ตอนที่ 19 ดาบจันทรา
“ข้าไม่เข้าใจความหมายของเ้า”
“ท่านลองมองดูให้ดีๆ ภาพของพระสนมคือหนึ่งภาพ ภาพทิวทัศน์ด้านหลังคือหนึ่งภาพ ซึ่งภาพูเาแม่น้ำเ่าั้ ดูเหมือนจะคล้ายกับภาพของแผนที่ หากให้คนที่ชำนาญจำแนกภาพออกมาก็คงจะรู้ได้ ว่าคือภาพอะไรกันแน่”
“เ้าหมายถึงแค่แยกภาพสองภาพออกจากกันอย่างนั้นนะหรือ”
“พ่ะย่ะค่ะ หากข้าจะขอยืมภาพนี้กลับไปที่กองทัพจะได้หรือไม่ ที่นั่นมีทหารที่เชี่ยวชาญเื่แผนที่อยู่ ข้าจะขอให้เขาช่วยคัดลอกภาพนี้ออกมา”
“แค่คัดลอกภาพนี้ออกมาใช่หรือไม่”
“ใช่ แค่นั้น”
“ถ้าเช่นนั้นมิเห็นจำเป็ต้องไปกองทัพเลย เอาภาพนี้กลับตำหนักไปด้วย เดี๋ยวข้าจะเป็คนคัดลอกเอง”
มู่จิ่นเหยียนออกอาการประหลาดใจเล็กน้อย เขาไม่เคยคิดว่าจินอวิ๋นเซียนจะมีด้านที่ชอบงานศิลปะด้วย แต่ดูจากความมั่นใจของนางแล้ว เขาคงไม่อาจจะดูถูกฝีมือของนางได้เลยทีเดียว
“ถ้าเช่นนั้นก็ดีพ่ะย่ะค่ะ อีกอย่างข้าว่าเราลองหาดูในห้องบรรทมของพระสนมดีหรือไม่ เผื่อจะเจอสิ่งของที่อาจจะพอมีประโยชน์”
“อืม ก็ดีเหมือนกัน ก่อนหน้านั้นข้าเองก็เคยมาลองหาดู แต่ก็ไม่พบอะไร หรือบางทีข้าอาจจะมองข้ามหรือไม่ทันสังเกตก็เป็ไปได้”
จินอวิ๋นเซียนรู้สึกอย่างที่พูดกับมู่จิ่นเหยียนเช่นนั้นจริงๆ ขนาดรูปวาดของมารดาที่แขวนเอาไว้มาเป็สิบๆ ปี เขายังมองไม่ออกเลยว่าเป็สองภาพที่ซ้อนทับกันอยู่
แต่กลับมู่จิ่นเหยียนที่มองภาพนี้เพียงครั้งเดียวก็รู้สึกถึงความแปลกประหลาด ดีไม่ดี หากให้มู่จิ่นเหยียนช่วยดูในห้องบรรทมพระมารดาอีกครั้ง ก็อาจจะเจอเบาะแสขึ้นมาบ้างก็ได้
ทั้งสองคนใช้เวลาอยู่ในห้องบรรทมของพระสนมเยว่เหมยอยู่นานสองนาน มีทั้งสมุดบันทึกประจำวัน หีบใบน้อยสำหรับใส่ของเล่นของจินอวิ๋นเซียนที่พระนางเตรียมไว้ก่อนจะทรงคลอด นอกนั้นก็เป็ข้าวของเครื่องใช้ทั่วไปที่มู่จิ่นเหยียนมิเห็นว่าพอจะมีเบาะแสใดซ่อนอยู่
แต่แล้วสายตาของเขาก็พบกับดาบงดงามด้ามหนึ่งตั้งประดับอยู่กลางห้อง ดาบนี้ดูผิวเผินก็เหมือนกับดาบทั่วไป ที่ผู้สูงศักดิ์มักจะใช้ประดับตกแต่งอยู่ในเรือนของตน
แต่มู่จิ่นเหยียนกลับรู้สึกว่าดาบเล่มนี้คล้ายมีจิติญญาซ่อนไว้ และดูเหมือนว่ามันกำลังร้องเรียกเขาอยู่เช่นกัน
“ดาบนี้เป็ของใครหรือ”
“ของเสด็จแม่”
“นอกจากเสด็จแม่ของท่านแล้ว มีผู้อื่นใช้ดาบนี้อีกหรือไม่”
เพราะว่ามู่จิ่นเหยียนคุ้นเคยกับดาบที่ดื่มเืของคนมานับไม่ถ้วน ไอสังหารที่ออกมาจากตัวดาบล้วนแตกต่างกัน ดาบของพระสนมเหตุใดถึงมีไอสังหารรุนแรงเช่นนี้ และดูเหมือนว่าดาบนี้จะมีิญญาดาบที่กล้าแข็งเสียด้วย
