ตอนที่43 ยันต์นำโชค
หลังจากอธิบายแผนการให้กับพ่อของเธอเสร็จฟู่เยี่ยนจึงได้เริ่มออกเดินหาเบาะแสต่าง ๆไปตามถนนทางทิศตะวันออกพร้อมกับอารองของเธอทันที โดยทั้งสองเลือกที่จะเดินเพราะหากพวกเขาปั่นจักรยาน อาจทำให้พลาดเบาะแสที่สำคัญไปได้
โรงงานทอผ้าตั้งอยู่ที่มุมทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของหมู่บ้านซึ่งเมื่อเดินไปตามถนนสายทิศตะวันออกประมาณ 10 นาทีก็จะพบกับสถานีปศุสัตว์ของหมู่บ้าน และหากเดินไปอีกประมาณ 40 นาทีก็จะเป็นหมู่บ้านเสี่ยวโจวที่ฟู่ต้านีอาศัยอยู่
เมื่อฟู่เยี่ยนและฟู่ต้าจวงเดินไปถึงสถานีปศุสัตว์ของหมู่บ้านฟู่เยี่ยนก็รู้สึกว่ากลิ่นของคาถาแห่งมนต์สะกดนั้นเริ่มรุนแรงมากยิ่งขึ้นดังนั้นเธอจึงเดินตรงไปยังสถานีปศุสัตว์ทันทีส่วนฟู่ต้าจวงที่เห็นว่าหลานสาวของเขากำลังเดินเข้าไป จึงได้เร่งฝีเท้าตามเธอไปติดๆ เช่นกัน
สถานีปศุสัตว์ของหมู่บ้านแห่งนี้รักษาสัตว์ได้แทบจะทุกชนิดอาทิเช่น หมู วัว แกะ ม้า และสัตว์อื่น ๆ ที่ชาวบ้านเลี้ยงซึ่งบางครั้งอาจจะมีการเพาะพันธุ์บ้างตามสถานการณ์ ซึ่งหากจะพูดสั้น ๆ ก็คือตราบใดที่สัตว์ของคนในหมู่บ้านล้มป่วย พวกเขาก็จะพาสัตว์เหล่านั้นมารักษาที่นี่ได้นั่นเอง
โดยสถานีปศุสัตว์แห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ใหญ่โตอะไรมากนักที่นี่มีเจ้าหน้าที่อยู่ประมาณ 4-5 คนเท่านั้น และได้แบ่งเวลาทำงานกันเป็นกะเช่นเดียวกับผู้เฒ่ามู่โถว เขาคือคนเก่าแก่ของที่นี่ซึ่งเขารับหน้าที่เฝ้าประตูที่นี่ทั้งกลางวันและกลางคืนเลยทีเดียว
ขณะที่ฟู่เยี่ยนเดินเข้าไปนั้นเธอก็เห็นหมูแม่พันธุ์ตัวหนึ่งถูกเลี้ยงอยู่ที่นี่และตอนนี้ที่สนามก็มีคนหลายคนยืนอยู่ซึ่งหมูแม่พันธุ์ตัวนี้ถูกพามาที่นี่เพราะมันคลอดลูกเองไม่ได้โดยมีหญิงวัยกลางคนยืนอยู่ข้าง ๆ ไม่ห่าง ดูเหมือนว่าหญิงวัยกลางคนคนนั้นจะเป็นเจ้าของหมูนั่นเองและตอนนี้ใบหน้าของเธอก็เต็มไปด้วยเหงื่อ
จากนั้นฟู่เยี่ยนก็ละสายตามองไปทางอื่น โดยมุ่งความสนใจไปยังคน ๆหนึ่งที่ตอนนี้บนร่างกายของเขามีรัศมีของคาถาแห่งมนต์สะกดเต็มไปหมดเธอจึงได้เดินเข้าไปหาเขาทันที
ในตอนนี้ผู้เฒ่ามู่โถวกำลังช่วยเจ้าหน้าที่สถานีปศุสัตว์วินิจฉัยอาการอยู่เมื่อเงยหน้าขึ้นมา เขาก็เห็นเด็กผู้หญิงอายุราว ๆ 14ปีกำลังเดินตรงเข้ามาหาเขาพอดี
