ฝืนลิขิตสวรรค์ พลิกตำนานเทพ

    ตอนที่ 31 มิเคยพบเห็นการแบ่งสมบัติที่ตระหนี่เช่นนี้มาก่อน

      ทุกคนต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ต่างฝ่ายต่างพยายามถอยห่างจากตี้จวิ้นและสิบสองบรรพชนอู๋ออกไปอีกเล็กน้อย

     

      หากจะเอ่ยว่าในยามนี้ผู้ใดที่มีสิทธิ์จะแก่งแย่งตำแหน่งเจ้าผู้ครองสวรรค์และพิภพ ก็คงจะมีเพียงสองเผ่านี้เท่านั้น ทุกคนต่างปักใจเชื่อว่า ในอนาคตทั้งสองเผ่าจะต้องขับเคี่ยวกันในหงฮวงจนกว่าจะรู้ผลแพ้ชนะ

     

      ทว่าหลังจากที่มรรคาจารย์หงจวินจากไป ในขณะที่ฝูงชนยังไม่ทันได้สลายตัว เสียงหนึ่งก็ดังแว่วมาจากหงจวินอีกครั้ง

     

      “ยามนี้ข้าใกล้จะผสานมรรคาเข้ากับวิถีสวรรค์แล้ว บรรดาสมบัติวิเศษทั้งหลายย่อมไร้ประโยชน์สำหรับข้า ข้าได้นำพวกมันไปวางไว้ ณ หน้าผาแบ่งสมบัติที่ภูเขาด้านหลัง ผู้ใดมีวาสนาจงไปรับเอาเถิด”

     

      วาจาของหงจวินดังกึกก้องไปทั่วทั้งวังจื่อเซียว

     

      บัดนั้น ความโกลาหลขนานใหญ่ก็พลันบังเกิด ทุกคนต่างอยู่นิ่งไม่ได้อีกต่อไป เดิมทีคิดว่าการมาฟังเต๋าครั้งนี้คงไม่ได้รับสิ่งใดติดไม้ติดมือกลับไปแล้ว นึกไม่ถึงว่าจะมีลาภลอยเช่นนี้

     

      เมื่อยอดสมบัติวางอยู่ตรงหน้า ทุกคนย่อมไม่คิดจะเกรงใจกันอีกต่อไป ต่างเร่งรุดมุ่งหน้าไปยังหน้าผาแบ่งสมบัติอย่างสุดกำลัง

     

      ในกลุ่มนั้น เล่าจื๊อและหยวนสื่อตอบสนองได้รวดเร็วที่สุด ตามมาด้วยจุ่นถีและเจียอิ่น ส่วนคนอื่น ๆ ก็เริ่มไหวตัวและพุ่งทะยานตามไปติด ๆ

     

      หงจวินเร้นกายอยู่กลางนภากาศ จ้องมองลงมาด้วยสายตาประดุจเทพที่มองมดปลวก เมื่อเห็นท่าทางอันมักได้ของฝูงชนแล้วเขาก็เพียงแค่นเสียงในใจ

     

      “หลังจากการแบ่งสมบัติที่หน้าผานี้สิ้นสุดลง เผ่าอู๋และเผ่าปีศาจก็ถึงเวลาต้องลาลับไปจากหงฮวงเสียที”

     

      น้ำเสียงของหงจวินช่างราบเรียบประหนึ่งกำลังเอ่ยถึงเรื่องสัพเพเหระ ความจริงแล้ววาจาที่เขาทิ้งไว้ก่อนหน้านี้ล้วนเป็นความตั้งใจที่ต้องการสื่อถึงเผ่าอู๋และเผ่าปีศาจโดยเฉพาะ

     

      ตำแหน่งเจ้าผู้ครองสวรรค์และพิภพนั้น สามารถทำให้คนแข็งแกร่งทัดเทียมปราชญ์ได้จริง แต่เขาหาได้บอกไม่ว่าตำแหน่งนั้นจะได้มาจากการเข่นฆ่าแย่งชิง

     

      วิถีสวรรค์ได้กำหนดไว้เนิ่นนานแล้วว่า เผ่ามนุษย์ต่างหากคือเจ้าผู้ปกครองแห่งมหาเต๋าในอนาคต ส่วนเผ่าอู๋และเผ่าปีศาจ ต่อให้รบราฆ่าฟันกันแทบตาย ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงผู้ครองความยิ่งใหญ่ชั่วคราว มิอาจได้รับการรับรองจากวิถีสวรรค์อย่างแท้จริง