“ไม่เคย เสด็จพ่อตรัสว่าหลังจากที่เสด็จแม่สิ้นพระชนม์ ดาบก็ผนึกตัวมันเอง มิมีผู้ใดสามารถใช้มันได้อีก แม้กระทั่งข้าเองก็ยังไม่สามารถดึงดาบออกจากฝักได้”
“ข้าขอลองได้หรือไม่”
“ตามใจ”
มู่จิ่นเหยียนรู้ดีว่า อาวุธแต่ละอย่างย่อมมีจิติญญาของมัน มันจะยอมรับแค่คนที่เป็เ้านายของมันเพียงเท่านั้น ดาบของมู่จิ่นเหยียนที่ใช้ที่สกุลมู่ก็เช่นเดียวกัน หากผู้อื่นใช้มักบอกกันว่าดาบนั้นหนักยิ่งกว่าหินจากูเาเสียอีก
แต่กลับมู่จิ่นเหยียน ตัวดาบนั้นกลับเบาจนคนร่างเล็กอย่างเขาถือกวัดแกว่งไปได้ทุกทิศทุกทางอย่างคล่องแคล่ว ต่างกับทวนของพี่รองเช่นกัน เขาเองก็รู้สึกว่าทวนของพี่รองหนักอยู่ไม่น้อย แต่พี่รองกลับถือมันเสียคล่องมือ
นี่คงเป็จิติญญาของอาวุธที่คนโบราณกล่าวเอาไว้
มู่จิ่นเหยียนเดินเข้าไปใกล้โต๊ะที่วางดาบ หูของเขาราวกับได้ยินเสียงเรียกร้องออกมาจากตัวดาบ ยิ่งใกล้มันเสียงนั้นก็ยิ่งดังชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
เสียงนั้นยิ่งกระตุ้นให้เขาเข้าใกล้ดาบมากยิ่งขึ้น ดวงตาของเขาจ้องมองไปที่ตัวดาบ ที่ฝักดาบปรากฏอักษรที่เขานั้นเองก็ไม่รู้จัก
ดาบเล่มนี้แปลกประหลาดในความรู้สึกของมู่จิ่นเหยียน เขานั้นคลุกคลีอยู่กับอาวุธมาก็มาก แต่กลับไม่เคยเจอดาบที่ให้ความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน เขาััได้ถึงพลังบางอย่างจากตัวดาบ ยิ่งดาบนี้ถูกผนึกด้วยตัวของมันเองมาอย่างช้านาน ราวกับกำลังรอให้ใครสักคนมาปลุกให้มันตื่น
และมู่จิ่นเหยียนรู้สึกว่าคนที่ดาบเล่มนี้กำลังรออยู่คือตน เพราะว่ายิ่งตนเข้าใกล้ดาบเท่าไหร่ เสียงของดาบก็ยิ่งกรีดร้องดังขึ้นมากเท่านั้น จนเขาต้องโคจรลมปราณเพื่อต้านพลังจากเสียงนั้นเอาไว้
แล้วดูเหมือนว่าเสียงดังที่ออกมาจากดาบนั้น จะมีเพียงเขาเท่านั้นที่ได้ยิน จินอวิ๋นเซียนที่ยืนอยู่ด้านข้างกลับไม่ได้รับผลกระทบด้วยเลย
มู่จิ่นเหยียนก้าวเข้าใกล้ดาบด้วยความระมัดระวัง ระหว่างนั้นก็โคจรลมปราณต่อต้านพลังนั้นไปด้วย ขณะที่นิ้วมือของเขาัักับด้ามดาบ เขาก็รู้สึกถึงพลังที่ไหลเวียนจากตัวดาบเข้ามาที่ร่างของเขาทันที แต่มันเป็กระแสพลังแห่งต่อต้าน การทดสอบ ราวกับตอนนี้ิญญาจากตัวดาบนั้น กำลังทดสอบจิติญญาของเขา
มู่จิ่นเหยียนเองก็มิใช่คนที่จะหวาดกลัวกับเื่พวกนี้ เขารู้ดีว่าอาวุธชั้นดี มักจะมิได้ยินยอมรับใช้ผู้ใดง่ายๆ มันเองก็้าเ้านายที่แข็งแกร่งเช่นกัน