ซึ่งเด็กผู้หญิงคนนั้นมีหน้าตาที่ดูน่ารักเธอมีใบหน้าที่ดูสงบนิ่งมาก ๆ เขามองไปที่เธอ ก่อนจะได้ยินเธอพูดขึ้นว่า
“คุณลุงคะเมื่อเช้านี้เวลาประมาณเจ็ดโมงคุณลุงเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาทางนี้บ้างหรือเปล่าคะ ? ”
ในตอนนี้ผู้เฒ่ามู่โถวรู้สึกสับสนไปหมดเขายืนตัวแข็งทื่ออยู่แบบนั้นเพราะรู้สึกประทับใจในตัวของเด็กผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขามากๆ
“สาวน้อยถามถูกคนแล้วล่ะ ! ฉันเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินผ่านมาทางนี้ เธอดูเหม่อลอยมากฉันพยายามถามแล้วว่าเธอว่าไปไหน แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรเลยเธอเอาแต่เดินหน้าไปอย่างไม่พูดไม่จาเท่านั้น ! ”
“ขอบคุณมากเลยนะคะคุณลุง! ”
เมื่อฟู่เยี่ยนได้ข้อมูลที่ต้องการแล้วเธอจึงกำลังจะเดินจากไปแต่สายตาของเธอก็ได้ชำเลืองมองไปยังหมูแม่พันธุ์ที่นอนอยู่บนพื้นซึ่งตอนนี้มันกำลังส่งเสียงร้องครวญครางออกมาอย่างแผ่วเบาราวกับว่ามันใกล้จะหมดแรงเต็มทีแล้ว
ทันใดนั้นเองความคิดหนึ่งก็ได้ผุดขึ้นมาในสมองของฟู่เยี่ยน เพราะโชคชะตาได้ลิขิตให้เธอมาพบกับมันดังนั้นเธอจึงตัดสินใจว่าจะช่วยมันนั่นเอง เมื่อคิดได้เช่นนั้นฟู่เยี่ยนก็ได้หยิบปากกาลูกลื่นในกระเป๋าของเธอออกมา ก่อนจะนั่งยอง ๆ ลงข้าง ๆแม่หมูตัวนั้นและวาดบางอย่างลงไปบนตัวของมันยังไม่ทันที่เจ้าหน้าที่สถานีปศุสัตว์จะทันได้ตั้งตัวเธอก็ได้ลุกขึ้นและเดินจากไปแล้ว
“เฮ้สาวน้อย เธอทำอะไรลงไปกัน ? มาทำแบบนี้ได้อย่างไร ! ทำไมถึงได้มาวาดเล่นบนตัวหมูแบบนี้ด้วยล่ะ? ” เจ้าหน้าที่สถานีปศุสัตว์ตะโกนออกไปด้วยความโกรธ
“นายสถานีตอนนี้หัวของลูกหมูโผล่ออกมาแล้ว ! ” ผู้เฒ่ามู่โถวพูดพร้อมกับรีบเข้าให้การช่วยเหลือแม่หมูตัวนั้นทันทีเขาเฝ้าดูมันอย่างใกล้ชิด จนในที่สุดมันก็สามารถคลอดลูกได้สำเร็จ !
เมื่อเห็นเช่นนั้นเจ้าของหมูที่เฝ้าดูอยู่ข้าง ๆ จึงได้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ! เธอจับมือของผู้เฒ่ามู่โถวพร้อมกับกล่าวขอบคุณเขา! นี่คือหมูแม่พันธุ์ที่เธอได้รับมอบหมายจากผู้นำหมู่บ้านให้ดูแลมันหากมันไม่สามารถคลอดลูกได้ก็เท่ากับว่าการทุ่มเทเลี้ยงหมูมาตลอดครึ่งปีของเธอนั้นจะสูญเปล่าไปทันทีและปีหน้าเธอก็จะถูกตัดรายชื่อไม่ให้มีส่วนร่วมในการเลี้ยงหมูอีกแน่นอน !
