ภายในห้องสี่เหลี่ยมอันหม่นหมอง แม้จะเป็นยามกลางวันแต่ภายในห้องกลับดูหม่นแสงราวกับยามใกล้ค่ำ โชคดีที่ยังมีแสงไฟที่ส่องสว่างอันน้อยนิดจากดวงตะเกียงพอให้เห็นภาพภายในห้องบ้าง ที่ผนังห้องมีเพียงช่องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กกว่าฝ่ามือที่พอให้มองลอดไปสอดส่องความเป็นไปของสรรพสิ่งด้านนอกได้เล็กน้อย ห้องแห่งนี้หากกล่าวว่ามันเป็นสถานที่จองจำนักโทษก็คงจะไม่ผิดนัก จะต่างกันก็คงที่มันยังคงมีสภาพดีกว่าสถานที่เช่นนั้นอยู่เล็กน้อย แต่ก็แค่เล็กน้อยเท่านั้น
ร่างของสองเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่บนเตียงอันแข็งกระด้างด้วยสภาพอิดโรย ใบหน้าของพวกมันทั้งสองดูซูบผอมลงไปมาก แก้มทั้งสองตอบลงอย่างเห็นได้ชัด แม้จะมีอาหารนำมาให้พวกมันครบทั้งสามมื้อ แต่พวกมันราวกับวิหคที่ถูกจับมาขังกรง แม้จะมีอาหารให้กินครบแต่พวกมันก็ไร้ซึ่งอิสรภาพ ดาเนสก้มหน้ามองจานอาหารที่เหลืออยู่ด้วยสายตาอันหดหู่แต่หากมองลึกเข้าไปข้างในจะเห็นความเจ็บแค้นที่ฝังลึกอยู่ภายในดวงตาคู่นั้น ส่วนมาเชลกำลังจ้องมองไปยังฝาผนักด้วยสายตาอันโกรธแค้น มันใช้เหล็กแหลมขีดเส้นกับฝาผนังเพื่อนับจำนวนวันที่พวกมันเข้ามาอยู่ในห้องแห่งที่ เสียงของเหล็กที่ขูดไปกับผนังปูนมันเล็กแหลมจนเสียดแทงเขาไปยังโสตประสาทของพวกมัน ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงนี้ก็เป็นสัญญาณบอกกับพวกมันว่าผ่านไปอีกหนึ่งวันแล้วที่พวกมันต้องทนอยู่ในห้องแห่งนี้อย่างอดสู มันไม่มีทางที่จะคิดได้เลยว่าจะถึงวันที่พวกมันต้องเข้ามาอยู่ในสถานที่แห่งนี้
แต่ทันใดนั้นเองก็มีเสียงหนึ่งที่ทำลายบรรยากาศอันเงียบสงัดของห้อง เสียงฝีเท้าที่ก้าวย่างมาตามทางเดิน มันเป็นเสียงฝีเท้าหนักที่ไม่น่าจะเป็นของสาวใช้ พวกมันต่างคาดเดากันว่าคงเป็นทหารสักคนที่เดินมาตรวจตรา พวกมันจึงหาได้ใส่ใจมากนัก แต่พวกมันก็เริ่มรู้สึกแปลกใจมากขึ้นเมื่อมีเสียงไขประตู เสียงของประตูเหล็กที่ถูกเปิดออกพร้อมกับใบหน้าที่มันคุ้นตา ผู้ที่พวกมันเฝ้าโหยหาและสงสัยมาตลอดว่าเหตุใดจึงไม่มาเยี่ยมเยียนเลยแม้แต่ครั้งเดียว
“ ท่านพ่อ !! ท่านมาพาพวกเราออกไปแล้วใช่หรือไม่ “
