิบคริสตัลภูติรุ่นใหม่ที่เอสเทอไม่เคยเห็นออกมาจากย่ามของพวกเขา

    อุปกรณ์ขยายพลังภูติที่เคยมีรูปลักษณ์คล้ายลูกแก้วคริสตัลขนาดเล็กได้กลายเป็นไม้คฑาเวทมนตร์แทนไปแล้ว

    หน่วยพิเศษภูติในชุดดำต่างบินขึ้นสูงเหนือพื้นหนึ่งเมตร ก่อนจะถอยลงไปอยู่ที่แนวหลังซึ่งห่างออกไปสี่สิบเมตร

    ส่วนหน่วยพิเศษเผ่ามนุษย์ก็ขึ้นมายืนที่แนวหน้าเพื่อเป็นกำแพงปกป้องเหล่าภูติตัวน้อยเหล่านั้น

    เป็นการประสานงานที่ง่ายแต่ดูคุ้นเคยจนทราบได้ว่าผ่านการฝึกร่วมกันมาเป็นอย่างดี

    “ถ้าพวกมันร่ายเสร็จ พื้นที่ทิ้งขยะแถบนี้ทั้งแถบได้หายไปหมดแน่ดอง! ”

    เอสเทอที่รู้จักดีลอนิกกับจัสเซียร์นั้น รู้ดีว่าพวกเขาเหล่านั้นมีขีดพลังความสามารถที่ระดับไหน

    แถมยังมีอุปกรณ์ขยายพลังชนิดใหม่ที่เธอไม่รู้จัก ก็ยิ่งเป็นการยืนยันว่าต้องมีพลังทำลายล้างกับความเร็วในการสร้างมากกว่าที่เอสเทอเคยเห็นแน่นอน

    “ต้องหยุด… เหวอ!? เข้าใกล้ไม่ได้เลย! ”

    เอรีสที่พยายามกระโจนเข้าประชิดเองก็ไม่อาจหาช่องว่างบุกเข้าไปประชิดตัวได้

    ปืนรังสีนั้นรุนแรงระดับที่สามารถเจาะทะลุชุดเกราะฮีโร่ของเธอได้

    แถมพวกเขายังรู้ระยะโจมตีของเปอร์ไซด์แล้ว เลยทำให้พวกเขายิงมาจากวงนอกที่การโจมตีของเธอไม่อาจเอื้อมถึงได้เช่นกัน

    ส่วนโกเลมที่เป็นไพ่ตายของเอสเทอก็ยังถูกพวกภูติที่เป็นฝ่ายศัตรูสั่งปิดระบบไปหมดแล้ว

    สรุปคือกำลังเสียเปรียบเต็มประตู

    “ทำยังไงดี! ”

    “นึกออกแผนหนึ่งแล้วดอง”

    “มีแผนอะไรหรือเอสเทอ? ”

    “แผนนี้มีสิทธิล้มเหลวสูง แต่ก็ไม่เหลือความคิดอื่นแล้วดอง”

    ว่าแล้วเอสเทอก็เผยรอยยิ้มกับเสียงหัวเราะที่ชั่วร้ายว่า [ดอง ดอง ดอง] ออกมา

    “ก่อนอื่นเริ่มจากไปหลบที่หลังภูเขาขยะตรงนั้นกันก่อนเลยดอง~”



    “ไปหลบหลังภูเขาขยะก็ไม่รอดหรอกนะพวย เตรียมยิงได้แล้วพวย~”

    “ผมเองก็พร้อมแล้วดิก~”

    ภูติทั้งสองต่างมองหน้ากันทีหนึ่งพร้อมกับชูไม้คฑาเวทขึ้นท้องฟ้ายามราตรี

    ความจริงสองคนนี้ไม่ได้อยากทำร้ายเอสเทอ

    แต่เพราะว่าได้รับคำสั่งจากคนที่เหนือกว่าให้มาเป็นหน่วยสืบราชการลับพิเศษ พวกเขาเลยขัดคำสั่งนั้นไม่ได้

    อีกอย่าง ความจริงแล้วสองคนนี้ชอบเอสเทอ

    แต่เอสเทอไม่เคยสนใจอะไรเลยนอกจากการอ่านหนังสือกับเอาแต่ทำงานในสิ่งที่ตัวเองสนใจ

    แถมพอความสัมพันธ์ระหว่างเผ่าดีขึ้น เอสเทอก็เริ่มเปลี่ยนไปเข้าหาพวกต่างเผ่ามากขึ้น

    เหล่าเด็กโง่ทั้งสองคนที่สะสมความไม่พอใจที่มีต่อเอสเทอ สุดท้ายแล้วจึงมาระเบิดลงใส่เป็นความรุนแรงดุจเด็กน้อยที่อยากก่อเรื่องเพื่อให้เป็นที่สนใจจากสาวที่ตนชอบ