ในตอนนี้คนที่มีส่วนช่วยเรื่องนี้มากที่สุดกำลังมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออกพร้อมกับฟู่ต้าจวง
“เฮ้เสี่ยวฮั่ว เมื่อกี่เธอวาดอะไรลงไปบนตัวหมูอย่างนั้นหรือ ทำไมจู่ ๆมันถึงได้คลอดลูกง่ายแบบนั้นกันล่ะ ! ” ฟู่ต้าจวงรู้สึกว่าตอนนี้หลานสาวของเขาเป็นปรมาจารย์อย่างไรอย่างนั้นเพราะเพียงแค่เธอวาดบางอย่างลงไปบนตัวของแม่หมูภาวะคลอดลูกยากของมันก็ได้หายไปทันที
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะหนูแค่วาดยันต์นำโชคลงไปบนตัวของมันเท่านั้นเอง”ด้วยการฝึกฝนในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ความสามารถในการวาดยันต์ของฟู่เยี่ยนก็ได้พัฒนาขึ้นมากว่าเดิมและยันต์แคล้วคลาดที่เธอวาดขึ้นมานั้นก็สามารถป้องกันอันตรายได้ถึง 4 ครั้งแล้วอีกทั้งเธอยังได้พัฒนายันต์นำโชคของเธอให้มีขนาดเล็กเพื่อที่จะพกพาได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
“ยันต์นำโชคคืออะไรหรือ? ” อารองของเธอพูดขึ้นมาด้วยความสับสนเล็กน้อย
“ความหมายของมันตรงกับชื่อเลยค่ะมันจะนำโชคดีมาให้เรา ทำให้ชีวิตของเราราบรื่นขึ้น”ฟู่เยี่ยนพูดออกมาอย่างไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก ทำไมอารองถึงได้ซื่อบื้อแบบนี้กันนะ !เฮ้อ สู้อาเล็กก็ไม่ได้
จะว่าไปแล้วการกระทำของฟู่เยี่ยนนั้นดูไม่ยุติธรรมกับอารองของเธอเสียเลยเพราะเขาจะเคยเห็นสิ่งนี้มาก่อนได้อย่างไรกัน ? อีกอย่างการงมงายในเรื่องโชคชะตานั้นยังเป็นสิ่งต้องห้ามในกองทัพอีกด้วย
จากนั้นทั้งสองก็ได้เดินตรงไปอีกประมาณ 10 นาทีในที่สุดพวกเขาก็ได้มาถึงยังทุ่งข้าวโพดแห่งหนึ่งซึ่งตอนนี้ก็เป็นช่วงเวลาที่ข้าวโพดกำลังออกดอก ที่แห่งนี้เป็นทุ่งข้าวโพดซึ่งจะปลูกข้าวโพดเอาไว้ตลอดสองข้างถนนและต้นข้าวโพดนั้นก็สูงกว่าฟู่เยี่ยนเสียอีก จึงทำให้เธอสามารถเข้าไปซ่อนตัวในป่าข้าวโพดได้อย่างสบายๆ
ส่วนฟู่ต้าจวงนั้นเป็นคนที่มีไหวพริบและสายตาที่เฉียบแหลมอยู่แล้วเขาได้สังเกตเห็นทุ่งนาเล็ก ๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากถนนมากนักจึงได้พาฟู่เยี่ยนเดินไปที่แห่งนั้น ก่อนจะพบว่ามีร่องรอยที่ดูผิดปกติที่นั่นทั้งยังดูเหมือนกับว่าที่แห่งนั้นจะถูกทับด้วยอะไรบางอย่างอีกด้วย
“ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้จะเคยมีคนมานอนอยู่บริเวณนี้นะดูจากต้นข้าวโพดที่ล้มไป 2-3 ต้นนั่นสิ”
