เมื่อยามเช้ามาถึง กลุ่มนักสู้หญิงงามได้กลับเข้ามาภายในมิติแดนอสูรเพื่อเตรียมวัตถุดิบสำหรับเปิดร้านอาหาร โดยในตอนนี้ได้มีชาวเมืองมารออยู่ที่หน้าร้านอาหารหญิงงามเป็นจำนวนมากตั่งแต่เช้าตรู่ เนื่องจากชื่อเสียงในด้านความงดงามที่เลื่องลือของเหล่าหญิงสาวภายในร้านอาหารแห่งนี้! ทางด้านหวังเหว่ยและฉิงเหม่ย พวกเขาได้ออกเดินทางไปยังสถานที่แห่งหนึ่งตั้งแต่เช้าตรู่ โดยมีวิหคน้อยในร่างวิหคสีทองเป็นคนพาพวกเขาไปดั่งเช่นทุกครั้ง “นายท่าน พวกเราจะไปที่ไหนกันเจ้าค่ะ ?” ฉิงเหม่ยกล่าวถามด้วยความสงสัย “อืม เมื่อไปถึงที่นั่นเจ้าก็จะรู้เอง” หวังเหว่ยกล่าวขณะหันมายิ้มให้กับฉิงเหม่ย ฉิงเหม่ย........ เวลาผ่านไปสามวัน วิหคน้อยได้พาหวังเหว่ยและฉิงเหม่ยมาถึงยังดินแดนรกร้างแห่งหนึ่งที่อยู่กลางหุบเขา ดินแดนรกร้างกลางหุบเขาแห่งนี้ตั้งอยู่ในใจกลางอาณาเขตของทั้งสามอาณาจักร ซึ่งสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ ที่ลึกลับมากที่สุดภายในพิภพ เนื่องจากเส้นทางในการเข้ามาที่นี่มีความยุ่งยากและสลับซับซ้อน อีกทั้งยังมีหมอกมายาอันน่าพิศวงกระจายอยู่โดยรอบบริเวณดินแดนรกร้างแห่งนี้ ทำให้ในหลายแสนปีที่ผ่านมาไม่เคยมีผู้ใดย่างกรายเข้ามาภายในดินแดนรกร้างแห่งนี้ได้สำเร็จแม้แต่คนเดียว! “นายท่านดินแดนกลางหุบเขาที่นายท่านกำลังตามหาอยู่คือที่นี่ใช่หรือไม่” วิหคน้อยกล่าวเสียงใสขณะมองลงไปยังพื้นดินที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้า “อืม ใช่แล้ว” หลังจากกล่าวจบหวังเหว่ยได้เขียนอักษรบางอย่างขึ้น จากนั้นเขาได้กล่าวขึ้นพร้อมกับแตะไปที่ตัวอักษร "จงเปิด" วิ้ง วิ้ง ตัวอักษรสีฟ้าอ่อนสดใสได้ล่องลอยเข้าไปภายในม่านหมอก และได้ทำให้ม่านหมอกกระจายตัวออกไปเพื่อเปิดทางให้กับวิหคน้อย วาบบบบบ “วิหคน้อยพวกเราลงไปข้างล่างกัน” “รับทราบนายท่าน” วิหคน้อยได้ร่อนลงพื้นด้วยความนิ่มนวลหลังจากกล่าวจบ เวลาผ่านไปครู่หนึ่งม่านหมอกที่กระจายตัวออกไปได้ล่องลอยกลับมาปกคลุมดินแดนแห่งนี้เอาไว้เช่นเดิมอย่างน่าอัศจรรย์ หวังเหว่ยและฉิงเหม่ยได้ลงจากหลังของวิหคน้อย จากนั้นวิหคน้อยได้แปรเปลี่ยนรูปลักษณ์กลายเป็นดวงแสงสีทอง และได้ล่องลอยเข้าไปตรงบริเวณหน้าท้องของฉิงเหม่ยอย่างช้าๆ ฉิงเหม่ยได้ลูบหน้าท้องของนางอย่างอ่อนโยนพร้อมกับหันมากล่าวถามหวังเหว่ย “สถานที่แห่งนี้ดูโบราณมากเลยเจ้าค่ะนายท่าน” “อืม... เพียงแค่ไม่กี่แสนปีสถานที่แห่งนี้ดูเปลี่ยนไปมากเลย