ปราณ จอมคนเหนือพิภพ ภาคปฐมบท

    บทที่ 38 เปลวเพลิงวิหคอมตะ!

    บทที่ 38

    เปลวเพลิงวิหคอมตะ!

     

            ฟอลโล่ไลท์จับร่างสาวน้อยสุดสวยผู้สง่างามการเยื้องย่างของเธอไม่ช้าไม่เร็วแต่เปี่ยมด้วยความมั่นคงและสง่างาม เธอมองตรงไปข้างหน้าท่ามกลางเสียงกรี๊ดกร๊าดวิ๊ดวิ๊ว ไม่ต่างกับนาคินทร์และมุจรินทร์

             

            “ลำดับที่ 83 ไม่ใช่ใครอื่นที่ไหน...ลูกสาวสุดสวยเพียงคนเดียวของจักรพรรดิยุทธ์ทวิชและจักรพรรดิยุทธ์นรารัตน์เจ้าสำนักนภาเวหาหาว สำนักการบินอันเลี่ยงชื่อเพียงหนึ่งเดียวของอาณาจักรไชยคราม หงส์นราวายุภักดิ์ พลังฌานยุทธ์ที่ระดับ 9 ครับ!!!”

     

            เสียงกองเชียร์โหมกระพือไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการแสดงของท่านปรมาจารย์ปฏิมากรยิ่งประกาศระดับของเธอ เสียงเชียร์ยิ่งกระหึ่ม ทำให้เธอยิ้มด้วยความมาดมั่น!

             

            ก็เธอเป็นถึงลูกสาวของผู้ทรงอิทธิพลแห่งอาณาจักรไชยครามการคัดเลือกวันนี้ เธอก็เตรียมตัวมาอย่างเต็มที่เพื่อหน้าตาของท่านพ่อ-ท่านแม่และสำนักนภาเวหาหาว 

             

            หงส์นราเป็นเด็กสาวสวยมีเสน่ห์ใครเห็นก็มักจะหลงรักเธอกันทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ปราณ ที่ยังอึ้งไปพักใหญ่เพียงแค่เห็นเธอแว๊บเดียวเท่านั้น

             

            “ปราณ...ปราณ...ปราณ!!”

             

            “หา...หา...อะไรหรือเธียร?”

             

            “เหม่ออะไร?...อ๋อ...เห็นหน้าแม่เด็กคนนั้นแล้วชอบล่ะสิท่าฮ่าๆๆๆ ผ่านด่านไอ้เจ้ายักษ์นั่นให้ได้ก่อนเถอะ...จุ๊ๆๆๆ ลืมไปผ่านได้สบายอยู่แล้ว ฮ่าๆๆๆ งั้นข้าเอาใจช่วยตอนได้เข้าเรียนก็แล้วกัน อิอิอิ”

             

            เธียรมองหน้าของปราณในความมืดก็เห็นเพียงรางๆ แต่สังเกตได้เลยว่า จิตใจของปราณเผลอไปกับแม่เด็กสาวคนนี้เสียแล้วเพราะเขาเรียกถึง 3 ครั้ง และเพิ่มความดังขึ้นด้วย จนปราณตกใจ

             

            “เจ้าพูดบ้าอะไรนั่น...แม่เด็กจอมหยิ่งนั่นน่ะเหรอ ฮ่าๆๆๆข้าคงไม่มีทางชอบหรอก!”

             

            ปราณไม่ตอบอะไรต่อรีบหันไปมองเด็กสาวกลางลานประลองทันที ในขณะที่เธียรลอบมองซ้ำก็เห็นแววตาเป็นประกายของปราณ แล้วเธียรก็หัวเราะคิกๆ เบาๆหันมองดูการปลดปล่อยพลังฌานของเธออย่างตั้งใจด้วยเช่นกัน

             

            เธอโค้งคำนับท่านผอ.แล้วโบกมือช้าๆ ให้คนดูรอบด้าน มีเสียงตะโกนเชียร์ “คุณหนูหงส์นรา...” ซ้ำๆ

             

            จากนั้นเธอก็ใช้นิ้วชี้มาแตะริมฝีปากรูปกระจับอวบอิ่มแล้วห่อปากทำเสียงจุ๊ๆๆ เบาๆ ด้วยท่าทางน่ารัก

             

            ทั้งห้องเงียบดั่งต้องมนต์สะกดของเธอเธอโค้งคำนับให้แล้วหันกลับมาทางลูกทรงกลม ขยับเข้าไปยืนใกล้ๆจากนั้นประทับฝ่ามือเรียวยาวลงไป หลับตาลงปล่อยพลังฌานยุทธ์....

             

            ออร่าสีแดงเพลิงพุ่งเข้าไปภายในดั่งไฟโหมกระหน่ำตีกระทบทรงกลมไปมาอย่างบ้าคลั่งจนทรงกลมนั้นสั่นไหวทำเอาคนเชียร์ส่งเสียงฮือฮากันแทบทั้งห้อง

             

            ‘เป็นการปลดปล่อยพลังออร่าที่รุนแรงยิ่งนัก คัดเลือกมาทุกปีหงส์นราเป็นคนแรกที่ทำให้ลูกกลมนี้สั่นไหวได้’

             

            ท่านผอ.ยิ้มชื่นชมกับพลังฌานที่รุนแรงของเธอออร่าเพลิงหมุนวนภายในจนเต็มแล้วไหลผ่านเส้นกระแสไฟฟ้าดั่งเพลิงกาฬที่กำลังแผดเผาเส้นกระแสไฟฟ้ามีประกายไฟแว๊บขึ้นเป็นช่วงๆ จนคนทั้งห้องร้องอู้เพราะไม่เคยเห็นพลังออร่าดั่งเปลวเพลิงเช่นนี้มาก่อน

             

            ออร่าเปลวเพลิงที่รุนแรงผ่านเข้าสู่เครื่องวัดพลังแสงสีเขียวกำลังเลื่อนขึ้นอย่างช้าๆโดยออร่าสีแดงเพลิงนั้นรุนแรงจนทำให้แสงสีเขียวค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลมีเปลวเพลิงปรากฏแว๊บออกมาจากทุกช่องที่เลื่อนผ่าน ยิ่งสร้างเสียงฮือฮาไม่มีใครละสายตาจากเพลานี้!