ดวงตาของพวกมันเบิกกว้างด้วยความดีใจ มันลุกวิ่งขึ้นไปหาเมอร์สันด้วยความดีใจอย่างสุดซึ้ง ก่อนที่พวกมันจะวิ่งไปเกาะแขนผู้ที่จะมาปลดปล่อยพวกมันออกจากขุมนรกที่พวกมันกำลังเผชิญอยู่ด้วยความยินดีอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน การถูกกังขังอยู่ในห้องที่ยังคงมีอาหารให้กินครบสามมื้อสำหรับนักโทษคนอื่นไม่อาจจะนับได้ว่าเลวร้ายนัก ความจริงแล้วมันอาจจะนับได้ว่าเป็นสิ่งที่ดีด้วยซ้ำไป แต่สำหรับพวกมันผู้ที่เป็นถึงทายาทของตระกูลสการ์เชียช่างเป็นเรื่องที่น่าอับอายและอดสูยิ่งนัก แต่ในที่สุดแสงแห่งความหวังก็สาดประกายมาถึงพวกมัน น้ำตาของดาเนสไหลออกมาด้วยความปลื้นปิติ
“มันยังไม่ใช่ตอนนี้ “
เสียงอันราบเรียบของเมอร์สันคล้ายกับมีดที่กรีดเฉือนลงกลางหัวใจของพวกมันทั้งสอง ความหวังที่มีอยู่ตรงหน้าพังทลายลงอย่างไม่มีชิ้นดี แสงแห่งความหวังที่จุดประกายขึ้นถูกดับลงในชั่วพริบตา
“ทำไมกันท่านพ่อ ! ทำไมท่านไม่ยอมพาพวกเราออกไป ข้าเบื่อสถานที่โสโครกนี่เต็มทนแล้ว ท่านปู่ทำราวกับว่าข้าเป็นนักโทษหาไม่ใช่หลานชายของท่าน ตลอดเวลาที่พวกข้าติดอยู่ในนี้ท่านพ่อเองก็ไม่เคยเหลียวแลพวกข้าเลยแม้แต่น้อย ทำไมกัน ทำไม !! “
เมื่อได้ยินคำพูดของเมอร์สันราวกับขาทั้งสองข้างหมดเรี่ยวแรง ดาเนสทรุดลงกับพื้นพร้อมกับความหวังที่ถูกทำลายลง มันคร่ำครวญออกมาด้วยความเจ็บช้ำ ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมามันเฝ้าแต่ตั้งคำถามพวกนี้ซ้ำไปซ้ำมา มันไม่เข้าใจว่าเหตุใดบิดาและปู่ของมันจึงทำกับมันเช่นนี้ ความจริงแล้วภายในใจของมันกลับเริ่มมีความเกลียดชังอันมืดดำก่อตัวขึ้นมา ความดำมืดที่เกาะกุมจิตใจของมันในยามนี้ราวกับมารร้ายที่คอยแทรกแซงจิตใจของมันอยู่ตลอดเวลา มันไม่เคยมองเห็นความผิดที่มันทำลงไปเป็นเรื่องหนักหนาเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่กำจัดตัวไร้ค่าตัวหนึ่งทำไมมันจึงต้องถูกลงโทษ แอเรียสเมื่อเทียบกับมันแล้วแทบจะไม่มีค่าเลยแม้แต่น้อย มันไม่เข้าใจว่าเหตุใดปู่ของมันจึงเลือกที่จะเข้าข้างแอเรียสแทนที่จะเป็นพวกมันทั้งสอง
“ หยุดฟูมฟายซะ!! บุตรชายข้าต้องไม่อ่อนแอเยี่ยงนี้“
เสียงตะโกนของเมอร์สันดังก้องไปทั่วห้อง ดวงตาเริ่มปรากฏความขุ่นเคืองอยู่บางส่วน มันจ้องไปทางดาเนสอย่างไม่พอใจ ดาเนสที่กำลังก้มหน้าคร่ำครวญอยู่ได้แต่จำต้องเงียบเสียงลงก่อนจะเงยหน้าขึ้นรับฟังคำพูดของเมอร์สันอย่างขัดไม่ได้