    แต่นั่นถือว่าไม่แปลกเท่าไหรนักสำหรับเผ่าภูติที่รักสนุกและสวมหัวใจเด็กน้อยอันเป็นเอกลักษณ์ของเผ่า

    “เอสเทอ พอฟื้นคืนชีพกลับมาแล้ว คราวนี้มาพูดคุยกันอย่างใจเย็นนะพวย”

    “เอสเทอนะเปลี่ยนไปมากเลยดิก ถ้าเป็นเมื่อก่อน ป่านนี้เธอคงมายืนอยู่ข้างพวกเราแทนแล้วดิก”

    สองสหาย [นก] กรีดร้องทั้งน้ำตาด้วยภาษาของเผ่าภูติเพื่อไม่ให้สหายเผ่ามนุษย์เข้าใจว่ากำลังกรีดร้องไห้เรื่องใด ก่อนจะเริ่มตวัดคฑาลงมาพร้อมกับลูกน้องที่เหลือทั้งแปดคน

    สารปรอทเหลวเข้มข้นที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าดุจก้อนเมฆแห่งมัจจุราชได้โปรยปรายลงมา

    แต่มันหาได้ร่วงโรยเพียงแค่หยาดฝน แต่เป็นการร่วงโรยด้วยพลังงานบีบอัดแรงสูงที่หมายจะคร่าทุกชีวิตบนผิวโลก

    หยาดปรอทเหลวเหล่านั้นถูกอัดด้วยแรงดันอันบ้าคลั่ง

    หนึ่งหยาดเม็ดนั้นมีพลังเทียบเท่าสายน้ำที่ตัดเพชรให้ขาดสะบั้นได้

    สายฝนสีเงินที่รุนแรงได้ถาโถมลงสู่ลานขยะทั่วทุกตารางนิ้ว

    หลังจากที่เมฆฝนโปรยปรายได้จางหายไป ก้อนเปลวไฟที่ลุกโชนก็ร่วงหล่นตามลงมา

    ลูกพลาสม่าอันร้อนแรงได้หลอมละลายเศษขยะโดยรอบจนพื้นที่ตรงหน้ากลายเป็นอเวจีมหานรก

    บอลสีแดงที่ร้อนแรงเริ่มขยายตัวออกกลืนกินไปทั่วบริเวณ และยามที่รู้สึกตัวอีกที ทุกสิ่งตรงหน้าก็กลายเป็นหลุมลึกขนาดสามสิบเมตรที่ไร้วี่แววของสิ่งมีชีวิต

    ไม่มีสิ่งใดเหลืออีกเลยนอกจากเปอร์ไซด์ที่ไหม้เกรียมเพียงคนเดียว

    เธออยู่ในสภาพที่นั่งเหม่อลอย ดวงตาว่างเปล่า และจ้องมองไปหยั่งพื้นที่ตรงหน้า

    จ้องมองไปหยั่งพื้นที่ซึ่งว่างเปล่าราวกับพยายามมองหาคนในครอบครัวของเธอที่เคยมอบความอบอุ่นมาให้

    “... ยัยนี่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตแล้วดิก”

    “แต่อาวุธใหม่ของพวกเราฆ่ามันได้นี่? จะเอายังไง? ยัยนั่นกำลังประมาทอยู่เลย ถ้าเป็นตอนนี้พวกเราฆ่ามันได้แน่”

    “คำสั่งของพวกเราคือมาทำลายหลักฐานนะพวย พอได้แล้วมั้งพวย”

    “พวกภูติก็เป็นเสียอย่างงี้ ถ้าจะลงมือก็ต้องลงมือให้ถึงที่สุด ตัวอันตรายระดับนั้นต้องรีบกำจัดเดียวนี้มิใช่หรือ? ”

    หน่วยพิเศษเผ่ามนุษย์พูดทิ้งท้ายเช่นนั้นแล้วกระโดดลงไปที่ใจกลางหลุมพร้อมกัน

    พวกเขาให้เก้าคนยืนล้อมเปอร์ไซด์ แล้วส่งหน่วยกล้าตายคนหนึ่งเข้าไปราดสารเหลวที่เป็นอาวุธใหม่โจมตีใส่เปอร์ไซด์

    ทั้งที่ระวังตัวอย่างสุดขีด แต่กลายเป็นว่าพวกเขาระวังตัวอย่างเสียเวลาเปล่า

    เพราะว่า---

    *ฉึก*

    ---เพราะว่าเปอร์ไซด์ได้ใช้ปีกที่เหลืออีกข้างแทงหน้าอกตัวเองไปเสียก่อน

    สารเหลวสีดำข้นได้ไหลทะลักออกมาพร้อมกับส่งกลิ่นเหม็นเน่า ก่อนที่ร่างของเธอจะแน่นิ่งนอนกองลงไปกับพื้นดิน

