สาบคน

    บทที่ 47 ทีมลูกลิง

            บทที่ 47 ทีมลูกลิง

            ไนซ์สั่งให้เก็บกวาดอย่างละเอียดยิบ เสื้อผ้า ชุดเกราะ รองเท้าจากศพ ส่วนเขาตามหาปืน AK-47 และรีวอลเวอร์ .38 รวมทั้งมีดสั้นของพวกเธอทั้งสามที่โดนยึดไป และนำมาส่งมอบคืนให้พวกเธอจนครบถ้วน

            หลังจากเก็บกวาดทรัพย์สินของทหารกลุ่มนั้นจนเกลี้ยง คนหนองนกเอี้ยงก็ถอนตัวกลับเข้าหมู่บ้านทันที โดยโจวต้าซานบังคับให้หุ่นยนต์ทั้งแปดตัวเข้าโหมดติดตาม เดินเรียงแถวกลับหมู่บ้านอย่างพร้อมเพรียง 

            ครั้งนี้ หนองนกเอี้ยงได้อาวุธปืนเพิ่มจากปืนประจำกายของทหารทั้งห้าและผู้ควบคุมหุ่นยนต์ เป็นปืนไรเฟิลจู่โจม QBZ-191 จำนวนหกกระบอก ปืนซุ่มยิงระยะกลาง QBU-191 ที่ติดมากับหลังหุ่นยนต์อีกห้ากระบอก ทั้งหมดใช้กระสุนขนาดเดียวกันคือ 5.8 x 42 มม. ซึ่งได้มาจากศพทั้งหกจำนวนสามร้อยกว่านัด ไนซ์รู้ดีว่ากระสุนเกรดสไนเปอร์ควรใช้หัวหนักความแม่นยำสูง แต่ถ้าไม่มีให้เลือกก็สามารถใช้แทนกันได้

            โจวต้าซานเปิดฝาล็อกเหล็กของหุ่นยนต์ตัวแบกของออก เผยให้เห็นกล่องเหล็กสีเขียวหกกล่องอัดแน่นอยู่ภายใน เมื่อเปิดกล่องย่อยออก แสงไฟก็สะท้อนกับปลอกกระสุนทองเหลืองวาววับที่เรียงตัวกันเป็นระเบียบ

            “เชี่ย... กระสุน 5.8 มม. รหัส DBP191 เกรดแมตช์ สำหรับพลซุ่มยิงโดยเฉพาะ!” โจวต้าซานอุทาน นิ้วลูบไปตามหัวกระสุนเรียวแหลม “กล่องละห้าร้อยนัด ทั้งหมดนี่สามพันนัดพอดีเป๊ะ!”

            ไนซ์หยิบกระสุนขึ้นมาหนึ่งนัด แววตาของเด็กหนุ่มประกายวาบ 

            “สามพันนัด... แจกจ่ายให้ปืนซุ่มยิงทั้งห้ากระบอกที่ติดหลังหมาอยู่ ได้กระบอกละหกร้อยนัด คราวนี้แหละ ต่อให้พวกมันค่ายใหญ่บุกมาเป็นกองร้อย เราก็สอยร่วงได้ตั้งแต่ยังไม่เห็นรั้วหมู่บ้านเราแน่” เขาหันไปปรึกษาโจวต้าซาน

            “เราเปลี่ยนปืนบนหลังหมาให้เป็น M16A1 ที่เรามีอยู่ค่อนข้างเยอะได้มั้ยครับช่างโจว ผมต้องการปืนซุ่มยิงพวกนี้ ส่วนพวกหุ่นยนต์หมาเอาไว้ใช้ประจันบานระยะใกล้ก็พอ”

            “ได้อยู่แล้ว แค่ต้องสร้างโครงยึดใหม่แล้วปรับเซนเซอร์ควบคุมการยิง แต่อย่าตั้งโหมดฟูลออโต้เด็ดขาดเลยนะ เติมกระสุนกันไม่ทันแน่ พรวดเดียวหมดแม็กเลย” โจวต้าซานตอบ

            “ผมดัดแปลงหมาเหล็กพวกนี้ให้ใช้คลื่นวิทยุความถี่ต่ำ ระยะควบคุมไม่เกินสามกิโลเมตร ถ้าเข้าเขตที่มีตึกหรือป่าทึบระยะก็สั้นลง แต่ถ้าสัญญาณขาดหาย... ผมลงโปรแกรมล็อกไว้แล้ว เอไอจะพามันวิ่งกลับมาที่นี่ทันที” โจวต้าซานจิ้มหน้าจอแท็บเล็ตเช็กสถานะหุ่นยนต์ต่อ ก่อนจะขมวดคิ้วแน่นจนหน้าผากย่น

