โหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล

    บทที่ 41: ทักษะใหม่

    บทที่ 41: ทักษะใหม่

     

     

     

    มุมปากของผมยกยิ้มขึ้นอย่างผู้ชนะในที่สุดความพยายามก็สัมฤทธิผลผมกวาดสายตามองหน้าต่างสถานะเบื้องหน้าด้วยความปลาบปลื้มทักษะใหม่ที่ปรากฏขึ้นมานั้นคือ การจัดสรรพลังงานจลน์

     

    มันช่างงดงามจนผมแทบจะคลั่งไคล้ เผลอๆผมอาจจะรักมันมากกว่าที่เจ้าบิสกิตรักอาหารของมันเสียด้วยซ้ำ

     

    ความสำเร็จนี้ไม่ได้มาด้วยโชคช่วยผมทุ่มเทเวลาไปกับการทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่านั่งเฝ้าสังเกตท่วงท่าการฝึกของเควินและคนอื่นๆ อย่างไม่ลดละจนกระทั่งคำใบ้เล็กน้อยจากระบบกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่ทำให้ผมคว้ามันมาครองได้สำเร็จ

     

    แม้ทักษะนี้จะมีกลิ่นอายคล้ายกับ การสะท้อนของเควิน หรือพลังของเทส และคิมอยู่บ้างแต่มันกลับมีเอกลักษณ์ที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

     

    หัวใจสำคัญของมันคือการ ดูดซับ และแปรรูป ลองจินตนาการว่าหากมีใครสักคนเหวี่ยงหมัดเข้าใส่หน้าหล่อๆ ของผม

     

    ผมเพียงแค่เปิดใช้งานทักษะเพื่อซึมซับแรงกระแทกนั้นไว้ลดทอนความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับร่างกายแล้วเปลี่ยนพลังงานที่กักเก็บได้ให้กลายเป็นแรงส่งเพื่อเสริมพลังโจมตีของตัวเองกลับไปมันคล้ายกับวิธีที่เทสใช้พลังจิตเร่งความเร็วหอกนั่นเอง

     

    นี่แหละคือทักษะในอุดมคติที่ผมโหยหาทักษะสายสวนกลับ ที่ใช้พลังของศัตรูคืนสนองกลับไปหาเจ้าของพร้อมกับปกป้องตัวเองไปในตัว

     

    แม้ตอนนี้มันจะยังอยู่ที่เลเวลหนึ่งแต่ผมก็ไม่ได้กังวลนักเพราะผมรู้ดีว่าอีกไม่นานมันจะกลายเป็นอาวุธที่เฉิดฉายที่สุด

     

    ถึงอย่างนั้นในปัจจุบันผมก็ต้องยอมรับว่าตัวเองยังขาดความเชี่ยวชาญในการจัดสรรพลังงานอยู่มากอย่างเก่งก็ทำได้เพียงลดทอนแรงปะทะลงเล็กน้อยเท่านั้น

     

    ส่วนพลังงานที่อุตส่าห์ดูดซับมาได้มักจะระเหยหายไปในอากาศอย่างไร้ค่าเพราะผมยังควบคุมกระแสพลังไม่อยู่

     

    นอกจากนี้ทักษะนี้ยังมีข้อจำกัดที่ใช้ได้ผลเฉพาะกับการโจมตีทางกายภาพเท่านั้นและดูจะไร้ประสิทธิภาพหากต้องรับมือกับของมีคมที่พุ่งเข้าใส่

     

    ซึ่งผมคาดเดาเอาเองว่าคงเป็นเพราะจุดปะทะนั้นเล็กเกินกว่าจะดูดซับพลังงานได้อย่างมั่นคงแต่ถึงจะมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง แต่ผมก็เตรียมทฤษฎีและวิธีแก้ปัญหาไว้ในหัวแล้วที่เหลือก็แค่ทดลองเพื่อหาคำตอบ

     

    [ชื่อ: เนเทล วิน]

     

    ระดับความยาก: นรก

     

    ชั้นที่: 1

     