มู่จิ่นเหยียนส่งกระแสจิตตั้งมั่น เอื้อมมือไปจับด้ามดาบนั้นเอาไว้ ก่อนจะหายใจเข้าลึกๆ มุ่งสติไปยังจิตสำนึกของตนเอง ทบทวนว่าเหตุใดจึงอยากจะแตะต้องตัวดาบนี้
ปณิธานเดิมของตัวเองคือสิ่งใด เขาหลับตาปิดกั้นโลกที่อยู่ภายนอก ราวกับตอนนี้ตนกำลังใช้จิตสำนึกพูดคุยกับดาบเล่มนี้อยู่ และดูเหมือนว่าตัวดาบเองน่าจะพอใจกับว่าที่เ้านายใหม่ของมันอยู่ไม่น้อย
เขาเริ่มรู้สึกว่าพลังในร่างกายของเขากำลังผสมผสานเข้ากับพลังของดาบอย่างช้าๆ เชื่อมโยงจิติญญาซึ่งกันและกัน
มู่จิ่นเหยียนเองก็รู้สึกถึงพลังที่รุนแรงของดาบนั้น เขา้าที่จะควบคุมมัน ส่วนมันเองก็้าที่จะควบคุมเขาอยู่เช่นกัน ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน
บนหน้าผากของมู่จิ่นเหยียนเริ่มปรากฏหยาดเหงื่อ ที่มาจากการทำสมาธิเข้าต่อสู้กับพลังิญญาของดาบนั้น
มู่จิ่นเหยียนนึกถึงคำพูดของอาจารย์ ตั้งจิตให้มั่น ปรับลมปราณในร่างกาย ไม่เข้าต่อต้านหรือขัดขวางจิติญญาของดาบเพียงแต่ประคับประคองคล้อยดูจิติญญานั้น ปล่อยให้มันสำรวจแก่นิญญาของเขาจนพอใจ
เวลาผ่านไปเกือบสองเค่อ (30นาที) ในสายตาของมู่จิ่นเหยียนราวกับเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จิติญญาดาบที่สำรวจแก่นิญญาที่เข้มแข็งและอดทนของมู่จิ่นเหยียนจนพอใจ
เขารู้สึกว่าจิติญญาของดาบจากที่เคยก้าวร้าว กับค่อยๆ สงบลงเรื่อยๆ ราวกับมันกำลังจะยอมรับมู่จิ่นเหยียน สิ่งที่มู่จิ่นเหยียนอดทน จิตใจที่ตั้งมั่นมีสติกลับกลายเป็ป้อมปราการปกป้องเขาจากพลังิญญารุนแรงของดาบ
เมื่อเห็นว่าจิติญญาของดาบสงบลง มู่จิ่นเหยียนก็อาศัยจังหวะนี้ ถ่ายทอดพลังิญญาของเขาผ่านตัวดาบ ครั้นพลังิญญาของทั้งสองคนดูเหมือนจะสอดคล้อง และยอมรับซึ่งกันและกันแล้ว
และดูเหมือนว่าดาบเองก็จะรับรู้ได้ถึงจิติญญาที่กล้าแข็งและเจตจำนงที่มั่นคงของมู่จิ่นเหยียน พลังของมันจึงค่อยๆ อ่อนลง จนมู่จิ่นเหยียนรับรู้ได้ และเป็ผู้ควบคุมดาบอย่างสิ้นเชิง
เขารู้แล้วว่าตอนนี้ตัวดาบนั้นยอมรับเขาแล้ว จึงไม่รอช้า สองมือถือดาบให้มั่นก่อนจะชักดาบออกมาจากฝักที่สวยงามนั้น
แสงเจิดจ้าสะท้อนในดวงของจินอวิ๋นเซียนที่เบิกกว้างอย่างไม่น่าเชื่อ ดาบของพระมารดาที่ไม่ว่าจะเป็ใครก็ไม่สามารถที่จะชักมันออกมาจากฝักได้ ขนาดคนผู้นั้นเป็สายเืของนาง หรือแม้กระทั่งเสด็จพ่อที่ถือว่าเป็โอรสของ์
แต่สำหรับมู่จิ่นเหยียน คล้ายดาบนั้นยอมรับด้วยความเต็มใจ ไม่เพียงยอมออกจากฝักที่ผนึกเอาไว้เป็สิบปี แต่ตัวดาบกลัวเปล่งประกายสะท้อนพลังออกมาอย่างไม่น่าเชื่อ