            “มีอะไรหรือเปล่าช่างโจว” หนึ่งที่เดินเข้ามาสมทบเอ่ยถาม

            วิศวกรผู้มากประสบการณ์เงยหน้าขึ้น สีหน้าครุ่นคิด 

            “พี่หนึ่ง... แบตเตอรี่ของหมาพวกนี้เหลือเฉลี่ยแค่สิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้นครับ แดงเถือกทุกตัว! ที่พวกมันส่งหน่วยย่อยพร้อมหมาเหล็กมาบุกเรา ก็เพราะค่ายใหญ่ของพวกมันที่ท่าลอยอาจจะไม่มีไฟฟ้าใช้แล้ว แบตเตอรี่พวกมันกำลังจะหมด เป้าหมายที่แท้จริงของพวกมันคือการบุกมายึดระบบไฟฟ้าของเราเพื่อชาร์จพลังงานให้กองทัพพวกมันแน่ๆ!” โจวต้าซานวิเคราะห์

            ออดได้ยินดังนั้นก็หัวเราะ “โธ่เอ้ย! ไอ้พวกหน้าโง่ มีหมาเหล็กราคาเป็นล้านแต่ไม่มีปัญญาหาไฟชาร์จ ต่อให้พวกมันไปหาลากเครื่องปั่นไฟมาใช้ โลกนี้มันจะไปหาน้ำมันดีเซลที่ไหนมาเติมได้วะ! สุดท้ายก็ตั้งใจจะมาฮุบน้ำมันไบโอดีเซลจากดงต้นสบู่ดำบ้านเรานั่นแหละ”

            “ผมว่ามันต้องการทุกอย่างในหมู่บ้านนี้แหละครับ อาหาร น้ำมัน ไฟฟ้า แม้แต่ชีวิตพวกเรา” กานต์ที่ยืนอยู่ข้างฮ่าวเหม่ยจิง เอ่ยเบาๆ

            “งั้นเรายิ่งต้องรีบโมดิฟายหุ่นยนต์หมาให้เสร็จ แล้วชิงบุกถล่มค่ายใหญ่ก่อนที่พวกมันจะรู้ตัว” หนึ่งสรุป

            “เราจะใช้หมาย้อนไปกัดเจ้าของได้เหรอเฮีย” เด่นถาม

            “หมาเหล็กมันก็เหมือนปืนนั่นแหละ มันไม่รู้จักเจ้าของหรอก อยู่ในมือใครก็เป็นของคนนั้น” หนึ่งตอบ

            “ป่านนี้มันน่าจะรู้ตัวแล้วล่ะ เราตั้งรับที่บ้านเรา จะไม่ได้เปรียบมากกว่าเหรอพี่หนึ่ง” ฝนเอ่ยปากถาม หนึ่งยิ้มแล้วชี้ออกไปรอบตัว 

            “ถ้าต้องปะทะกันในบ้านเรา เราได้เปรียบด้านความชำนาญพื้นที่ก็จริง แต่หมู่บ้านเราจะเสียหายหนักมาก ทั้งพืชอาหาร พืชพลังงานที่เราปลูก ดูแลรักษากันมาอย่างยากลำบาก ที่พักอาศัยก็อาจจะโดนลูกหลง เราเลือกเปิดศึกนอกบ้านดีกว่า” สองซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงด้านการปลูกพืชพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

            “ต้องรีบหาทางสร้างกำแพงเสียแล้ว” ออดรำพึง

            เสียงเครื่องปั่นไฟหลักที่รันด้วยน้ำมันไบโอดีเซลสกัดจากสบู่ดำครางกระหึ่ม ส่งกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ฝูงหุ่นยนต์ทั้งแปดตัวที่นอนเรียงราย ไฟสถานะเตือนพลังงานของพวกมันค่อยๆ เปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีส้มและสีเขียว

            อีกด้านหนึ่ง ประกายไฟจากการเชื่อมเหล็กสว่างวาบเป็นระยะสลับกับเสียงค้อนทุบโลหะดังกังวาน โจวต้าซานสวมหน้ากากกันแสง อาร์กเชื่อมโครงรับปืนตัวใหม่เข้ากับแท่นยึดบนหลังหมาเหล็กอย่างเร่งรีบ เขาปรับแต่งเซนเซอร์ควบคุมการยิงและสับเปลี่ยนระบบกลไก เดินสายไฟเชื่อมเข้ากับระบบไกไฟฟ้าอย่างประณีต โดยมีไข่และฮ่าวจางคอยช่วยเหลือ 