    เวลาที่เหลือก่อนถูกบังคับส่งกลับ:4 ปี 350 วัน 01 ชม. 5นาที 32 วินาที

     

    ลักษณะเฉพาะ (1/3):วงจรมานา (ติดตัว)

     

    เลเวล: 12

     

    ความแข็งแกร่ง:11

     

    ความว่องไว:9

     

    ความทนทาน: 16

     

    มานา: 25

     

    [อาชีพหลัก: ยังไม่เปิดใช้งาน]

     

    [อาชีพรอง: ยังไม่เปิดใช้งาน]

     

    ทักษะ: สมาธิ -เลเวล 5

     

    การควบคุมมานา -เลเวล 7

     

    การรับรู้มานา -เลเวล 5

     

    การสั่นพ้อง -เลเวล 3

     

    การจัดสรรพลังงานจลน์ -เลเวล 1

     

    [แต้มทักษะ: 0]

     

    [แต้มสถานะ: 0]

     

    เวลาผ่านไปประมาณสองสัปดาห์แล้วตั้งแต่เราก้าวเข้าสู่ชั้นที่1

     

    แต่ไม่รู้ทำไมผมถึงรู้สึกว่ามันนานกว่านั้นเยอะเลยแต่ก็ช่างเถอะ... อย่างน้อยค่าสถานะที่เพิ่มขึ้นของผมก็น่าดึงดูดใจไม่ใช่น้อย

     

    ท้ายที่สุดผมยังคงยึดมั่นในกลยุทธ์เดิมคือการทุ่มแต้มสถานะไปที่มานาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วจึงค่อยๆเพิ่มความทนทานเพื่อให้ร่างกายรองรับกระแสพลังที่เอ่อล้นไหว

     

    หากจะให้พูดกันตามตรงสาเหตุที่ผมเลือกเดินเส้นทางนี้ก็เพราะความหลงใหลในมานานั้นแหละความลึกลับของมันดึงดูดใจผมได้เสมอ

     

    ยิ่งมีลักษณะเฉพาะเข้ามาเสริมพลังยิ่งทำให้ทุกครั้งที่ผมเรียกใช้งาน ผมจะรู้สึกดีจนยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้เลย

     

    ในระยะยาวผมมั่นใจว่านี่คือทางเลือกที่ฉลาดที่สุดเพราะมานาสามารถพลิกแพลงได้หลากหลายกว่าการทุ่มแต้มไปที่พละกำลังเพียงอย่างเดียว

     

    แม้จะมีจุดอ่อนตรงที่หากมีใครรู้วิธีแทรกแซงมานาเหมือนอย่างที่แฮดวินเคยทำผมอาจจะถูกซัดจนน่วมได้ง่ายๆ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลอีกต่อไปเพราะตอนนี้ผมเริ่มมองเห็นวิธีแก้ทางเข้าให้แล้ว...ละมั้งนะ!

     

    แผนของผมเรียบง่ายมาก เพียงแค่ต้องฝึกฝนการควบคุมมานา ให้ช่ำชองจนถึงขั้นที่ไม่มีใครสามารถเข้ามาแทรกแซงพลังผมได้อีกก็พอแต่แน่นอน ว่านั่นก็คงต้องแลกด้วยการเคี่ยวกรำฝึกซ้อมอีกพักใหญ่เลยล่ะ

     

    แต่แทนที่จะนั่งหดหู่กับตารางฝึกอันหนักหน่วงที่รออยู่ตรงหน้าผมกลับรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูกในเมื่อผ่านไปเพียงสองสัปดาห์ผมยังแข็งแกร่งขึ้นได้ขนาดนี้แล้วถ้าผ่านไปอีกห้าปีล่ะ?