เหล่าสหายของข้าคงจะจากไปกันหมดแล้วสินะ... ” หวังเหว่ยกล่าวขณะหวนรำลึกถึงช่วงเวลาในอดีตอันรุ่งเรืองของดินแดนแห่งนี้ “ไม่กี่แสนปี! นายท่านหมายความเช่นไรเจ้าค่ะ ?” ฉิงเหม่ยกล่าวถามด้วยความสงสัย หวังเหว่ยที่ได้ยินดังนั้นเขาจึงได้หันไปมองฉิงเหม่ยด้วยแววตาที่ลึกซึ้ง “ฉิงเหม่ย เจ้าชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิดใหม่หรือไม่? และถ้าข้าบอกเจ้าว่า... ข้าเป็นคนที่กลับชาติมาเกิดใหม่ โดยที่มีความทรงจำในอดีตชาติอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์เจ้าจะเชื่อข้าหรือไม่ ?” “เกิดใหม่... ความทรงจำครบถ้วนสมบูรณ์ !” ฉิงเหม่ยกล่าวอย่างสับสน “ใช่แล้ว ข้าคือชายผู้ที่เคยเกือบไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดในระดับเลเวล100 เป็นคนแรกในพิภพแห่งนี้ แต่ในท้ายที่สุดข้าก็ทำไม่สำเร็จ บางทีระดับเลเวล100 อาจจะเป็นเพียงแค่ตำนานเท่านั้น เพราะจักรพรรดิเสวี่ยซงได้บอกกับข้าว่าตั้งแต่พิภพแห่งนี้ถือกำเนิดขึ้นมายังไม่เคยมีบันทึกเรื่องราวของผู้ที่ก้าวไปถึงระดับเลเวล100ถูกบันทึกเก็บไว้ !” “เช่นนั้น หรือว่า! นายท่านคือบรรพบุรุษหวังเหว่ยผู้ยิ่งใหญ่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ !” หวังเหว่ยพยักหน้าตอบรับคำกล่าวของฉิงเหม่ยด้วยรอยยิ้ม “ฮ่าๆ ใช่แล้ว ข้าคือหวังเหว่ยผู้นั้น เรื่องนี้เจ้าอย่าได้ไปบอกใครล่ะ” “มีใครที่รู้เรื่องนี้อีกหรือไม่เจ้าค่ะ !?” “อืม มีเพียงสามพยัคฆ์เท่านั้นที่รู้ เพราะพวกเขามาเริ่มต้นใหม่ในยุคสมัยนี้พร้อมกับข้า ข้าถึงได้ไว้ใจพวกเขามากที่สุดยังไงล่ะ” “เป็นเช่นนี้นี่เอง... ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ว่าแต่... นายท่านมาที่ดินแดนรกร้างแห่งนี้ทำไมหรือเจ้าค่ะ ?” “อืม ข้ามาที่นี่เพราะ... ” ในขณะนั้นเองได้มีพลังปราณอสูรสายหนึ่งปะทุขึ้นอย่างรุนแรงบริเวณใกล้กับทางด้านหนึ่งของหุบเขา “หืม? พลังปราณอสูรที่ให้ความรู้สึกอันคุ้นเคยเช่นนี้... ต้องใช่แน่ๆ นี่คือพลังปราณอสูรของเกลนดอน ฉิงเหม่ยเจ้าตามข้ามา” หลังจากกล่าวจบหวังเหว่ยได้ใช้ทักษะวิชาตัวเบามุ่งหน้าไปในทิศทางที่พลังปราณอสูรปะทุขึ้นในทันที “เจ้าค่ะนายท่าน” หลังจากกล่าวจบฉิงเหม่ยได้ใช้ทักษะวิชาตัวเบาติดตามหวังเหว่ยไปอย่างรวดเร็ว เวลาผ่านไปสามสิบนาที หวังเหว่ยและฉิงเหม่ยได้มาหยุดอยู่ที่หน้าก้อนแร่โลหะสีดำขนาดใหญ่ “เกลนดอนเจ้ามีอายุขัยที่ไม่จำกัดเพราะเจ้าสามารถลอกคราบโลหะบนร่างกายเจ้าเพื่อย้อนวัยได้ตลอดเวลาเหตุใดเจ้าจึงสิ้นชีพได้ !” หวังเหว่ยกล่าวเสียงดังไปทางก้อนแร่โลหะสีดำขนาดใหญ่ “นายท่านในที่สุดท่านก็มาพบข้า”ภาพร่างของสัตว์อสูรมังกรโลหะขนาดใหญ่ได้ปรากฏขึ้นพร้อมกับเสียงที่ดังขึ้น “เกลนดอนเกิดอะไรขึ้น ข้ายังคิดว่าเจ้าได้ย้ายไปอาศัยอยู่ที่อื่นเสียอีก !” ภาพร่างของสัตว์อสูรมังกรโลหะขนาดใหญ่ได้จ้องมองหวังเหว่ยและฉิงเหม่ยอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเขาได้กล่าวออกมาว่า “เมื่อหลายหมื่นปีก่อนเหล่าสัตว์อสูรปีศาจได้ประกาศสงครามกับอาณาจักรมนุษย์ขอรับ ในตอนนั้นเหล่านักอัญเชิญอสูรระดับสูงมากมายได้ถูกสังหารจนแทบจะสูญสิ้นอาณาจักรมนุษย์ ข้าและเหล่าลูกหลานของสัตว์อสูรที่เคยได้ทำสัญญากับนายท่านจึงได้ตัดสินใจเข้าต่อสู้กับเหล่าสัตว์อสูรปีศาจจำนวนนับแสนตนอย่างสุดกำลัง จนทำให้เหล่าสัตว์อสูรปีศาจระดับสูงจำนวนมากมายรวมไปถึงสัตว์อสูรเทพปีศาจอีกสองตนถูกพวกข้าสังหาร แต่เนื่องจากเหล่าสัตว์อสูรปีศาจมีจำนวนที่มากเกินไป อีกทั้งพวกข้ายังได้รับบาดเจ็บสาหัสจนไม่สามารถฟื้นฟูได้ พวกข้าจึงได้ตัดสินใจสละชีพของตน เพื่อปิดผนึกเมืองโบราณทั้งสิบเมืองเอาไว้ แต่ในขณะที่ข้ากำลังจะสละชีพ พวกนั้นได้บอกให้ข้ากลับมาอยู่ที่นี่ เพื่อรอพบนายท่านที่กำลังจะกลับมาเกิดใหม่ในยุคสมัยใดสมัยหนึ่ง หลังจากข้ากลับมาถึงดินแดนแห่งนี้ ข้าก็ไม่สามารถทนพิษบาดแผลได้อีกต่อไป ข้าจึงได้ตัดสินใจสละกายเนื้อผนึกจิตวิญญาณเอาไว้ เพื่อรอคอยวันที่นายท่านกลับมาที่นี่ขอรับ” “อืม... เป็นเพราะเหตุผลนี้เองเผ่าพันธุ์มนุษย์จึงได้ตกต่ำลง... ต้องขอบคุณความเสียสละของพวกเจ้าและนักอัญเชิญอสูรเหล่านั้น ที่ได้ช่วยให้พิภพแห่งนี้ปลอดภัยมาจนถึงทุกวันนี้ !” “นายท่านเจ้าค่ะ เช่นนั้นแสดงว่าเมืองโบราณมีอยู่ทั้งหมดสิบเมืองใช่หรือไม่เจ้าค่ะ ?” ฉิงเหม่ยกล่าวถาม “ใช่แล้วขอรับนายหญิง เมืองโบราณมีอยู่ทั้งหมดสิบเมืองขอรับ อีกทั้งยังมีเทพปีศาจฮีร่าอีกตนหนึ่งที่พวกข้ายังสังหารไม่สำเร็จขอรับ” เกลนดอนกล่าว ฉิงเหม่ยไม่ได้โต้แย้งคำเรียกขานว่านายหญิงของเกลนดอนแต่อย่างใด เนื่องจากนางเริ่มที่จะคุ้นชินกับคำเรียกขานเช่นนี้แล้ว หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งนางจึงได้กล่าวออกมาว่า “เกลนดอน เจ้าอยากถือกำเนิดใหม่อีกครั้งหรือไม่ ?” ภาพร่างของสัตว์อสูรมังกรโลหะขนาดใหญ่ได้มีสีหน้าตกตะลึงหลังจากได้ยินคำกล่าวของฉิงเหม่ย หวังเหว่ยที่เห็นดังนั้นเขาจึงได้กล่าวออกมาว่า “เจ้ายังจำ อินิส เฮฟิน เฟลิค