ภายในห้องแห่งนั้น
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วบริเวณมีเพียงแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามา เมิ่งฝานนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงขนาดเล็กไม่ขยับไปที่ใดเป็นเวลาหนึ่งวันเต็มๆ และสิ่งที่วางอยู่ตรงหน้าของในขณะนี้ก็คือคัมภีร์ทวนเทพนั่นเอง
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเวลาผ่านพ้นไปนานเพียงใดแล้วเมื่อเมิ่งฝานลืมตาขึ้นมาแล้วขยับฝ่ามือพลันมีพลังปราณแผ่ซ่านออกมาทว่ามันกลับต่างไปจากเมื่อก่อนเพราะมีความรู้สึกแปรปรวนที่ไม่อาจสัมผัสได้เพิ่มขึ้นมา
“เป็นไปได้อย่างไรสีของมันไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อยเลยอย่างนั้นหรือ?” ระหว่างที่เอ่ยด้วยความสงสัยนัยน์ตาของเมิ่งฝานก็วาวโรจน์
หนึ่งวันที่ผ่านมาเมิ่งฝานฝึกฝนคัมภีร์ทวนเทพโดยการเคลื่อนพลังปราณของวิชายุทธ์นั้นไปทั่วร่างหากอิงตามหลักการแล้วพลังปราณของมันก็ควรที่จะเกิดสีซึ่งบ่งบอกธาตุของพลังปราณขึ้นมาทว่าเมิ่งฝานกลับหาได้มองเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงอันใดไม่
เป็นไปได้อย่างไรกัน!
เมิ่งฝานลูบปลายจมูกแล้วเอ่ยขึ้นอย่างจนปัญญา “เพราะเหตุใดกัน ท่านไม่คิดที่จะอธิบายให้ข้ารู้หน่อยหรือขอรับ?”
เงาร่างวิญญาณของรั่วสุ่ยอีพลันปรากฎขึ้นมาจากไข่อสูรทมิฬนางมองไปยังเมิ่งฝานก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าเองก็ไม่รู้ว่าต้องอธิบายอย่างไรเพราะข้าก็ไม่เข้าใจมันเช่นกัน เช่นนั้นเจ้าต้องพึ่งพาตนเอง และข้ายังต้องบอกเจ้าอีกด้วยว่าถึงแม้มันจะไร้ซึ่งความเปลี่ยนแปลงแต่หากอิงตามเส้นทางแห่งการฝึกฝนของมันแล้วดูคล้ายว่าเจ้าจะไม่อาจเปลี่ยนวิชายุทธ์ธาตุได้อีกเจ้าสามารถฝึกฝนวิชายุทธ์อื่นได้ แต่วิชายุทธ์ธาตุจะต้องมีเพียงสิ่งเดียวหากไม่อาจตามหาเป้าหมายในการกลืนกินได้วิชายุทธ์ธาตุของเจ้าก็จะเป็นได้เพียงวิชายุทธ์ระดับกลางไปตลอดกาล!”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงคล้ายดั่งไร้ซึ่งความรับผิดชอบของรั่วสุ่ยอีสีหน้าของเมิ่งฝานพลันเปลี่ยนไปทันใดนัยน์ตาของเขาแฝงไปด้วยโทสะ หลังจากที่ผ่านไปครู่ใหญ่จึงได้เอ่ยออกไป “ท่านหลอกข้า ท่านต้องการให้ข้าฝึกฝนวิชายุทธ์นี้มาตั้งแต่ต้นใช่หรือไม่?”
เมื่อได้เห็นว่าเมิ่งฝานกำลังเดือดดาลรั่วสุ่ยอีก็หัวเราะออกมาอย่างไม่รู้สาเหตุจากนั้นนางจึงเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าไม่ได้พูดสิ่งใดเลยแม้แต่น้อยเจ้าเลือกมันเองต่างหาก แต่ว่า...ข้าเองก็อยากเห็นเช่นกันว่าแท้จริงแล้ววิชาเวทย์นี้จะพัฒนาได้แข็งแกร่งเพียงใดอิงตามหลักแล้วมันก็น่าจะอยู่ในขั้นที่น่าสะพรึงเป็นอย่างยิ่งเลยทีเดียว เมื่อถึงยามนั้นเจ้าอาจจะสามารถต่อกรกับข้าได้เลยด้วยซ้ำและข้าเองก็อยากได้รับคำชี้แนะจากมันเช่นกัน!”
บ่มเพาะเพื่อให้มาเป็นคู่ต่อสู้กับตน!