ฟู่ต้าจวงบอกถึงสิ่งทีเขาสังเกตให้กับฟู่เยี่ยนฟังซึ่งเมื่อฟู่เยี่ยนได้ยินก็ชูนิ้วโป้งให้กับอารองของเธอทันทีอารองของเธอเหมาะที่จะอยู่หน่วยสอดแนมมากจริง ๆเพราะเขาดูจะมีทักษะในด้านนี้อยู่บ้าง
“อาสะใภ้สามอาจจะเป็นลมและล้มลงที่นี่ก็ได้นะคะและตอนนี้น่าจะมีคนช่วยเหลือเธอเอาไว้ถ้าอย่างนั้นเรารีบไปที่หมู่บ้านเสี่ยวโจวกันดีกว่า”
ในตอนนี้ฟู่เยี่ยนยังได้กลิ่นอายของคาถาแห่งมนต์สะกดจาง ๆ ในทุ่งนาแห่งนี้อีกด้วยเธอจึงมองไปยังรอยเท้าที่ดูเหมือนจะเป็นของคน 2 หรือไม่ก็ 3 คนบนพื้นและทันใดนั้นเอง เธอก็พอรู้แล้วว่าควรจะไปตามหาหลี่โม่ลี่ที่ไหน
เมื่อคิดได้เช่นนั้นเธอและอารองจึงได้เริ่มออกเดินทางอีกครั้ง
อีกด้านหนึ่งสองพี่น้องฟู่ต้าหย่งและฟู่ต้าอันก็ได้ไปที่โรงงานเพื่อถามว่าพนักงานผู้หญิงคนที่มีปัญหากับหลี่โม่ลี่มาทำงานหรือเปล่า
ซึ่งหัวหน้าพนักงานก็ได้ดูตารางกะงานให้และพบว่าวันนี้ผู้หญิงคนนั้นเข้าทำงานกะเช้า และจะเลิกงานในช่วงบ่ายเมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าหย่งก็ได้กล่าวขอบคุณหัวหน้าพนักงานไปจากนั้นเขาและฟู่ต้าอันก็ได้ออกมานั่งรออยู่ที่หน้าประตูโรงงาน
พนักงานหญิงคนนั้นเธอมีชื่อว่าอู๋เยี่ยนครอบครัวของเธออาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ซึ่งเธอได้ทำงานอยู่ทีมเดียวกับหลี่โม่ลี่มานานมากแล้วเดิมทีความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองนั้นค่อนข้างดีเลยทีเดียวแต่ก็ไม่ได้สนิทกันมากนัก ต่อมาหลี่โม่ลี่ทำงานได้โดดเด่นกว่าคนอื่นจึงทำให้ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าทีม
นอกจากนี้หัวหน้าพนักงานยังต้องการแนะนำหลานชายของเขาให้เธอได้รู้จักอีกด้วยแต่ทว่าหลี่โม่ลี่ได้คบหากับฟู่ต้าอันอยู่แล้ว เธอจึงได้ปฏิเสธเขาไป
แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็คืออู๋เยี่ยนกับหลานชายของหัวหน้าพนักงานนั้นเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันตอนมัธยมปลายและเธอก็แอบชอบเขามาโดยตลอดจึงทำให้อู๋เยี่ยนรู้สึกไม่พอใจกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
“เยี่ยนจื่อฉันว่าจะไปร้านค้าสหกรณ์สักหน่อย ฉันเห็นน้องสาวของฉันซื้อครีมยี่ห้อเหย่วยี่มาใช้มันมีกลิ่นหอมมาก ๆ เลยล่ะ ฉันก็เลยอยากจะไปซื้อมาใช้สักหน่อย ! ” เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งได้ชวนอู๋เยี่ยนไปซื้อของที่ร้านค้าสหกรณ์ด้วยกัน
โดยปกติแล้วอู๋เยี่ยนมักจะปฏิเสธ เพราะครีมยี่ห้อเหย่วยี่นั้นหนึ่งขวดมีราคาถึง 1.5 หยวนแต่วันนี้เธอกำลังมีความสุข จึงได้ตอบตกลงที่จะไปด้วย