     

      แผนการนี้ หงจวินเพียงต้องการให้ทั้งสองเผ่าตายตกตามกันไปพร้อมกับมหันตภัยเท่านั้น ทว่าทั้งสองเผ่ากลับติดกับดักเข้าอย่างจังโดยไม่รู้ตัว

     

      ในขณะที่กำลังครุ่นคิด หงจวินดูเหมือนจะนึกบางอย่างออก เขาสะบัดมือเรียกกระบี่วิเศษสี่เล่มออกมา

     

      ขณะจ้องมองกระบี่ทั้งสี่ ดวงตาของหงจวินพลันฉายแววขุ่นเคืองออกมาวูบหนึ่ง

     

      หึ เจ้าเดรัจฉานทงเทียน ในเมื่อเจ้ามิยอมมา เช่นนั้น ‘สี่กระบี่สังหารเซียน’ นี้ ข้าก็จะเอาไปวางไว้ที่หน้าผาแบ่งสมบัติด้วยเสียเลย

     

      ในวันหน้า หากเจ้าปรารถนาจะชิงกระบี่เหล่านี้กลับคืนไป ก็จงใช้ความสามารถของเจ้าหาทางเอาเองเถิด!

     

      การที่หงจวินเสียแผนกับทงเทียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้อารมณ์ของเขาขุ่นมัวยิ่งนัก ทว่าเขาก็ไร้หนทางจะล้างแค้นตรง ๆ จึงคิดจะใช้เรื่องนี้ปั่นหัวอีกฝ่ายให้เสียขวัญ หงจวินสะบัดมือคราหนึ่ง กระบี่ทั้งสี่เล่มก็กลายเป็นลำแสงพุ่งตรงไปยังหน้าผาแบ่งสมบัติ

     

      และเขายังจงใจวางมันไว้ในจุดที่โดดเด่นที่สุด กระบี่ทั้งสี่ตั้งตระหง่านอยู่สี่มุม โอบล้อมหน้าผาแบ่งสมบัติเอาไว้ทั้งหมด ใครก็ตามที่ก้าวไปถึงหน้าผา สิ่งแรกที่จะต้องเผชิญคือกระบี่ทั้งสี่เล่มนี้

     

      เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น หงจวินก็ไม่สนใจเรื่องราวที่วังจื่อเซียวหรือหน้าผาแบ่งสมบัติอีกต่อไป เขาสะบัดแขนเสื้อหลอมรวมเข้ากับวิถีสวรรค์เพื่อผสานมรรคาต่อไป

     

      ทางด้านเล่าจื๊อและหยวนสื่อก็เดินทางมาถึงหน้าผาแบ่งสมบัติในเวลาอันรวดเร็ว ทว่าทันทีที่เท้าแตะพื้น ปราณกระบี่สายหนึ่งก็พุ่งเข้าจู่โจมทันที!

     

      ทั้งสองคนต้องหลบเลี่ยงกันจ้าละหวั่นจนเสียกระบวนไปไม่น้อย

     

      เล่าจื๊อต้านทานปราณกระบี่ไว้ได้ เมื่อเขามองไปยังต้นตอของกระแสพลังนั้น ดวงตาก็พลันเป็นประกาย

     

      “ยอดสมบัติล้ำค่า!”

     

      ย่อมต้องเป็นยอดสมบัติล้ำค่าอยู่แล้ว แม้สี่กระบี่สังหารเซียนในยามนี้จะยังไม่มีผังค่ายกลประกอบ แต่อานุภาพในการสังหารของมันก็นับว่าสะเทือนฟ้าดิน

     

      เล่าจื๊อคิดจะยื่นมือออกไปเก็บกระบี่เหล่านั้น ทว่ายังไม่ทันจะได้ลงมือ สี่กระบี่สังหารเซียนกลับเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีก่อน

     

      ยอดสมบัติล้ำค่าย่อมมีจิตวิญญาณ ในส่วนลึกของโชคชะตา สี่กระบี่สังหารเซียนถูกกำหนดไว้ให้เป็นของทงเทียน ส่วนเล่าจื๊อและหยวนสื่อต่างก็มีวาสนาในส่วนของตนเอง