     

    ผมจินตนาการไม่ออกเลยจริง ๆว่าตัวเองจะก้าวไปได้ไกลถึงจุดไหน

     

    "เนเทล"

     

    ขณะที่ผมกำลังครุ่นคิดกับตัวเอง แฮดวินก็เดินมาหยุดข้างๆผม

     

    ในมือของเขาหิ้วคอเจ้าบิสกิตที่ทำท่าทางเหมือนคนถอดใจกับชีวิตไปแล้วมาด้วย

     

    ผมอดคิดไม่ได้ว่าคราวนี้มันไปก่อเรื่องอะไรมาอีก

     

    "ตั้งแต่พวกเราสู้กันครั้งนั้นเจ้านี่ก็เอาแต่มาฉี่ใส่ที่นอนของผม แถมยังคาบเศษเนื้อกับกระดูกมาทิ้งไว้อีก"

     

    เขาจ้องมองผมด้วยแววตาที่ดูหงุดหงิดมากกว่าโกรธเคือง

     

    "ผมกะจะขอให้ซาแมนธาจัดการให้แต่พักหลังมานี้มันไม่ฟังคำสั่งเธอเลยสักนิด เพราะงั้น...ได้โปรดช่วยจัดการเรื่องนี้ทีเถอะ"

     

    เขาวางเจ้าตัวแสบลงบนพื้นก่อนจะเดินจากไปทิ้งให้ผมยืนจ้องหน้ากับเจ้าบิสกิตอยู่ตามลำพัง และแล้วมันก็กะพริบตาให้ผมช้าๆด้วยท่าทางไร้เดียงสาจนน่าหมั่นไส้

     

    ผมยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่พลางนึกสงสัยในใจว่า โลกนี้จะมีสุนัขที่แสนดีขนาดนี้อยู่จริงๆ หรือนี่?

     

    ผมลูบหัวเจ้าบิสกิตเบาๆก่อนจะหันไปมองคิมที่กำลังตั้งสมาธิควบคุมมานาตามคำสอนของผม

     

    เขาพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนเรียกได้ว่าเป็นนักเรียน ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในบรรดากลุ่มที่ผมช่วยชี้แนะ แน่นอนว่ายังห่างชั้นกับผมอยู่มาก

     

    แต่จะเอาคนอื่นมาเปรียบเทียบกับผมก็คงไม่ยุติธรรมนักเพราะทักษะ การควบคุมมานา ของผมนั้นต่างจากคนทั่วไปอยู่มากมันมีความละเอียดอ่อนสูงและต้องอาศัยสัมผัสส่วนตัวมากกว่าการพึ่งพาระบบกึ่งอัตโนมัติเหมือนคนอื่น

     

    แน่นอนว่าผมเคยพยายามสอนเทคนิคแบบฉบับของผมให้เขาแล้วแต่สุดท้ายเขาก็เข้าไม่ถึงและจำต้องวนกลับไปพึ่งพาระบบตามเดิม

     

    บางทีหากเขาได้ลักษณะเฉพาะที่เหมาะสมในอนาคตอาจจะช่วยลดการพึ่งพาทักษะของระบบลงได้บ้าง แต่ด้วยเลเวลแค่ 6 ในตอนนี้มันยังห่างไกลจากจุดนั้นเหลือเกิน

     

    ที่จริงเขาก้าวมาถึงเลเวล 6ได้ก็เพราะมีผมช่วยปั่นเลเวลให้หรอกนะ ตามข้อตกลงนั้นคือผมจะช่วยส่งเสริมเขาแลกกับดาบเล่มงาม

     

    ผมยังจำภาพวันนั้นได้ดีทันทีที่เขาเลเวลอัปเป็น 5 ผมก็เดินตรงเข้าไปดึงดาบออกจากมือเขาโดยไม่ลังเลเอาเข้าจริงถึงขั้นต้องแงะนิ้วเขาออกมาเลยด้วยซ้ำ

     

    เขามองผมด้วยสายตาอึ้งๆ เหมือนไม่อยากสายตาและคงหวังจะได้รับความเห็นใจจากผมบ้างแต่น่าเสียดายที่คนอย่างผมไม่มีพื้นที่ให้ความสงสารในเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว

     