            ปืน M16A1 ถูกล็อกเข้ากับรางเหล็กดัดแปลงจนแน่นหนา ในโหมดยิงทีละนัด เพราะ M16 รุ่นนี้ไม่มีระบบยิงเป็นชุดละสามนัด เหมือนรุ่นหลังๆ

            ในมุมมืดที่ห่างออกไป ไนซ์นั่งขัดสมาธิอยู่บนลังไม้ใกล้กับฮ่าวจิงจิง ท่าทางสงบนิ่งราวกับหลุดเข้าไปอยู่ในโลกส่วนตัว แสงสลัวจากหน้าจอแท็บเล็ตสะท้อนใบหน้าเรียบเฉยของเด็กหนุ่ม นิ้วของเขาขยับไล่เปิดดูหน้าจออินเตอร์เฟสควบคุมหุ่นยนต์ พลางจำลองเส้นทางบนแผนที่ออฟไลน์พิกัดหมู่บ้านท่าลอย สมองของอดีตเด็กติดเกมประมวลผลระบบสแกนความร้อนของหมาเรดาร์ทั้งสองตัวอย่างรวดเร็ว ราวกับกำลังเซตค่าระบบทีมในการเล่นเกมยุทธวิธีที่เขาถนัด

            ไนซ์มองปืนซุ่มยิง QBU-191 กระบอกใหม่ที่มันยังไม่มีท่อเก็บเสียงระบบควิกเดแทช สลับกับ SR-25 ตัวเก่ง ที่วางพาดอยู่ข้างกาย คืนนี้เขาเลือกที่จะแบกปืนซุ่มยิงระยะกลางไปถึงสองกระบอก เพราะบทเรียนจากศึกก่อน ๆ สอนให้เขารู้ว่า ในสถานการณ์นัวเนียที่ต้องลั่นไกสังหารศัตรูอย่างต่อเนื่อง ลำกล้องปืนจะร้อนจัดจนเหล็กขยายตัวและสูญเสียความแม่นยำ การมีปืนสองกระบอกไว้สลับกันยิงจะช่วยรักษาจังหวะการฆ่าในความมืดไม่ให้สะดุด

            ส่วน M16A1 กระบอกแรกที่เคยใช้ยิงระยะไกล บัดนี้ถูกถอดกล้องสโคปส่งให้โจวต้าซานเอาไปแปลงระบบยึดติดบนหลังหุ่นยนต์เรียบร้อยแล้ว


            ทีมซุ่มยิงแห่งหนองนกเอี้ยงถูกก่อตั้งขึ้นในคืนนั้น

            ไนซ์มีคุณสมบัติที่ได้มาจากนางพญาปลวก ชำนาญเรื่องการพรางตัว ตรวจจับสภาพอากาศ สภาพแวดล้อม จับแรงสั่นสะเทือนและสามารถใช้ฟีโรโมนในการสื่อสารได้

            ฮ่าวจิงจิง กับ ฮ่าวเหม่ยจิง ปีนป่ายขึ้นลงที่สูงได้ชำนาญและรวดเร็ว ความสามารถของคู่แฝดได้มาจากแพนด้าแดง แฝดสาวทั้งสองมีความยืดหยุ่นในการหาจุดซุ่มยิงเป็นอย่างมาก

            เฉินยู่ฉิงเด็กหญิงอายุ 12 ปี หลังได้รับการช่วยเหลือจากการถูกจับเป็นตัวประกัน สัญชาตญาณที่ได้จากค้างคาวแม่ไก่ของเธอกลับตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ ระบบโซนาร์จากคลื่นเสียงความถี่สูงที่สะท้อนกลับมาทำให้เธอมีภาพสามมิติของสภาพแวดล้อมอยู่ในหัว มันโดนกระตุ้นจากความรู้สึกผิดที่เธอถูกจับได้อย่างง่ายดายในครั้งก่อน 