     

      ทว่าคนทั้งสองกลับมีความโลภไม่รู้จักพอ เมื่อเห็นสมบัติวิเศษก็คิดจะแย่งชิง นั่นจึงเป็นการจุดชนวนความขุ่นเคืองให้แก่สี่กระบี่สังหารเซียนในทันที

     

      ชั่วพริบตา ปราณกระบี่นับพันหมื่นสายก็พุ่งพล่านไปทั่วหน้าผาแบ่งสมบัติ

     

      เจ้าของเดิมของสี่กระบี่สังหารเซียนคือบรรพชนมารหลัวโหว ตัวตนที่เคยทัดเทียมกับหงจวิน แม้ยามนี้จะไร้ผังค่ายกล แต่อานุภาพของมันก็ยังน่าขนลุก ยิ่งเล่าจื๊อและหยวนสื่อในยามนี้มีพลังบำเพ็ญเพียงขอบเขตกึ่งปราชญ์ขั้นต้น เมื่อต้องเผชิญกับปราณกระบี่อันคุ้มคลั่ง ทั้งสองจึงมีสีหน้าตื่นตระหนกและล่วงรู้ถึงลางร้าย

     

      “แย่แล้ว! สมบัติชิ้นนี้... มีเจ้าของที่ถูกกำหนดไว้แล้ว!”

     

      สิ้นคำของเล่าจื๊อ จุ่นถี เจียอิ่น หนวี่วา ฝูซี และตี้จวิ้น ต่างก็เร่งเดินทางมาถึงพอดี เมื่อเห็นสภาพอันน่าเวทนาของสองวิสุทธิ์ท่ามกลางพายุปราณกระบี่ ทุกคนก็ถึงกับสะดุ้งตัวสั่น

     

      พลังบำเพ็ญของเล่าจื๊อและหยวนสื่อนั้นทุกคนต่างประจักษ์ว่าแข็งแกร่งเพียงใด แต่ขนาดทั้งคู่ยังสะบักสะบอมถึงเพียงนี้ คนอื่น ๆ ย่อมต้องขวัญหนีดีฝ่อเป็นธรรมดา

     

      ภายใต้แรงกดดันจากปราณกระบี่ เล่าจื๊อและหยวนสื่อจำต้องล่าถอยออกมาอย่างเสียไม่ได้

     

      ทว่ายามนี้กระบี่ทั้งสี่เล่มเหมือนถูกกระตุ้นจนคลั่ง มันเริ่มเปิดฉากจู่โจมทุกคนที่ก้าวเข้าสู่เขตหน้าผาอย่างไร้ความปรานี

     

      เสียงร้องโหยหวนดังระงมไปทั่วหน้าผาแบ่งสมบัติ

     

      ผู้บำเพ็ญที่ตบะยังไม่แกร่งพอก็ตัดสินใจล้มเลิกการชิงสมบัติและหนีเอาชีวิตรอดไปทันที ส่วนตี้จวิ้นและพวกพ้อง แม้จะยังพอประคองตัวอยู่ได้ ทว่าในใจกลับเต็มไปด้วยความคับแค้น

     

      มรรคาจารย์เล่นตลกอะไรกับพวกเรากันแน่? บอกว่าจะแบ่งสมบัติ แต่กลับตั้งค่ายกลกระบี่ไว้เช่นนี้ ใครมันจะไปทะลวงเข้าไปได้!

     

      ยอดสมบัติวางล่อใจอยู่ตรงหน้า ทว่ากลับทำได้เพียงแค่มองแต่แตะต้องไม่ได้ ความอัดอั้นตันใจเช่นนี้ยากจะพรรณนา

     

      หลังจากต้านทานอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อตี้จวิ้นเห็นว่าไร้ความหวัง จึงสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง

     

      “หึ! สมบัติพรรค์นี้ เผ่าปีศาจของข้าไม่ต้องการแล้ว!”

     

      พูดจบ ตี้จวิ้นและตงหวงก็กลายเป็นลำแสงพุ่งจากหน้าผาแบ่งสมบัติไปทันที

     

      เล่าจื๊อและหยวนสื่อสบตากันอย่างว่างเปล่า หลังจากนิ่งอึ้งอยู่นาน ทั้งคู่ก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างอับจนหนทาง คิดในใจว่าคงต้องรอให้พลังบำเพ็ญสูงกว่านี้ค่อยกลับมาลองใหม่อีกครั้ง

     

      ทางด้านจุ่นถีและเจียอิ่นนั้นดูจะตัดใจได้ยากยิ่งกว่า นิสัยของทั้งสองนั้นตระหนี่ถี่เหนียวเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่สนิมก็ยังไม่อยากให้หลุดร่วง ยิ่งมายืนอยู่ต่อหน้าขุมสมบัติมหาศาลเช่นนี้ มีหรือจะยอมรามือง่าย ๆ

     

      ทว่าหลังจากพยายามฝ่าเข้าไปหลายต่อหลายครั้ง พวกเขาก็พบว่าพลังบำเพ็ญในยามนี้มิอาจต้านทานสี่กระบี่สังหารเซียนได้เลย สุดท้ายทั้งคู่จึงต้องจำใจจากไปพร้อมกับความขุ่นมัวในใจ

     

      การแบ่งสมบัติที่หน้าผาแบ่งสมบัติในครั้งนี้จึงกลายเป็นเรื่องตลกขบขันที่เล่าขานกันไปทั่ว ทว่าเรื่องนี้ หงจวินไม่ล่วงรู้เลยแม้แต่น้อย เขายังคงเข้าใจว่าทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น

     

      หารู้ไม่ว่าเพื่อที่จะแกล้งสวีทง หงจวินกลับทำให้ตนเองเสียหน้าไปด้วย

     

      ชั่วระยะเวลาหนึ่ง บรรดาสรรพชีวิตในหงฮวงต่างพากันเบ้ปากเมื่อมีคนเอ่ยถึงท่านมรรคาจารย์

     

      “ข้าเคยเห็นคนตระหนี่มามาก แต่ไม่เคยเห็นใครตระหนี่ถี่เหนียวเท่านี้เลย บอกว่าจะแบ่งสมบัติให้แท้ ๆ แต่กลับวางค่ายกลกระบี่ไว้ขวางทาง หากไม่คิดจะให้แต่แรก ก็อย่าพูดออกมาเสียจะดีกว่า!”

     

      บรรดาผู้ที่พลาดสมบัติวิเศษต่างลอบเหยียดหยามหงจวินอยู่ในใจ

     

      เมื่อเล่าจื๊อและหยวนสื่อกลับถึงลานเต๋า พวกเขาก็นำเรื่องที่เกิดขึ้นในวังจื่อเซียวและหน้าผาแบ่งสมบัติมาเล่าให้สวีทงฟัง

     

      สวีทงต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดเพื่อกลั้นหัวเราะเอาไว้ จนกระทั่งคนทั้งสองจากไปแล้ว เขาจึงระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างสุดกลั้น

     

      และแล้ว การบรรยายเต๋าทั้งสามครั้ง ณ วังจื่อเซียวก็ได้ปิดฉากลงอย่างเป็นทางการ

     

      หงจวินประกาศข่าวการผสานมรรคาของตนให้ทั่วหล้ารับรู้ เผ่าอู๋และเผ่าปีศาจจึงเริ่มเตรียมการกันอย่างขะมักเขม้นเพื่อชิงความเป็นใหญ่ในใต้หล้า

     

      ส่วนหนวี่วา เล่าจื๊อ และพวกพ้องคนอื่น ๆ เมื่อได้รับการรับรองตำแหน่งปราชญ์แล้ว การถือครองปราณม่วงหงเหมิงในมือจึงทำให้พวกเขารู้สึกเบาใจขึ้นมาก อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมีผู้ใดหาญกล้ามาชิงมันไปอีก

     

      ขณะที่สวีทงยังคงปักหลักบำเพ็ญเพียรอยู่ในลานเต๋าของตนอย่างสงบเงียบ ทุกอย่างดูเหมือนจะดำเนินไปตามครรลองปกติ ทว่าหงจวินที่กำลังปิดด่านอยู่นั้น กลับรู้สึกสังหรณ์ใจแปลก ๆ ว่ามีบางอย่างผิดปกติไป แต่เขาก็ไม่อาจระบุได้ว่าคืออะไร...