    ช่างเรื่องในอดีตที่ผ่านไปเถอะเพราะตอนนี้มีสิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นมาก คิมเพิ่งได้รับทักษะใหม่ที่เรียกว่าบ่อแรงโน้มถ่วง

     

    ซึ่งมันทำให้เขาสามารถควบคุมให้เกิดพื้นที่แรงโน้มถ่วงจำกัดวงแคบๆได้ผมเลยได้โอกาสอาศัยพลังของเขานี่แหละมาใช้ในการฝึกกวัดแกว่งดาบเพื่อกดดันตัวเอง

     

    ไม่น่าเชื่อเลยว่าการฝึกท่ามกลางแรงโน้มถ่วงมหาศาลเพียงไม่กี่วันบวกกับการขยันอัดเนื้อสัตว์อสูรลงท้องจะช่วยให้ค่าความแข็งแกร่งและความทนทานของผมเพิ่มขึ้นมาได้ถึงอย่างละ 1แต้มเลยทีเดียว

     

    นอกจากจะได้พัฒนาทางกายภาพแล้วเจ้าบ่อแรงโน้มถ่วงนี้ยังทำให้ผมได้กลับมาสัมผัสกับสภาวะโดปามีนพุ่งพล่านหลังเสียเหงื่อหนักๆอีกครั้ง ให้ตายสิ...ความรู้สึกนี้มันทำให้ผมคิดถึงการออกกำลังกายที่โลกเก่าชะมัด!

     

    ในขณะที่ผมกำลังดื่มด่ำกับการออกกำลังกายอย่างบ้าคลั่งเควินก็โผล่หัวมาโวยวายใส่ โดยมีลิลลี่ยืนทำหน้าปวดตับอยู่ข้างหลัง

     

    "พี่!ช่วยใส่เสื้อหน่อยได้ไหม!"

     

    หือ? ก็ถ้าใส่เสื้อจนเหงื่อโชกนอกจากจะซักยากแล้วยังเหนียวตัวจนน่าหงุดหงิดจะตายไปผมเลยเลือกที่จะเมินคำพูดไร้สาระของเจ้าหนูนั่นแล้วกวัดแกว่งดาบต่อไป

     

    เควินถอนหายใจยาวเหยียดพลางทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงปลงตก

     

    "ผมจะไม่พยายามอธิบายเรื่องพื้นฐานความเป็นมนุษย์ให้พี่ฟังอีกแล้ว!"

     

    ก็ดี! งั้นก็เงียบปากไปซะผมจะได้มีสมาธิฝึกต่อเสียที!

     

    ผมกลับมาเหวี่ยงดาบสู้กับแรงโน้มถ่วงมหาศาลอีกครั้งโดยเลือกใช้เพียงพละกำลังดิบล้วนๆ โดยไม่พึ่งพากระแสมานาเลยสักนิด

     

    เนื่องจากทักษะของคิมยังไม่แกร่งพอจะบีบให้ผมต้องงัดพลังเวทออกมาช่วยแต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้มันเป็นการวอร์มอัพที่น่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง!

     

    หลายนาทีต่อมาผมหยุดมือลงเมื่อรู้สึกได้ว่าแรงฉุดรั้งเริ่มอ่อนกำลังลงพอหันไปมองก็เห็นคิมหอบแฮกจนตัวโยน

     

    "มานา... หมดแล้วครับ"

     

    เขาเค้นเสียงบอกพลางปาดเหงื่อผมเพียงแค่พยักหน้าตอบรับเงียบๆก่อนจะปลีกตัวไปชำระล้างร่างกายด้วยน้ำสะอาดที่ตักมาจากลำธารซึ่งถือเป็นสิทธิพิเศษอันหอมหวานของการเป็นผู้นำลำดับต้นๆ

     

    "เฮ้ ลิลลี่ ทำไมหน้าแดงขนาดนั้นล่ะ?"

     

    เสียงเควินพูดจาไร้สาระดังแว่วไล่หลังมาในจังหวะที่ผมเดินห่างออกมาพอดี

     

     

    คล้ายกับเรื่องโหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล ที่คุณอ่าน