            เหนือ เด็กน้อยอายุ 5 ขวบ เขาเป็นคนเดียวที่ไม่เคยกังวลเรื่องกระสุนหมด เหนือเข้าทีมซุ่มยิงโดยมีเพียงก้อนหินบรรจุเต็มเอี๊ยมอนุบาลสีเหลืองที่เริ่มเปื่อยยุ่ยของเขา พร้อมกับอาวุธขว้างขนาด .357 แม็กนัม ที่ได้รับจากออด นับวันสภาพปืนกระบอกนั้นก็หลวมคลอนง่อนแง่นลงเรื่อยๆ เหนือใช้มันขว้างปลิดชีพพวกตัวสั่นมาแล้วมากมาย

            สองตั้งชื่อทีมนี้ว่า ทีมลูกลิง ไนซ์ขยี้หัวด้วยความขัดใจ แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ ถ้าอาสองของเขาเรียกชื่ออย่างไร คนทั้งหมู่บ้านก็มักจะเรียกตาม ไนซ์ไม่แน่ใจว่าสองใช้สารระเหยของพืชทำให้คนอื่นคล้อยตามหรือไม่ 

            สองเป็นคนตั้งชื่อให้กับทีมสายความเร็วที่ประกอบด้วย หนึ่ง นัท กานต์ ฮ่าวจาง และเด่น ตอนนี้ทุกคนก็ยังเรียกว่า ทีมเรียกตีนตามเขาอยู่เช่นเดิม ไนซ์หันมองอาสองของเขาที่นั่งห่มจีวรตาขวางอยู่แล้วก็นึกอะไรขึ้นมาได้

            “ตอนที่คนส่วนใหญ่ต่อสู้กัน อาสองทำหน้าที่อะไรครับ”

            “เรียกหลวงอา! ไม่ใช่อาสอง! ตอนนี้บวชอยู่!” สองคำราม

            “หลวงอาไม่ทำอะไรทั้งนั้น! ยืนดูเฉยๆ! คราวก่อนว่าจะบวกกับตัวดันแต่โดนมันตบด้วยหลังมือ เลยเข็ดแล้ว!” สองตอบกระโชกโฮกฮากตามนิสัย  ไนซ์ดีดนิ้วเปาะ

            “ปืนซุ่มยิงยังเหลืออีกกระบอก ยินดีต้อนรับอาสองเข้าสู่ทีมลูกลิงครับ”

            ก่อนวันสิ้นโลก สองใช้ปืนสั้น FEG 7.65 มม.จากฮังการีของเขาได้ไม่ดีนัก เขาโดนคนรอบข้างล้อเลียนเสมอว่าต้องล็อกคอเป้าหมายไว้ก่อนถึงจะยิงถูก แต่เขาก็โทษว่าเป็นเพราะปืนไม่ดีมาโดยตลอด หลังจากผ่านวิวัฒนาการ สองมีความสามารถในการสื่อสารกับพืช ทำให้เขารับรู้สภาพแวดล้อมได้ดี ความร้ายกาจอีกอย่างของเขาก็คือ สามารถพรางตัวกลมกลืนไปกับต้นไม้ใบหญ้าได้โดยไม่ต้องอาศัยชุดพรางใดๆเลย

            ทีมลูกลิง ประกอบด้วยสมาชิกหกคน ใช้ปืนซุ่มยิงหกกระบอก โดยอยู่กับไนซ์สองกระบอก ส่วนเจ้าเหนือเป็นคนเดียวที่ไม่ใช้ปืนซุ่มยิง


            “ฝนจะตกหลังเที่ยงคืนเราค่อยออกเดินทางตอนนั้น เสียงฝนจะช่วยพรางตัวแต่ไม่เป็นปัญหากับฝ่ายเราที่มีสัมผัสหลากหลาย ใช้ผ่านเครือข่ายจิตสำนึกร่วม ด้วยฟีโรโมนนางพญาผึ้งของแม่ผม อีกอย่าง ทีมลูกลิง เอ้อ… ทีมซุ่มยิงของเรา ยังไม่มีท่อเก็บเสียงสำหรับปืนอีกห้ากระบอก เราอาศัยเสียงฟ้าร้องและเสียงฝนช่วยกลบเสียงปืน ระยะยิงของพวกเราไม่ควรเกินสี่ร้อยเมตร ถ้าไกลกว่านี้ท่ามกลางฝนตก แรงต้านน้ำจะทำให้กลุ่มกระสุนกว้างขึ้นจนอาจจะพลาดเป้าได้” ไนซ์สรุปแผนการ 

            ไนซ์และชาวพื้นเมืองในหนองนกเอี้ยงทุกคน ล้วนมีสัญชาตญาณพยากรณ์สภาพอากาศจากความสามารถของแมลงที่ได้รับในช่วงกลายพันธุ์