ช่างเป็นความคิดที่บ้าบิ่นเสียจริงเมิ่งฝานกระตุกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยสุดท้ายจึงเอ่ยอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ถ้าหากวันใดวันหนึ่งข้าสามารถเอาชนะท่านได้ ข้าจะตีสะโพกท่านให้แรงๆ!”
“ได้เลย!”
เมิ่งฝานนึกไม่ถึงเลยว่ารั่วสุ่ยอีจะพยักหน้ารับนางหันหลังไปจนมองเห็นสัดส่วนอรชรงดงามนั้นได้อย่างชัดเจนสะโพกผายภายใต้เนื้อผ้านั้นน่าหลงใหลเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งมันอวบอิ่มมากกว่าได้รูปหรือผอมบางสัดส่วนเช่นนี้ก็เป็นเหมือนดั่งอาวุธที่ใช้สังหารบุรุษทุกคนเลยก็ว่าได้
เมิ่งฝานกลืนน้ำลายแล้วเอ่ยถามอย่างจนปัญญา“ท่านคิดจะทำสิ่งใด?”
“หืมก็ทำให้เจ้าได้เห็นอย่างไรเล่า ตัวข้านั้นภูมิใจในร่างกายของตนเองไม่น้อย และกำลังรอให้เจ้ามาตีสะโพกข้าอยู่!”รั่วสุ่ยอีหันกลับมา เจ้าของผิวอันขาวเนียนนั้นมองเมิ่งฝานพร้อมกับกะพริบตาเล็กน้อยภายใต้การยั่วยวนของสตรีงามนั้น เมิ่งฝานกัดฟันแน่นและรู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมาอย่างไม่อาจหักห้ามได้
ให้ตายสิ!
เขาสบถด่าในใจก่อนจะรีบหลับตาลงหากยังคงมองต่อไปเกรงว่าตนเองคงจะกระโจนเข้าใส่คนตรงหน้าอย่างไม่อาจห้ามใจได้แต่เกรงว่ายังไม่ทันได้ทำอันใดอย่างน้อยๆก็คงจะถูกรั่วสุ่ยอีดีดนิ้วใส่จนกระเด็นออกไป
เด็กหนุ่มสบถด่ารั่วสุ่ยอีอยู่ในใจหลายครั้งก่อนจะยอมลืมตาขึ้นมาเมื่อความร้อนรุ่มในใจถูกสยบเขาจึงถามออกไปด้วยนัยน์ตาที่วาวโรจน์ “ตอนนี้พลังของท่านอยู่ในระดับใดกันแน่?”
“ทำไมเล่า?”
เมื่อได้ยินเมิ่งฝานเอ่ยถามเช่นนั้นรั่วสุ่ยอีก็หัวเราะเสียงเบาก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ“เจ้าเองก็รู้ว่ายามนี้ข้าอยู่ในสภาพใดแต่หากเอ่ยถึงเรื่องการสังหารละก็...ขอเพียงอีกฝ่ายยังไม่ถึงขั้นปราณประสานก็นับว่าไม่มีปัญหา!”
แข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ!
หัวใจของเมิ่งฝานสั่นไหวก่อนนัยน์ตานั้นจะมีความดีใจปรากฏจากนั้นจึงเอ่ยเสียงเบา “ถ้าอย่างนั้นท่านช่วยข้าสักเรื่องจะได้หรือไม่เล่าขอรับ?”
รั่วสุ่ยอีนั่งไขว่ห้างแล้วเอ่ยถามอย่างมีเลศนัย“เจ้าอยากฆ่าคน?”
“ใช่แล้วขอรับ!”
เมิ่งฝานพยักหน้ารับพร้อมทั้งกำหมัดแน่น จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นด้วยนัยน์ตาที่ฉายแววของจิตสังหาร“อีกไม่นานข้าจะต้องไปจากหมู่บ้านอูเจิ้นแล้ว ข้าไม่อาจทิ้งศัตรูผู้ยิ่งใหญ่อย่างเหยียนหยางเจ้าเมืองเหยียนเฉิงไว้ได้ข้าทำให้บุตรชายของเขากลายเป็นพวกไร้ประโยชน์ ตอนที่ข้าออกมาจากลานประลองก็พบว่านัยน์ตาของเขาไม่เป็นมิตรเท่าใดนักท่านลุงกู่หยวนเพียงคนเดียวไม่อาจต้านทานเขาได้แน่...ข้าก็เลยอยากจะถอนรากถอนโคนไปเสีย!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นรั่วสุ่ยอีจึงพยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยอย่างชื่นชม “มีความคิดที่รอบคอบไม่น้อย เอาเถอะเพื่อให้มั่นใจว่าเจ้าจะยอมเชื่อฟังในสิ่งที่ข้าสั่งการข้าก็จะยอมช่วยเจ้าสักครั้ง ฉะนั้นต้องให้ร่างวิญญาณของข้าสิงร่างเจ้าข้าจะควบคุมมันด้วยตนเอง สำหรับสุนัขหรือแมวตัวเล็กๆ ก็หาได้เป็นปัญหาต่อข้าไม่”
จอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณยังเป็นเพียงสุนัขหรือแมวตัวเล็กๆสำหรับรั่วสุ่ยอี เมื่อคิดได้ดังนั้นมุมปากของเมิ่งฝานก็กระตุกขึ้นเล็กน้อย ไม่รู้ว่าหากเหยียนหยางได้ยินแล้วจะมีสีหน้าเช่นไร
......