    “... ดันชิงฆ่าตัวตายไปก่อนเสียอย่างงั้น? ... อะไรเนี่ย ลุกไหม้เผาตัวเองเฉย!? ”

    ร่างของเปอร์ไซด์ได้ลุกไหม้เป็นจุลก่อนที่เขาจะเข้าไปตรวจสอบสภาพศพได้ทัน

    “เอายังไงดีเนี่ยทีนี้? ”

    “กลับไปรายงานหัวหน้าก่อนแล้วกัน”

    “เห็นด้วยพวย…”

    ในเวลานั้นพวกเผ่าภูติต่างคิดกันว่า [นี่ทำเกินไปหรือเปล่านะ?]

    ส่วนเผ่ามนุษย์นั้นคิดว่า [อ่า… ถึงจะเจอเรื่องเกินคาด แต่สุดท้ายพวกตัววุ่นวายก็ตาย ๆ ไปได้เสียที]

    คงไม่มีใครรู้คำตอบว่าเส้นทางที่พวกเขาเลือกนั้นถูกหรือผิด

    แต่อีกไม่นานพวกเขาก็จะได้รู้คำตอบนั้นเอง

    ได้รู้คำตอบในศาลยุติธรรมของวันพรุ่งนี้



    ***ลึกลงไปใต้ดินราวสี่สิบเมตร

    “ดีนะที่เอสเทอความจำดี”

    “ใช่ไหมละ? ฉันยังจำได้ถึงวันที่เปอร์ไซด์เคยใช้ตัวเองพุ่งชนทะลุอาคารกับสิ่งก่อสร้างได้ เพราะงั้น แค่ขุดดินลึกลงมามันก็เรื่องง่าย ๆ ใช่มั้ยละดอง? ”

    “พี่เอสเทอฉลาดที่สุด! หนูเองยังลืมไปแล้วเลยว่าตัวเองขุดดินเก่งนะ~”

    “ส่วนที่สร้างร่างแยกด้วยโกเลมขึ้นมาในเวลาสั้น ๆ นี่ก็เหลือเชื่อเหมือนกันนะ”

    “ฉันเองก็กลัวเหมือนกันว่าความจะแตก แต่โชคดีที่มันมืด พวกมันเลยไม่ทันได้สังเกตุว่าเลือดนั้นคือน้ำเน่าจากกองขยะนะดอง”

    “ส่วนขนที่ใช้พวกฟูกจากกองขยะมาปะ ๆ ไปบนตัวโกเลมนี่ก็หลอกได้เนียนสุดยอดไปเลยนะ”

    “พวกมันอยากบ้าเผาทั้งแถบเอง เลยคิดไปว่าไอร่างที่ไหม้เกรียมดำ ๆ นั้นคือเปอร์ไซด์นะดอง”

    “แต่ว่าหนูไม่ได้อ้วนแบบนั้นเสียหน่อย…”

    ในเวลานั้นพวกสามสาวได้เผลอหัวเราะออกมาพร้อมกันอย่างมิได้นัดหมาย

    “หลังจากนี้เอายังไงต่อดี? ”

    “ก่อนอื่นไปที่บ้านฉัน ไปเอาอาวุธของฉันออกมา ส่วนเธอเองก็ไปเอาอาวุธของเธอซะ… เรียกพวกมิลเลอร์กับออกไซด์มาด้วย มังกรสองตัวนั้นน่าจะเอามาช่วยใช้ข่มขู่ได้ดีเลยละดอง ถ้าจะให้ดี จงไปรวมคนที่เชื่อใจได้มาที่ศาลให้หมดซะดอง เน้นว่าคนที่เชื่อใจได้นะดอง ไม่เอาพวกตีสองหน้านะดอง! ”

    “ทำไมพูดยังกับว่าจะไปต่อสู้อย่างงั้นละ? ที่เหลือก็น่าจะแค่เอาหลักฐานที่ได้มาไปแฉกลางศาลเท่านั้นเองไม่ใช่หรือยังไง? ”

    พอถูกเอรีสถามใส่แบบนี้ เอสเทอเลยกุมหัวตัวเองอย่างช่วยไม่ได้

    “เจอแบบนี้แล้วยังคิดว่าในศาลพรุ่งนี้ยังจะตัดสินคดีกันอย่างตรงไปตรงมากันอีกหรือดอง? ”

    “เออ… อย่าบอกนะ… เธอคงไม่คิดว่าพรุ่งนี้จะ...”

    “ใช่แล้ว พรุ่งนี้คงจะวุ่นวายน่าดูเลยละดอง”