มู่จิ่นเหยียนรู้สึกถึงจิติญญาที่หลั่งไหลเข้ามาในร่างกายตน ทันทีที่ดาบออกจากฝัก รู้สึกได้ถึงความผูกพันระหว่างเขากับดาบอย่างเงียบๆ ราวกับดาบนี้เคยคุ้นมือของเขามาก่อน ถึงแม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดจึงรู้สึกเช่นนั้น
แต่การที่ดาบเล่มนี้ยอมรับเขาก็ถือว่าเป็เื่ดีอย่างช่วยไม่ได้ เขารู้ดีว่าดาบนี้มิใช่เพียงอาวุธฆ่าฟันธรรมดาเป็แน่ ความลับของมันเองคงจะมีไม่น้อย อีกทั้งยังเป็ดาบที่พระสนมเย่วเหมยทิ้งเอาไว้
หากมีมันติดตามไปด้วยก็คงจะดีไม่น้อย เพียงแต่ดาบนี้มิใช่ของเขาแต่แรก ดังนั้นหลังจากที่ลองััดาบแล้วจึงวางลงไว้ที่เก่า
“เหตุใดเ้าจึงวางดาบเล่า”
“ข้าแค่อยากลองดึงมันออกจากฝัก มิได้อยากมัน”
“แต่เ้าเป็เพียงผู้เดียวที่ดึงดาบออกจากฝักได้นะ”
“ดาบนี้อาจจะมีคุณค่าทางพระทัย ข้าน้อยมิบังอาจ”
จินอวิ๋นเซียนเข้าใจทันที เื่นี้คงต้องให้เสด็จพ่อเป็ผู้อนุญาตเสียแล้ว เพราะว่าดูจากท่าทางของมู่จิ่นเหยียน หากให้หยิบดาบออกไปเลยคงจะไม่ทำเป็แน่
“ข้าว่าเรากลับตำหนักกันเถิด นี่ก็เย็นมากแล้ว พรุ่งนี้ยังต้องไปจวนสกุลมู่อีก”
“อืม”
มู่จิ่นเหยียนและจินอวิ๋นเซียนที่หอบข้าวของออกมาจากห้องบรรทมพระสนมเยว่เหมยเต็มสองมือ ต่างพากันเดินกลับไปยังตำหนักขององค์หญิงเหวินเต๋อ
ร่วมโต๊ะกินข้าวเย็นก่อนจะแยกย้ายกันไปยังคนละมุมของห้องนอน
จินอวิ๋นเซียนที่รับปากมู่จิ่นเหยียนแล้วว่าจะเป็ผู้คัดลอกภาพวาดนั้นออกมา ก็เริ่มลงมือทันทีโดยมีชุนกงกงคอยฝนหมึกปรนนิบัติอยู่ด้านข้าง
ส่วนมู่จิ่นเหยียนนั้นมิได้ทำสิ่งใดเป็ชิ้นเป็อัน แต่เหมือนกำลังนั่งคิดเื่ใดเื่หนึ่ง ส่วนมือก็กำลังขีดๆ เขียนๆ อยู่เช่นกัน
“เ้าทำอะไร ข้าเห็นเ้านั่งขีดๆ เขียนๆ มาสักพักแล้ว”
“ข้ากำลังนึกถึงรูปแปลกประหลาดบนตัวดาบ แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าหน้าตาของมันเป็ภาพวาด หรืออักษรอะไรกันแน่”
“ข้าขอดูหน่อยจะได้หรือไม่”
จินอวิ๋นเซียนเองก็รู้ดีว่ามู่จิ่นเหยียนความจำเป็เช่นไร ตนเห็นว่ามิใช่เื่หนักหนาจึงอาสาช่วย หากตนพอจะจำได้หรือนึกออก ก็คงช่วยให้มู่จิ่นเหยียนออกจากสภาพนี้ได้
มู่จิ่นเหยียนเองก็ไม่รอช้า รีบยื่นกระดาษที่ตนนั่งวาดมาสักพักให้จินอวิ๋นเซียนดู เขารู้ดีว่านางอ่านหนังสือมาเยอะ อาจจะพอจดจำอะไรได้บ้าง
“นี่ดูจะคล้ายอักษรต้าฝูโบราณ แต่ข้าก็ไม่มั่นใจ”
“อักษรต้าฝู??”
มู่จิ่นเหยียนทำหน้าตาราวกับเพิ่งจะเคยได้ยินคำนี้เป็ครั้งแรก
“ที่ท่านโหรหลวงชี้แนะวันก่อน เ้าไม่ได้ฟังอย่างนั้นสินะ”
จินอวิ๋นเซียนที่เห็นท่าทางของมู่จิ่นเหยียนก็เข้าใจได้ทันที ที่เ้าตัวเคยบอกเอาไว้ว่ามิได้ชอบการนั่งเรียน ดูแล้วมิใช่เพียงเื่ที่พูดไปเรื่อยอย่างแน่นอน
“อักษรต้าฝู เป็อักษรที่มีมาั้แ่สมัยโบราณ มักจะเขียนเป็ยันต์ลงอาคมเอาไว้ตามสิ่งของ เพียงแต่ตัวอักษรที่เ้าเขียนข้ามิรู้ว่ามันหมายความเช่นไร อาจจะต้องไปค้นจากตำราของท่านโหรหลวงดูอีกที”
“ต้าฝูอย่างนั้นหรือ ไว้ข้าจะลองไปเปิดดู …จริงสิ นี่ก็ใกล้จะมืดค่ำแล้ว เดี๋ยวท่านก็ต้องเปลี่ยนเป็ผู้ชาย ข้าควรต้องทำตัวอย่างไร”
“เ้าทำตัวของเ้าเหมือนเดิมนี่แหละ ข้าจะไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็จะกลับมานั่งคัดลอกรูปวาดนี้ให้เ้าต่อ”
“อะ…อืม…งั้นเชิญท่านตามสบาย ข้าจะหาตำราอักษรต้าฝูอะไรนั้นดูเสียหน่อย”
“อืม ไปเถอะ”
จินอวิ๋นเซียนรู้ดีว่าตัวเองจะต้องอยู่ในร่างของบุรุษทุกครั้งยามคืนแรม จึงไม่ได้รู้สึกว่ามีสิ่งใดแปลกใหม่ เพียงแต่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับร่างกายก็เท่านั้น
เพราะว่าหากตนอยู่ในร่างบุรุษแต่กลับใส่ชุดสตรีก็ดูจะแปลกตาไม่น้อย
แต่หารู้ไม่ว่ามู่จิ่นเหยียนที่อยู่ในห้องหนังสืออีกห้องหนึ่ง กลับมีความอยากรู้อยากเห็นว่าจินอวิ๋นเซียนในร่างของบุรุษนั้น จะยังงดงามเฉกเช่นเดียวกับคืนนั้นที่พวกเขาอยู่ด้วยกันหรือไม่
หลังจากมู่จิ่นเหยียนหาหนังสือเกี่ยวกับอักษรต้าฝูโบราณเจอแล้วก็เดินกลับไปยังห้องนอน ที่ตนและองค์หญิงเหวินเต๋อใช้เข้าหอ
เพียงเพื่อ้ากลับไปดูหน้าตาของจินอวิ๋นเซียนในร่างของบุรุษเท่านั้น