เมืองเหยียนเฉิงในยามราตรีที่ลมเย็นพัดพาทุกอย่างปกคลุมไปด้วยความเงียบงัน หลังจากการประลองของเมืองเหยียนเฉิงจบลงจึงกลับเข้าสู่ความสงบภายในห้องที่สร้างเอาไว้ในส่วนลึกของจวนเจ้าเมืองเหยียนเฉิงนั้น เด็กหนุ่มผู้หนึ่งนอนอยู่บนเตียงด้วยอาการบาดเจ็บสาหัสชายชราที่อยู่ข้างกายจับชีพจรเขาอยู่นานก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วหันไปทำความเคารพเหยียนหยาง
“ขออภัยด้วยขอรับท่านเจ้าเมืองทุกอย่างยังคงเป็นเช่นเดิม อาการบาดเจ็บที่เขาได้รับนั้นร้ายแรงอย่างยิ่ง ทั้งยังถูกโอสถพลังจิตทำลายภายในอีกด้วยต่อให้มีพืชวิเศษมาช่วยก็คงยากที่จะฟื้นตัวได้ในระยะเวลาอันสั้นขอรับ”
ผู้ที่เอ่ยวาจานั้นเป็นถึงอาจารย์โอสถท่านหนึ่งแห่งเมืองเหยียนเฉิงทว่าเวลานี้สีหน้าของเขากลับแทบไร้ซึ่งความหวังเหตุการณ์ที่เหยียนเย่าถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสท่ามกลางสายตาผู้คนหลายหมื่นนั้นเขาก็ได้รับชมด้วยเช่นกันจึงรู้ถึงสาเหตุอาการของเด็กหนุ่มดี
แม้จะรู้ว่าเป็นเพราะเหยียนเย่านั้นรนหาที่แต่ชายชราก็ไม่กล้าที่จะแสดงสีหน้าใดต่อหน้าของเจ้าเมืองเหยียนเฉิงผู้นี้เพราะถึงอย่างไรเขาก็ยังต้องพึ่งพาอีกฝ่าย
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเหยียนหยางก็ขมวดคิ้วเข้มนัยน์ตาของเขาวาวโรจน์ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงอันเยือกเย็น “ไร้ประโยชน์ไสหัวออกไปเสีย ไสหัวออกไปให้หมด!”
เมื่อเขาสะบัดแขนพลันมีพลังแผ่ซ่านชายชราผู้นั้นจึงรีบถอยออกไปในทันใด
สีหน้าขององครักษ์ทุกคนที่ด้านนอกก็เปลี่ยนไป ก่อนที่จะรีบออกมาจากห้องนั้นชายชราสบถด่าขึ้นมาในใจแต่ก็ไม่กล้าแสดงสีหน้าใดๆ ออกไปได้แต่รีบตามองครักษ์ทั้งหลายออกไปจากห้อง
เหลือเพียงเหยียนหยางกับเหยียนเย่าที่นอนอยู่บนเตียง
กรอด...