พนักงานหญิงคนนั้นยังสาวและยังอยู่ในวัยที่รักสวยรักงามทั้งสองจึงพูดคุยกันพร้อมกับเดินไปยังร้านค้าสหกรณ์ของหมู่บ้านโดยที่อู๋เยี่ยนนั้นไม่ได้สังเกตเลยว่ามีคนกำลังสะกดรอยตามเธออยู่
ฟู่ต้าหย่งและฟู่ต้าอันแอบสะกดรอยตามอู๋เยี่ยนที่กำลังไปยังร้านค้าสหกรณ์เพื่อซื้อครีมก่อนจะแอบตามเธอกลับไปที่บ้าน เมื่อเห็นอู๋เยี่ยนเดินหายเข้าไปในตรอกฟู่ต้าหย่งก็ได้หยุดฟู่ต้าอันที่กำลังจะเดินตามเข้าไปเอาไว้
“ต้าอันตามแค่นี้ก็พอแล้วล่ะ ตราบใดที่เธอไม่ออกไปข้างนอกเสี่ยวฮั่วจะต้องตามหาเธอเจออย่างแน่นอน” สองพี่น้องจำสถานที่นี้ได้เป็นอย่างดีและในตรอกนี้มีครอบครัวเพียงสามครอบครัวที่อาศัยอยู่เท่านั้นจึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะตามหา
ทันทีที่พูดจบฟู่ต้าหย่งจึงได้หยิบนกกระดาษตัวน้อยออกมา และเมื่อเขาปล่อยมือนกตัวนั้นก็ได้บินออกไปอย่างรวดเร็ว
“โอ้ทักษะของเสี่ยวฮั่วเยี่ยมไปเลย ดูนั่นสิ สิ่งนั่นมันช่างน่าอัศจรรย์มากจริง ๆ ” ฟู่ต้าอันพูดขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ
“หยุดพูดไร้สาระได้แล้วรีบขึ้นรถเร็วเข้าสิ เดี๋ยวก็ตามนกตัวนั้นไม่ทันหรอก ! ” ฟู่ต้าหย่งมองไปยังน้องชายของเขาที่กำลังชื่นชมความสามารถของหลานสาวราวกับคนโง่คนหนึ่งอยู่!
อีกด้านหนึ่งฟู่เยี่ยนและฟู่ต้าจวงก็ได้มาถึงยังหมู่บ้านเสี่ยวโจวแล้ว ด้วยความบังเอิญทันทีที่ทั้งสองเดินเข้ามาในหมู่บ้านเก่อหงอิงลูกพี่ลูกน้องของเก่อหงจวินก็เห็นเขาเข้าพอดีทั้งสามคนจึงได้กล่าวทักทายกัน
เขาจำฟู่ต้าจวงที่สวมชุดทหารได้และรู้ว่านี่คือพี่ชายที่เป็นทหารของน้องสะใภ้นั่นเองแต่ตอนนี้สถานการณ์ทางครอบครัวลูกพี่ลูกน้องของเขานั้นไม่ค่อยดีเท่าไหร่นักดังนั้นเขาจึงไม่คิดที่จะพูดถึงเรื่องนี้
ฟู่ต้าจวงเองก็จำเขาได้เช่นกันถึงจะเป็นภาพจำที่เลือนลาง แต่เขาก็รู้ว่าชายคนนี้เป็นพี่ชายน้องเขยของเขาซึ่งตอนที่เขากลับถึงบ้านก่อนหน้านี้เขาไม่ได้สังเกตเห็นว่าฟู่ต้านีก็อยู่ที่บ้านของพี่ใหญ่ด้วยและยังไม่มีใครบอกเขาเลยว่าฟู่ต้านีได้หย่ากับเก่อหงจวินแล้วอีกด้วย
“พี่ชายฉันขอถามอะไรหน่อยจะได้หรือเปล่า” ฟู่ต้าจวงเอ่ยถามออกไปตามตรง
เก่อหงอิงที่ได้ยินจึงชะงักไปเล็กน้อย
“เมื่อเช้านี้มีใครในหมู่บ้านของพี่ได้ช่วยเหลือผู้หญิงคนหนึ่งเอาไว้บ้างหรือเปล่า? เธอน่าจะหมดสติที่ทุ่งนาใกล้ ๆ หมู่บ้าน”
เก่อหงอิงที่ได้ยินเช่นนั้นก็ตกตะลึงไปทันทีพวกเขารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร ?