บทที่ 36 ต้องไร้หัวใจจนถึงที่สุด
“ผิดหวังใช่ไหมล่ะ?” ลู่เฉิงเหวินลุกขึ้นพลางเดินไปที่ราวเหล็ก ก่อนจะพูดเย้ยหยัน “คุณจับผมมาขังในนี้ เพราะอยากจะให้พวกเขารุมอัดผมไม่ใช่เหรอ?”
หญิงสาวไม่คิดปฏิเสธเพราะคิดเช่นนี้จริง ๆ ถ้าไม่ให้อีตานี่เจอของจริงบ้าง เธอคงรู้สึกไม่สบายใจ
แต่ทำไมมาเฟียสามคนนี้ถึงได้กระจอกซะเหลือเกิน? ปกติชอบทำตัวกร่างและแสดงอำนาจกันนักไม่ใช่เหรอ? มีกันตั้งสามคนยังสู้คนคนเดียวไม่ได้เลย!
จางเสินเอ๋อร์ถาม “เขาซ้อมพวกนายใช่ไหม?”
ลู่เฉิงเหวินหันไปถามพวกเขาสามคน “บอกไปสิว่าฉันซ้อมพวกนายรึเปล่า?”
ทั้งสามรีบส่ายหน้า “เปล่าครับ ไม่มีใครซ้อม พวกเราหกล้มกันเอง!”
“ใช่ครับ หกล้มกันเอง!”
“คุณชายลู่เป็นคนดีมากเลยครับ และยังมารยาทดีด้วย เขาไม่ควรจะเข้ามาอยู่ในคุกเลย คุณตำรวจครับ น่าจะมีเรื่องเข้าใจผิดนะครับ คนดี ๆ แบบนี้ไม่ควรโดนจับนะครับ!”
ลู่เฉิงเหวินมองหน้าจางเสินเอ๋อร์ด้วยความสะใจ สายตาที่มองราวกับกำลังพูดว่า เธอได้ยินรึยังฮะ?
จางเสินเอ๋อร์หันไปพูดกับตำรวจที่เข้าเวรด้วยน้ำเสียงกระฟัดกระเฟียด “เปิดประตู ปล่อยเขาออกมา!”
ชายหนุ่มถือชุดสูทของตัวเองออกมา พร้อมเดินออกไปด้วยความทะนง
พอเดินไปถึงด้านหน้า เขาก็ตกใจมาก
คนที่มาประกันตัวเขาคือเหลิ่งชิงชิว!
เหลิ่งชิงชิวเซ็นชื่อเสร็จหันมาเจอลู่เฉิงเหวินเข้าพอดี เธอยิ้มให้ “คุณไม่เป็นไรใช่ไหม?”
“ทำไมคุณถึงมาที่นี่ได้?”
“ฉันมาไม่ได้เหรอคะ?”
สีหน้าของจางเสินเอ๋อร์บิดเบี้ยว เธอเดินไปถึงโต๊ะรับรองพร้อมฟาดเอกสารลงบนโต๊ะ “เซ็นชื่อแล้วออกไปได้!”
ลู่เฉิงเหวินเซ็นชื่อ
หญิงสาวมองเหลิ่งชิงชิว “เหลิ่งชิงชิว คุณรำคาญเขาจนแทบทนไม่ไหวแล้วไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงช่วยประกันตัวเขาล่ะ?”
“ฉันพอใจ”
จางเสินเอ๋อร์ร้อง ‘ฮึ!’ “ก็อย่างว่านั่นแหละนะ นักธุรกิจล้วนเป็นพวกไร้คุณธรรม!”
“พูดจาระวังปากหน่อย เป็นตำรวจก็ต้องเคารพกฎหมายเหมือนกัน”
“แต่คุณก็รู้ว่าเขาไม่ใช่คนดี!”
“รู้สิ” เหลิ่งชิงชิวทำท่าทีไม่แยแส “แต่ฉันจำไม่ได้ว่ามีกฎหมายข้อไหนที่บอกว่าคนไม่ดีสมควรตกเป็นเป้าและกักขังในคุก เขาทะเลาะวิวาทกับเจียวซื่อเหิง ตอนนี้เจียวซื่อเหิงเซ็นชื่อยอมยกโทษแล้ว เงินค่าปรับสองพันฉันก็จ่ายแล้ว สิ่งที่คุณต้องทำคือปล่อยตัวเขา”
จางเสินเอ๋อร์อยากจะบันดาลโทสะ ทว่าสุดท้ายก็หัวเราะขึ้นมา “ได้ยินว่าเดือนหน้าพวกคุณสองคนจะหมั้นกัน? ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ สุดท้ายก็ได้ครองคู่กับคนรวย”
เหลิ่งชิงชิวรู้ว่าเธออยากจะพูดกระทบกระเทียบตนเอง ดังนั้นจึงยิ้มน้อย ๆ พลางตอบ “ขอบคุณมาก ฉันได้ยินมาว่าที่บ้านของคุณบังคับให้คุณหาคู่ดูตัว? ครั้งนี้ฝ่ายชายคงเป็นคนปกติใช่ไหมคะ?”
สายตาของหญิงสาวทั้งสองคล้ายจะมีสะเก็ดไฟแตกปะทุ
เหลิ่งชิงชิวโดนลู่เฉิงเหวินตามรังควานมานานถึงสามปีเต็ม ๆ ทั่วทั้งเมืองเสวี่ยไม่มีใครไม่รู้
ส่วนจางเสินเอ๋อร์โดนบังคับให้หาคู่ดูตัวอยู่ตลอด คนทั่วไปลือกันไม่ขาดว่าผู้ชายแต่ละคนที่เจอมีแต่พวกประหลาด ๆ ทั้งนั้น คนมากมายในวงการต่างก็รู้กันดี
ทั้งสองคนต่างก็มีจุดอ่อน ตอนนี้จึงไม่มีใครยอมใคร
ลู่เฉิงเหวินแอบหัวเราะในใจ
‘ไม่ว่าเวลาไหน ๆ ที่ผู้หญิงทะเลาะกันล้วนเป็นฉากใหญ่ทุกครั้ง! สนุกสุด ๆ!’
‘แต่ฉันต้องระวังตัวหน่อยแล้ว ผู้หญิงสองคนนี้ร้ายกาจทั้งคู่ ดังนั้นอย่าลามมาถึงฉันเชียว!’
‘จะว่าไป... มีแต่ตอนนี้เท่านั้นแหละที่พวกเธอจะได้ทะเลาะกัน รอให้หลงอ้าวเทียนเก็บพวกเธอเข้าไปอยู่ในฮาเร็มของเขาก่อนเถอะ เหอะ ๆ! หลังจากนั้นพวกเธอก็ปรองดองกันแล้ว’
ลู่เฉิงเหวินยืนอยู่ข้างหลัง และแอบหัวเราะอยู่คนเดียว
ทว่าจู่ ๆ เขาก็รู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมา พอเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นผู้หญิงสองคนกำลังจับจ้องเขาด้วยสายตาเคียดแค้น
ลู่เฉิงเหวินรีบหมุนตัวและเดินจากไป ทว่าปากก็ยังบ่นพึมพำไม่หยุด “ผมต้องกลับบ้านก่อนแล้ว แม่เรียกกินข้าว”
ในรถ
เหลิ่งชิงชิวนั่งประจันหน้าลู่เฉิงเหวิน
ลู่เฉิงเหวินนั่งตัวลีบเหมือนกับเด็กนักเรียนตัวน้อย
‘ให้ตายสิ! นี่มันรถเอ็มพีวีบ้าอะไร ทำไมเก้าอี้ถึงหันหน้าเข้าชนกัน? แล้วฉันจะมองไปทางไหนดีล่ะทีนี้?’
‘แต่เหลิ่งชิงชิวนี่ขาสวยชะมัด พอใส่ถุงน่องสีดำแล้วดูยั่วยวนใจสุด ๆ แค่ขาก็ปรนเปรอฉันได้ทั้งปี ไม่สิ!... สามปี ไม่ๆ ตลอดชีวิตเลยต่างหาก!’
‘เสียดายกระโปรงยาวไปหน่อย ถ้าเลิกขึ้นไปอีกนิด สองขาแยกกันอีกสักหน่อย…’
เหลิ่งชิงชิวทำหน้าเคร่งขรึมจ้องลู่เฉิงเหวินด้วยสายตาเย็นเยียบ เมื่อได้ยินคำลามกที่เขาคิดในใจ ทันใดนั้นเธอก็แยกขาออกเล็กน้อย ลู่เฉิงเหวินที่อยู่ตรงข้ามแทบสำลัก
“สวยมากไหม?” เหลิ่งชิงชิวถามเสียงเรียบหน้าตาเฉย
“พอ... พอได้”
เหลิ่งชิงชิวกลับมานั่งเรียบร้อยเหมือนเดิม “บอกมา ทำไมคุณถึงรู้ว่าเจียวซื่อเหิงมีปัญหา? ได้ข้อมูลมาจากที่ไหน? แอบส่งสปายเข้ามาในบริษัทฉันใช่ไหม?”
ลู่เฉิงเหวินเบิกตากว้างและแสร้งทำเป็นตื่นตระหนก “เขามีปัญหาจริง ๆ เหรอ? ผมบอกคุณแล้วว่าวันนี้ไม่เหมาะกับการเซ็นสัญญา เห็นรึยังล่ะ? ยังดีนะที่ผมห้ามได้ทันเวลา ผมจะบอกคุณ...”
“ลู่เฉิงเหวิน คุณกล้าพูดความจริงกับฉันไหม?”
“ที่ผมพูดทั้งหมดเป็นความจริง”
ลู่เฉิงเหวินยังคงปากแข็ง ต่อให้คิดจนหัวแตกเขาก็ไม่มีทางรู้ว่าตนซ่อนคำพูดภายในใจตัวเองไม่อยู่ บรรดานางเอกทั้งหลายล้วนได้ยินเต็มสองรูหู
เหลิ่งชิงชิวถาม “ทำไมจู่ ๆ ถึงไม่อยากจะแต่งงานกับฉัน?”
ลู่เฉิงเหวินลังเล “จู่ๆ ฉันก็รู้สึกว่าฉันยังชอบสวี่เสวี่ยเจียวอยู่…”
“สวีเสวี่ยเจียวไม่ใช่แฟนของคุณ ดังนั้นอย่าเอาเธอมาอ้าง”
ชายหนุ่มถอนใจ “ความจริงก็คือผมไม่ชอบคุณ”
“งั้นสามปีที่ผ่านมาหมายความว่ายังไง?”
“ถือว่าผมมันซวยเอง”
“งั้นคำพูดหวาน ๆ กับคำพูดซึ้ง ๆ ที่คุณพูดกับฉันล่ะ?”
“ถือว่าคุณโชคร้ายก็แล้วกัน”
“ทำไมวันนี้คุณถึงช่วยฉัน? กระทั่งโดนจับก็ยังทำเพื่อช่วยฉัน! แล้วตอนนั้น ...คุณอยากจะจูบฉันจริง ๆ รึเปล่า?”
ลู่เฉิงเหวินมองเหลิ่งชิงชิว และจู่ ๆ ก็หัวเราะขึ้นมา “คุณครับ คุณคงป่วยหนักน่าดู ระหว่างผมกับเจียวซื่อเหิงมันเป็นความแค้นส่วนตัว ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณเลยสักนิด”
เหลิ่งชิงชิวมองตาอีกฝ่าย “ลู่เฉิงเหวิน คุณพูดแบบนี้แล้วอย่าเสียใจทีหลังก็แล้วกัน”
“ผม ลู่เฉิงเหวิน ไม่เคยเสียใจในสิ่งที่ตัวเองทำ”
“ฉันขอเตือนคุณไว้ก่อน ฉันเป็นคนเจ็บแล้วจำ วันนี้คุณทำแบบนี้กับฉัน วันหน้าคุณจะไม่มีโอกาสได้อยู่กับฉันอีก”
“ฮ่า ๆ งั้นก็ดีเลย! วันหน้าเราสองคนเจอหน้ากันก็ทักทายกันธรรมดา ถ้าผมพูดกับคุณเกินหนึ่งประโยค ผมยอมเป็นลูกหมาเลย!”
เหลิ่งชิงชิวรู้สึกเสียใจ
หญิงสาวน้ำตาคลอ
“ไปซะ”
เธอพูดเสียงราบเรียบ “ลงไปจากรถซะ”