เสียงกัดฟันดังขึ้นพร้อมกับที่เหยียนหยางกำหมัดแน่นยามนี้หัวใจของเขานั้นปกคลุมไปด้วยความแค้นและความเดือดดาลเดิมทีเขาหวังว่าครั้งนี้เหยียนเย่าจะได้เฉิดฉายและสามารถเข้าร่วมพรรคเหมันต์สวรรค์ตามแผนการได้อย่างราบรื่นแต่กลับถูกเมิ่งฝานที่โผล่ขึ้นมาอย่างกะทันหันทำลายความฝันของเขาไปจนหมด
แผนการทั้งหมดของเขา การทำลายหมู่บ้านอูเจิ้นการร้องขอกู่ซินเอ๋อร์ และการจัดการกับกู่หยวนล้วนแต่กลายเป็นเพียงเงาสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ต่อให้เป็นเหยียนหยางก็ยังนับได้ว่าสร้างผลกระทบต่อจิตใจจนแทบกระอักเลือด
โดยเฉพาะการที่เหยียนเย่าผู้ที่เขาบ่มเพาะมานานหลายปีต้องบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้แม้แต่ตงฟางเฉินและคนอื่นๆ ก็ยังได้ตามเอินไท่ไป เพราะมีสิทธิ์ได้เข้าไปเป็นศิษย์ของสำนักเหมันต์สวรรค์นี่เป็นความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่อย่างมาก!
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ใจของเหยียนหยางก็อัดแน่นไปด้วยความโกรธแค้นและเดือดดาลก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยเสียงอันเยือกเย็น “เยี่ยมเยี่ยมมากจริงๆ เจ้าเด็กเมิ่งฝาน คอยดูเถอะ ในเมื่อทุกคนออกไปจากเมืองเหยียนเฉิงแล้วผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดก็มีเพียงข้าเหยียนหยางเท่านั้นข้าจะล้างบางอูเจิ้นให้อาบไปด้วยเลือด ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเจ้าทุกคนจะต้องตายต่อให้เป็นกู่หยวนที่ช่วยเหลือเจ้า หึ...เขาก็จะต้องตาย!”
เสียงที่อัดแน่นไปด้วยจิตสังหารนั้นดังก้องไปทั่วห้อง
ทว่าในวินาทีต่อมากลับมีเสียงที่ไม่เข้ากับสถานการณ์ดังขึ้น“คิดเอาไว้แล้วเชียว เจ้าคิดที่จะทำในสิ่งที่เจ้าเด็กคนนี้พูดจริงๆ”
ขณะเดียวกันก็มีเงาร่างของคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้ตรงหน้าต่างคนผู้นั้นสวมชุดคลุมสีดำลึกลับซึ่งเมื่ออยู่ภายใต้แสงจันทร์ก็ยังไม่อาจรู้ได้ว่าเป็นผู้ใดแท้จริงแล้วเขาก็คือเมิ่งฝานที่ถูกรั่วสุ่ยอีควบคุมอยู่นั่นเอง
“เจ้าเป็นใคร!”
รูม่านตาของเหยียนหยางหดเล็กลงในชั่วพริบตาพลังปราณทั้งหมดแผ่ซ่านออกมาจากร่างกายอย่างฉับพลัน ขณะเดียวกันพลังปราณที่อยู่ในมือของเขาก็มีอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าสะพรึงจนทำให้อากาศภายในห้องแห่งนี้เพิ่มขึ้นตามเห็นได้ชัดว่าเหยียนหยางนั้นอยู่ในขั้นเกลาวิญญาณระดับเซียนแล้ว!
แม้มันยังไม่อาจเฉิดฉายในบรรดาจอมยุทธ์มากมายแต่ก็นับว่าไร้เทียมทานในเมืองเหยียนเฉิงแห่งนี้แล้ว!
ภายใต้เสื้อคลุมสีดำนั้นรั่วสุ่ยอีคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “มีผู้ไหว้วานข้าให้มาเอาชีวิตเจ้าซึ่งก็ควรแก่เวลาที่เจ้าจะต้องมอบมันให้ข้าแล้ว!”
ภายในน้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความเย้ยหยันถึงขั้นที่เรียกว่ากำลังท้าทายเลยก็ว่าได้!
ใบหน้าของเหยียนหยางพลันอัดแน่นไปด้วยความเดือดดาลในทันใดก่อนที่จะตวาดออกมาเสียงต่ำ “เจ้าคนชั่วชีวิตของข้าเหยียนหยางหาใช่สิ่งที่เจ้าจะเอาไปได้ไม่!”
เมื่อเขาเหยียบลงบนพื้นพลังก็แผ่ซ่าน ขณะเดียวกันก็ชกเข้าใส่รั่วสุ่ยอีด้วย
ขณะที่ลงมือพลังอันน่าสะพรึงนั้นก็ผสานตัวกลายเป็นมังกรตัวยาวพร้อมกับอุณหภูมิที่สูงจนน่าสะพรึงนี่คือวิชายุทธ์ธาตุไฟของเหยียนหยางซึ่งสามารถหลอมเหล็กให้ละลายและทำลายทุกเกราะป้องกันได้นั่นเอง!
เพียงชั่วพริบตาหมัดของเหยียนหยางก็มาถึงเบื้องหน้าของเมิ่งฝานแม้จะมีรั่วสุ่ยอีคอยช่วยเหลือแต่เมิ่งฝานก็ยังรู้สึกตื่นเต้นอยู่วันยังค่ำ
ความแข็งแกร่งของจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณอยู่เหนือความคาดหมายของเมิ่งฝานเพียงแค่อุณหภูมิที่แฝงอยู่ภายในหมัดของเหยียนหยางก็เป็นสิ่งที่เมิ่งฝานไม่อาจรับมือได้แล้วยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงพลังมหาศาลดั่งสัตว์อสูรตัวร้าย คล้ายดั่งพายุฝนโหมกระหน่ำและการโจมตีของสายฟ้าฟาดก็ไม่ปาน
ทว่าในวินาทีต่อมา เมิ่งฝานไม่ได้ขยับไปที่ใด ทว่าหมัดของเหยียนหยางกลับหยุดชะงักอยู่ในระยะหนึ่งเมตรเบื้องหน้าเขาและหาได้ขยับเข้ามาอีกต่อให้เหยียนหยางพยายามฝืนเท่าใดก็ไม่อาจขยับได้อีก
เป็นไปได้อย่างไรกัน!
เมื่อเหยียนหยางมองดูภาพอันน่าตกตะลึงสีหน้าก็เปลี่ยนไปการปล่อยพลังภายในร่างกายออกไปทั้งหมดนี้แม้แต่หินที่หนักหลายพันจินก็ยังต้องแตกสลายทว่าเวลานี้อีกฝ่ายกลับสามารถรับมือได้โดยไม่ขยับหรือสั่นไหวเลยแม้เพียงน้อยนิด
ความหวาดกลัวถาโถมขึ้นในหัวใจ เหยียนหยางเอ่ยถามเสียงดัง“เจ้าเป็นใครกันแน่ เหตุใดจึงมาเพื่อสังหารข้า? ข้าคือเจ้าเมืองเหยียนเฉิงแห่งนี้และมีสหายอีกมากมาย เจ้าจงไตร่ตรองให้ดี!”
“เจ้าอย่าได้พยายามคิดทำสิ่งใดเลยที่นี่ถูกข้าควบคุมไว้หมดแล้ว!” รั่วสุ่ยอีเอ่ยออกมาเสียงเรียบก่อนจะหัวเราะแล้วเอ่ยต่อไปว่า “เจ้าได้ลงมือแล้วแต่ข้ายังไม่ได้ทำสิ่งใด...เจ้าเตรียมตัวดีหรือยังเล่า?”
น้ำเสียงของนางแฝงไปด้วยจิตสังหารที่ทำให้ผู้ฟังต้องรู้สึกหวาดผวาเหยียนหยางตวาดอย่างเดือดดาลพร้อมกับระเบิดพลังปราณออกมาทั้งหมดประหนึ่งสัตว์ร้ายที่กำลังต่อสู้อย่างจนตรอกก็ไม่ปาน
“แสงสุริยันสังหาร!”
วิชายุทธ์แห่งพลังปราณระดับสูง พลังสังหารในครั้งนี้ประหนึ่งพายุโหมกระหน่ำขึ้นในอากาศลมปราณสาดซัด พลังไร้จุดสิ้นสุด คล้ายกับว่าสิ่งที่เคลื่อนมายังใบหน้าเป็นดวงไฟอันยิ่งใหญ่ก็ไม่ปานหากเทียบกับการโจมตีของเหยียนเย่าในครั้งนั้นก็ยิ่งใหญ่กว่าหลายเท่าตัว!
ทว่ารั่วสุ่ยอีที่กำลังเผชิญหน้ากับแสงสว่างอันเจิดจ้านั้นกลับชูนิ้วขึ้นมาเพียงนิ้วเดียวเท่านั้นเมื่อปลายนิ้วขยับพลันมีแสงสว่างเปล่งประกาย จากนั้นก็พุ่งทะยานออกไปด้วยสีน้ำเงินที่เจิดจรัส
ตู้ม!!
ความเงียบงันปกคลุมไปทั้งห้องแสงสว่างของเปลวเพลิงเลือนหายไป ทั้งพลังของแสงสุริยันสังหารและร่างของเหยียนหยางก็มลายหายไปจากห้องเพราะได้กลายเป็นผุยผงและลอยไปตามแรงลมแล้ว
จอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณเพียงดีดนิ้วก็สูญสลาย!