กาเวนและออร์เรลล์ได้หรือไม่? พวกเขาเองก็ถือกำเนิดใหม่แล้วเช่นกัน” “จริงหรือขอรับนายท่าน !” เกลนดอนกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “จริงแท้แน่นอน เพียงแต่เจ้าจะเติบโตได้ช้ากว้าปกติหลายสิบเท่า แต่เจ้ายังสามารถพัฒนาระดับพลังและระดับเลเวลได้ตามปกติ” หวังเหว่ยกล่าว “เติบโตได้ช้ากว่าปกติหลายสิบเท่า... เรื่องนี้ข้าไม่มีปัญหาขอรับนายท่าน เป็นเด็กนานหน่อยก็ยังดีกว่าไปไหนมาไหนไม่ได้เช่นนี้ขอรับ ข้าขอรบกวนนายท่านช่วยให้ข้าได้ถือกำเนิดใหม่อีกครั้งด้วยขอรับ” เกลนดอนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ฮ่าๆ ข้าไม่สามารถช่วยฟื้นคืนชีวิตให้กับเจ้าได้หรอก มีเพียงนางเท่านั้นที่สามารถช่วยเจ้าได้” หวังเหว่ยได้หันไปมองฉิงเหม่ยหลังจากกล่าวจบ ฉิงเหม่ยได้ยิ้มให้กับเกลนดอนที่หันมามองนาง จากนั้นนางได้เรียกวิหคน้อยออกมาจากมิติพิเศษ เกลนดอนได้มีสีหน้าตกตะลึงในทันทีที่เขาได้เห็นวิหคน้อย “เจ้าพร้อมแล้วใช่หรือไม่เกลนดอน ?” วิหคน้อยกล่าวถามด้วยน้ำเสียงหวานใส “ขะ ข้าพร้อมแล้ว” “เช่นนั้นข้าจะเริ่มเลยนะ” หลังจากกล่าวจบวิหคน้อยได้เริ่มเขียนอักษรมากมายขึ้นอย่างรวดเร็วโดยตัวอักษรเหล่านั้นได้หลอมรวมกันกลายเป็นตัวอักษรสีเขียวสดใสหนึ่งตัวอักษร เวลาผ่านไปสามสิบวินาที วิหคน้อยได้เขียนอักษรจนเสร็จเรียบร้อย จากนั้นนางได้กล่าวออกมาด้วยเสียงอันดังว่า “ด้วยอำนาจแห่งวิหคเทพ ข้าขอฟื้นคืนชีวิตให้กับจิตวิญญาณดวงนี้ !” วูม ภาพร่างของสัตว์อสูรมังกรโลหะขนาดใหญ่ได้แปรเปลี่ยนรูปลักษณ์กลายเป็นดวงแสงสีเงินและได้พุ่งเข้าไปตรงบริเวณหน้าท้องของฉิงเหม่ยอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความตกตะลึงของหวังเหว่ยและฉิงเหม่ย “เหตุใดครั้งนี้ทักษะลับของเจ้าถึงได้ร่ายใช้ได้รวดเร็วนักวิหคน้อย” ฉิงเหม่ยกล่าวถามด้วยความสงสัย “อื้ม เป็นเพราะข้าไม่ต้องอัญเชิญพวกเขาหรือสร้างมิติพิเศษอีกแล้ว ข้าถึงได้ร่ายใช้ทักษะได้อย่างรวดเร็วยังไงล่ะ” วิหคน้อยกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงร่าเริง “ฮ่าๆ ทักษะของเจ้าช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ เอาล่ะ พวกเจ้ารอข้าสักครู่ข้าขอเก็บก้อนแร่โลหะที่เกิดจากร่างกายของเกลนดอนเข้าไปไว้ภายในมิติแดนอสูรก่อน” หลังจากกล่าวจบหวังเหว่ยได้ใช้ "อุปกรณ์ยกสิ่งของขนาดใหญ่" ที่ได้ทำการปรับแต่งแก้ไขเสริมฟังก์ชั่นให้สามารถลดแรงโน้มถ่วงบริเวณโดยรอบลงนับพันเท่า! จากนั้นเขาได้ยกก้อนแร่โลหะขนาดใหญ่ที่เกิดจากร่างกายของเกลนดอนเข้าไปภายในมิติแดนอสูร และได้นำก้อนแร่โลหะไปวางไว้ในพื้นที่ว่างใกล้กับก้อนแร่ของตระกูลเพ่ยและตระกูลไป๋ท่ามกลางความตกตะลึงของเหล่าสัตว์อสูรที่อยู่ในบริเวณโดยรอบ “ฮ่าๆ พวกเจ้าไม่ต้องแปลกใจไปข้าเพียงแค่หาแร่มาเพิ่มเท่านั้นเอง” หลังจากกล่าวจบหวังเหว่ยได้ออกมาจากมิติแดนอสูรในทันที วูบ ในทันทีที่เห็นหวังเหว่ยออกมาจากมิติแดนอสูร ฉิงเหม่ยได้กล่าวขึ้นว่า “นายท่านยังไม่ได้บอกข้าเลยว่าพวกเรามาทำอะไรที่ดินแดนรกร้างแห่งนี้เจ้าค่ะ ?” หวังเหว่ยได้ยิ้มออกมาหลังจากได้ยินคำถามของฉิงเหม่ย “วิหคน้อยกลับเข้าไปพักภายในมิติพิเศษแล้วหรือ ?” “เจ้าค่ะนายท่าน วิหคน้อยบอกว่าจะเข้าไปช่วยเกลนดอนให้ฟื้นคืนชีวิตได้เร็วขึ้นเจ้าค่ะ” หวังเหว่ยได้พยักหน้าเล็กน้อยหลังจากได้ยินคำกล่าวของฉิงเหม่ย “เอาล่ะ พวกเราใกล้จะถึงสถานที่แห่งนั้นกันแล้ว เจ้าตามข้ามาสิ” หลังจากกล่าวจบหวังเหว่ยได้ใช้ทักษะวิชาตัวเบามุ่งหน้าไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง โดยมีฉิงเหม่ยติดตามมาด้วย เวลาผ่านไปสิบนาที หวังเหว่ยได้มาหยุดอยู่หน้าแท่งโลหะสีดำขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางดินแดนอันรกร้างแห่งนี้! ฉิงเหม่ยที่เห็นดังนั้นนางจึงได้กล่าวออกมาว่า “นายท่าน แท่งโลหะสีดำอันนี้คือสิ่งใดหรือเจ้าค่ะ ?” หวังเหว่ยได้หันมายิ้มให้กับนาง “เจ้ารู้จักเสาส่งสัญญาณหรือไม่ ?” ฉิงเหม่ยมีสีหน้างุนงงเล็กน้อยหลังจากได้ยินคำถามของหวังเหว่ย “ข้ารู้จักเจ้าค่ะกระจกสื่อสารระยะไกลจำเป็นต้องใช้เสาส่งสัญญาณเพื่อให้กระจกสามารถใช้สื่อสารกับผู้คนได้ทั่วทั้งสามอาณาจักร หรือว่า! แท่งโลหะสีดำอันนี้คือเสาส่งสัญญาณของกระจกสื่อสารระยะไกลที่ไม่มีใครเคยพบเห็นมาก่อน !” หวังเหว่ยพยักหน้าตอบรับคำกล่าวของฉิงเหม่ย “ใช่แล้ว นี่คือเสาส่งสัญญาณของกระจกสื่อสารระยะไกลที่ข้าได้สร้างขึ้นเมื่อหลายแสนปีก่อน ในวันนี้ข้ามาที่นี่เพื่อปรับปรุงแก้ไขเสริมฟังก์ชั่นให้กับเสาส่งสัญญาณอันนี้ เพื่อให้กระจกสื่อสารระยะไกลสามารถใช้เคลื่อนย้ายสิ่งของผ่านห้วงมิติขนาดเล็กได้ !” “สุดยอดไปเลยเจ้าค่ะนายท่าน! เช่นนั้นข้าจะไปเดินเล่นในระหว่างรอนายท่านปรับปรุงแก้ไขเสาส่งสัญญาณนะเจ้าค่ะ” ฉิงเหม่ยกล่าวชื่นชมหวังเหว่ยด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหลงใหล “อื้ม ตรงนั้นเป็นถ้ำที่ข้าเคยใช้ฝึกตนเมื่อหลายแสนปีก่อน