เมอร์สันเหลือบสายตาไปทางมาเชล ก่อนที่มันจะพยักหน้าแล้วยกยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจ มันเห็นดวงตาคู่นั้นเป็นดวงตาที่เต็มไปด้วยความเย็นชาและความเกลียดชัด เพลิงแห่งความแค้นที่ลุกโชนอยู่ในดวงตาคู่นั้น มันพอใจกับท่าทีอันสงบนิ่งของมาเชลมากกว่าท่าทางอันอ่อนแอของดาเนสมากนัก ความแค้นและความเจ็บปวดคือบทเรียนบทหนึ่งที่มันต้องการจะมอบให้กับบุตรชายของมันเพื่องานใหญ่ที่มันกำลังจะทำในวันหน้า
“ ดูเหมือนเจ้าจะเติบโตขึ้นแล้วสินะมาเชล“
เมอร์สันกล่าวชมมาเชลด้วยความความพึงพอใจ แม้มาเชลจะค่อนข้างสับสนอยู่เล็กน้อยแต่มันก็น้อมรับคำชมนั้นเอาไว้
“ วันนี้ข้ามีข่าวสำคัญสองเรื่องจะมาบอกแก่พวกเจ้า เรื่องแรกข้าส่งคนไปสังหารเจ้าแอเรียสเพื่อล้างแค้นให้กับพวกเจ้าแล้ว“
เมอร์สันกล่าวออกมาพร้อมยิ้มที่มุมปากพลางมองดูปฏิกิริยาของบุตรชายทั้งสอง ทั้งมาเชลและดาเนสต่างเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อหู มันไม่คิดเลยว่าตลอดหนึ่งเดินที่บิดาของมันหายไปจะวางแผนเช่นนี้ไว้ ราวกับความขุ่นเคืองที่มันมีต่อบิดาถูกสลายหายไปในพริบตา
“ ฮ่าๆๆ สมน้ำหน้าเจ้าสวะ ใครใช้ให้เจ้าปากสว่าง เป็นแค่ขยะของตระกูลแต่กลับคิดจะต่อกรกับข้า ความจริงแล้วข้าคิดจะกำจัดมันในอนาคตแต่ดูเหมือนท่านพ่อจะมีเมตตาจัดการให้ก่อนแล้ว ข้าขอบคุณท่านพ่อจริงๆ “
ดาเนสหัวเราะออกมาราวกับคนเสียสติ ภายในจิตใจของมันเต็มไปด้วยความยินดีต่อการตายของแอเรียสก่อนจะก้มหัวขอบคุณบิดาของมันด้วยความซาบซึ้ง ส่วนมาเชลนั้นเพียงแสยะยิ้มออกมาด้วยความยินดีก่อนจะหัวเราะในลำคอเท่านั้น
“ ส่วนอีกเรื่องก็เป็นเรื่องที่พวกเจ้ารู้กันดีอยู่แล้ว ข้าจะดำเนินแผนการนั่นในอีกไม่นานนี้ “
มาเชลเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจังแววตาปรากฏจิตสังหารจางๆแผ่ออกมา
“ ท่านจะสังหารท่านปู่จริงๆรึท่านพ่อ แต่ว่า.. “
ดวงตาของมาเชลปรากฏความสับสนเล็กน้อย ภายในหัวของมันเต็มไปด้วยความคิดที่ตีกันจนยุ่งเหยิง ในใจหนึ่งมันก็มีความแค้นที่ก่อตัวขึ้นมา แต่อีกใจหนึ่งของมันก็ปรากฏความลังเลอยู่ไม่น้อย
“ ข้าจะเข้าร่วมแผนการด้วยท่านพ่อ ในเมื่อท่านปู่ไม่เห็นข้าเป็นหลานข้าเองก็จะไม่เห็นท่านเป็นปู่ของข้าอีกต่อไป ตำแหน่งผู้นำตระกูลสการ์เชียเหมาะสมกับท่านพ่อเท่านั้น “
น้ำเสียงอันเย็นชาเปล่งออกมาจากปากของมาเชล มาเดสหันกลับไปจ้องมองพี่ชายด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ตอนนี้ดูเหมือนมันเองก็คงไม่มีทางเลือกไปมากกว่านี้แล้ว ภายในใจของมันเริ่มตัดความรู้สึกผิดทิ้งไปก่อนจะกัดฟันตัดสินใจบางอย่างออกมา
“ ข้าเองก็จะเข้าร่วมแผนการด้วยท่านพ่อ ! “
ณ คฤหาสน์อันงดงามที่สร้างขึ้นมาใหญ่โตราวกับปราสาทราชวัง มันมีขนาดใหญ่กว่าคฤหาสน์ของตระกูลสการ์เชียหลายเท่านัก คฤหาสน์แห่งนี้ตั้งอยู่บนจุดศูนย์กลางของเมืองเบอเนียร์นอกอาณาเขตของตระกูลถูกล้อมรอบไปด้วยกำแพงอันแข็งแกร่งที่ถูกล้อมกรอบอีกชั้นด้วยอาคารบ้านเรือนภายในตัวเมืองเบอเนียร์ นี่คือคฤหาสน์ของตระกูลฮาร์เกนหรืออาจจะเรียกได้อีกอย่างว่าคฤหาสน์ของเจ้าเมืองเบอเนียร์
ที่สวนพฤกษาอันงดงามแห่งหนึ่งภายในบริเวณคฤหาสน์ สวนแห่งนี้เต็มไปด้วยเหล่าพฤกษาที่กำลังผลิดอกออกมารับแสงตะวันอย่างงดงาม เหล่าผีเสื้อตัวเล็กๆต่างโบยบินเข้ามาดอมดมดอกไม้เหล่านั้นด้วยความหลงใหล ที่ม้านั่งขนาดเล็กภายในสวนปรากฏหญิงสาวใบหน้างดงามราวกับงดงามราวกับหญิงสาวชาวเอลฟ์ นางกำลังนั่งเหม่อมองไปยังทิศทางอันห่างไกลราวกับกำลังนึกคิดถึงสิ่งใดอยู่ด้วยสายตาที่ปะปนด้วยความเศร้าหมอง แต่บางคราวก็ปรากฏรอยยิ้มอันขวยเขินขึ้นมาบนใบหน้านั้น
“ คุณหนูท่านนั่งเหม่อลอยแบบนี้อีกแล้วนะ อย่าบอกนะว่าท่านกำลังเหม่อลอยคิดถึงเจ้าหนุ่มนั่นอีกแล้ว“
เสียงของหญิงสาวอีกนางหนึ่งที่ปลุกให้หญิงสาวผู้กำลังเหม่อลอยผู้นั้นต้องออกมาจากภวังค์ หากแอเรียสยืนอยู่ตรงนี้เขาจะต้องจดจำนางทั้งสองได้อย่างแน่นอน หนึ่งคือหญิงสาวใบหน้างดงามที่เคยถูกเขาช่วยชีวิตเอาไว้”เฮเลน่า” ส่วนอีกหนึ่งคือหญิงสาวที่ห้าวหาญราวกับบุรุษที่เคยหันคมหอกเข้าหาเขาราวกับจะเอาชีวิตเขาให้ได้“เจสซิก้า”
“ ใช่ข้ากำลังคิดถึงเรื่องของเขา เขาช่วยชีวิตข้าไว้แต่ข้ายังไม่มีโอกาสได้ตอบแทนเขาเลย แม้แต่ชื่อของเขาข้าเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ “
เฮเลน่าถอนหายใจออกมาอย่างเศร้าสร้อย ภายในใจปรากฏความผิดหวังอยู่ไม่น้อย