เจ้าลองไปเดินเล่นในถ้ำแห่งนั้นดูก็แล้วกัน” “ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” หลังจากกล่าวจบฉิงเหม่ยได้เดินไปทางถ้ำที่หวังเหว่ยได้บอกในทันที ทางด้านหวังเหว่ย เขาได้ตั้งหน้าตั้งตาปรับแต่งแก้ไขเสริมฟังก์ชั่นให้กับเสาส่งสัญญาณด้วยความกระตือรือร้น เวลาผ่านไปสิบชั่วโมง “ฮ่าๆ ในที่สุดข้าก็สร้างห้วงมิติขนาดเล็กที่ใช้สำหรับเคลื่อนย้ายวัตถุสิ่งของไปยังสถานที่ต่างได้สำเร็จ! หลังจากนี้ก็เหลือเพียงแค่เริ่มหลอมสร้าง "อุปกรณ์กระจกสื่อสารเคลื่อนย้าย" รุ่นใหม่ออกมาเท่านั้น” หวังเหว่ยกล่าวออกมาด้วยความเบิกบานใจ “ยินดีด้วยเจ้าค่ะนายท่าน แต่ในตอนนี้ใกล้จะสองทุ่มแล้วนะเจ้าค่ะ! พวกเรากลับไปยังมิติแดนอสูรกันดีกว่าเจ้าค่ะ” “อืม... นั่นสินะ ว่าแต่ภายในถ้ำที่ข้าเคยใช้ฝึกตนมีอะไรน่าสนใจบ้างหรือไม่ ?” ฉิงเหม่ยได้ส่ายหน้าของนางเล็กน้อยหลังจากได้ยินคำกล่าวของหวังเหว่ย “ภายในถ้ำแห่งนั้นนอกจากความกว้างขวางและสิ่งของเครื่องใช้ที่ผุพังไปตามกาลเวลาก็ไม่มีอะไรอยู่เลยเจ้าค่ะ” “ฮ่าๆ ไม่แปลกหรอกที่เป็นเช่นนั้น เพราะก่อนที่ข้าจะมาเก็บตัวฝึกฝนครั้งล่าสุด ข้าได้นำสิ่งของต่างๆที่ข้าได้สร้างขึ้นไปมอบให้กับอาณาจักรมนุษย์จนหมดแล้ว พวกเราจึงได้มีอุปกรณ์หลายอย่างเช่นกระจกสื่อสารระยะไกลไว้ใช้กันในปัจจุบันยังไงล่ะ” “เป็นเช่นนี้นี่เอง มิน่าเผ่าพันธุ์มนุษย์ถึงได้ให้เคารพนับถือนายท่านกันนัก เป็นเพราะนายท่านได้ช่วยเหลือพวกเขาเอาไว้อย่างมากมายนี่เอง” “ฮ่าๆ บางทีคงเป็นเช่นนั้น เอาล่ะ นี่ก็ดึกมากแล้ว พวกเรากลับเข้าไปภายในมิติแดนอสูรกันดีกว่า” “เจ้าค่ะนายท่าน” หลังจากพูดคุยกันเสร็จเรียบร้อยหวังเหว่ยได้กลับเข้าไปภายในมิติแดนอสูรพร้อมกับฉิงเหม่ยในทันที วูบ
มิติแดนอสูร
“พรุ่งนี้นายท่านจะไปที่ใดอีกหรือไม่เจ้าค่ะ ?” ฉิงเหม่ยกล่าวถาม “อืม... ไม่มีแล้วล่ะ หลังจากนี้ก็เหลือแค่รอเวลาเริ่มแผนการเท่านั้น” หวังเหว่ยกล่าว ฉิงเหม่ยได้ยิ้มออกมาหลังจากได้ยินคำกล่าวของหวังเหว่ย “เช่นนั้น หากนายท่านต้องการไปที่ใดอีก อย่าลืมมาชวนข้าด้วยนะเจ้าค่ะ” หวังเหว่ยพยักหน้าตอบรับคำกล่าวของฉิงเหม่ย “ข้าเข้าใจแล้ว หากข้าจะไปที่ใดข้าจะพาเจ้าไปด้วย เอาล่ะ นี่ก็ดึกมากแล้วเจ้าก็รีบกับไปนอนพักผ่อนได้แล้ว ข้าเองก็จะกลับไปนอนพักผ่อนเช่นกัน” “รับทราบเจ้าค่ะนายท่าน” หลังจากกล่าวจบฉิงเหม่ยได้กลับไปพักผ่อนภายในที่พักของนาง ส่วนหวังเหว่ย เขาได้กลับไปนอนหลับพักผ่อนอย่างสบายอกสบายใจอยู่ภายในปราสาทของเขาเช่นกัน เนื่องจากเขาสามารถสร้าง "กระจกสื่อสารเคลื่อนย้าย" ได้สำเร็จแล้ว