“ ข้าเริ่มรู้สึกว่าข้าคงคิดผิดจริงๆที่ช่วยคุณหนูปกปิดเรื่องวันนั้นเอาไว้ ความจริงแล้วข้าควรจะพาท่านไปหาหมอประจำตระกูล ไม่รู้ว่าเจ้าหนุ่มนั่นมันใช้คำสาปอะไรใส่ท่านบ้างรึไม่ท่านจึงได้เหม่อลอยคิดถึงมันอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้“
เจสซิก้าส่ายหัวอย่างเหนื่อยหน่ายใจต่ออาการเหม่อลอยที่พบเห็นได้เป็นประจำของเฮเลน่า นางไม่รู้ว่าเหตุใดเฮเลน่าจึงได้คิดถึงเจ้าหนุ่มนั่นนักทั้งๆที่ยังไม่เห็นใบหน้าของมันด้วยซ้ำไป ตั้งแต่คุณหนูของนางโตมานางก็พึ่งจะเคยเห็นคุณหนูของนางมีอาการแบบนี้เป็นครั้งแรก นางรู้ดีว่านี่คือสัญญาณของสิ่งใด แต่เมื่อใดที่คิดถึงเรื่องนี้ทีไรนางก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างหนักใจ ทั้งระดับพลังและพรสวรรค์เจ้าหนุ่มนั่นช่างไม่สามารถเทียบได้กับเฮเลน่าเลยแม้แต่น้อย อายุของเจ้าหนุ่มนั้นก็น่าจะไล่เลี่ยกับเฮเลน่าแต่กลับมีระดับเพียงสัมผัสเวทเท่านั้น ทั้งเฮเลน่าเองก็มีฐานะเป็นถึงบุตรีของดยุคโคเว่นเจ้าเมืองเบอเนียร์ แต่เจ้าหนุ่มเป็นผู้ใดนางเองก็ไม่สามารถรับรู้ได้ หากให้นางคาดเดาก็คงเป็นผู้ไร้หัวนอนปลายเท้าผู้หนึ่ง เมื่อเทียบฐานะระหว่างทั้งสองแล้วมันช่างเป็นสิ่งที่แตกต่างกับฟ้ากับเหว
ณ ใจกลางป่าที่โอบล้อมไปด้วยหมู่พฤกษาน้อยใหญ่ แม้แต่ต้นไม้ขนาดใหญ่ที่มีอายุนับร้อยปีก็เริ่มมีให้เห็นอยู่รายทาง กิ่งก้านของมันแผ่ปกคลุมไปด้วยผืนป่า บรรยากาศอันชวนร่มรื่นนี้ช่างเป็นสิ่งที่แอเรียสรู้สึกไม่ดีเลยแม้แต่น้อย เขตที่เป็นป่าทึบหนาราวกับไม่เคยมีมนุษย์ย่างกายเข้ามาเช่นนี้มันแสดงให้เห็นว่าเขาเริ่มเข้าสู่เขตป่าลึกแล้ว บนพื้นมีเพียงร่องรอยของสัตว์อสูรเท่านั้นที่พบเห็นได้ เขาพยายามหลีกเลี่ยงทางเดินของสัตว์อสูรให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ หยุดตรงนั้นนะเจ้าหนู!! เจ้าทำให้ข้าเสียเวลามามากพอแล้ว“
เสียงที่ตะโกนที่ดังออกมาทำให้แอเรียสต้องเหลียวไปมองด้านหลังด้วยความตกใจ ภาพของไคออนที่กำลังมุ่งมาทางเขาด้วยความรวดเร็ว ดูเหมือนพิษของยานั่นจะหายไปจนหมดแล้ว เขาไม่รู้ว่าเหตุใดมันจึงตามเขามาถูกในเวลาเพียงสองชั่วโมง เขาไม่มีเวลาให้คิดมากนัก แต่ตอนนี้ก็มีสิ่งหนึ่งที่เขากังวลเพิ่มขึ้นมา
“ เจ้าบ้านั่นมันจะเรียกฝูงสัตว์อสูรมารวมตัวกันรึยังไง“
แอเรียสสบถออกมาขณะวิ่งหนี สายตาสอดส่องไปรอบด้านด้วยความหวาดระแวง