             

            “ไม่น่าเชื่อครับว่าออร่าสีแดงเพลิงของเธอจะรุนแรงมากถึงขนาดซึมซับเข้าไปดูดกลืนสีเขียวของเครื่องวัดพลังจนกลายเป็นสีน้ำตาลได้ขนาดนี้”

             

            แม้แต่ท่านผอ.เองก็ยังไม่เคยเห็นปรากฏการณ์นี้มาก่อน ถึงกับต้องพูดออกมา

             

            ทั้งๆที่ลำดับก่อนหน้านี้ ท่านผอ. จะรอให้เครื่องวัดพลังทำงานจนเสร็จสมบูรณ์ก่อนแล้วจึงพูดเพื่อมิให้เด็กๆ เหล่านั้นเสียสมาธิในการปลดปล่อยพลังฌาน

             

            แต่สำหรับหงส์นราวายุภักดิ์ หาเป็นเช่นนั้นไม่ เธอกลับสร้างปรากฏการณ์เหนือความคาดหมายได้ขนาดนี้ไม่จำเป็นที่ปฏิมากรจะต้องเงียบ เพราะเขาเองก็ตื่นเต้นกับสิ่งที่ได้เห็นเบื้องหน้าไม่ต่างจากคนอื่นๆเช่นกัน

             

            แสงสีน้ำตาลขยับขึ้นมาเรื่อยๆไม่ช้าไม่เร็ว แล้วมาหยุดที่หมายเลข ๑๐ ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนกลับเป็นสีเขียวตามเดิมจึงกระพริบพร้อมเสียงเตือนดังขึ้น 5 ครั้ง เป็นอันเสร็จสมบูรณ์

             

            เสียงปรบมือชื่นชมเรียกชื่อ“คุณหนูหงส์นรา” ดังลั่นอาคาร เธอหันมองทุกคนแล้วส่งจูบไปรอบๆ อัฒจันทร์ด้วยรอยยิ้มสดใส ทำเอาหนุ่มๆ ใจละลายกันเป็นแถว....

             

            เธียรลอบมองปราณก็เห็นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แสดงความถูกอกถูกใจจน “เก็บทรงไม่อยู่”เธียรธวัชอมยิ้มแล้วใช้ศอกกระทุ้งสีข้างปราณเบาๆ

             

            “ฮั่นแน่!!!...หลงเสน่ห์แม่นางผู้เย่อหยิ่งเข้าให้แล้วสิท่า ยิ้มไม่หุบเลยแม่เด็กคนนั้น ไม่ได้ส่งจูบให้เจ้าเสียหน่อย ฮ่าๆๆๆ”

             

            “เออ...ใครว่าล่ะ! ข้า...ข้าหัวเราะกับท่าทางของนางต่างหากเจ้าอย่าคิดเองเออเองสิ!” ปราณหันมองเธียรแต่ก็ไม่ได้โกรธอะไร ลึกๆกลับชื่นชมเสียด้วยซ้ำ

             

            ‘เด็กสาวอะไรจะเก่งขนาดนี้ ถึงขนาดปล่อยออร่าให้กลายเป็นเพลิงได้’

             

            เสียงคนข้างหลังพูดคุยกันให้ปราณได้ยิน

             

            “คุณหนูหงส์นราทำแบบนั้นได้ยังไงกัน?”

             

            “อ้าว...เจ้าลืมไปแล้วหรือ? คุณหนูเป็นถึงลูกท่านเจ้าสำนักนภาเวหาหาวก็ต้องเก่งอยู่แล้ว พลังฌานของเธอคือ วิหคอมตะ นกที่ไม่มีวันตายหรือพญานกอัคคีในตำนานไง! พลังฌานของเธอถึงได้รุนแรงดั่งเปลวเพลิงขนาดนั้นนี่เธอแค่ 6 ขวบเองนะ ถ้าโตขึ้นจะเก่งกาจขนาดไหน!!!”

             

            ปราณพยักหน้าเล็กน้อยสองสามครั้งเป็นการจดจำข้อมูลที่ได้ยิน‘วิหคอมตะหรือ?....สำนักนภาเวหาหาว...ก็ที่ท่านพ่อทำงานอยู่นี่นา!!’

             

            หงส์นราเดินกลับเข้ามาอย่างสง่าผ่าเผยลำดับต่อไปกลายเป็นไม้ประดับไปเสียอย่างนั้น เมื่อความโด่งดังของเธอทำเอาผู้คนต่างพูดกันไม่หยุดปาก

             

            “อิอิอิ...คอยดูปราณ เพื่อนของข้ากันมั่ง จะได้งงกันทั้งลานประลองแน่ๆ!!!”

             

            เธียรธวัชเอ่ยลอยๆเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้ที่มีคนชื่นชมหงส์นรากันไม่หยุดปาก

             

            “เอาเถอะน่านางเป็นคนดัง จะหยิบจับทำอะไรก็มีแต่คนพูดถึงทั้งนั้นแหละ ....เรามาเรียนกัน นางอยากจะดัง ก็ปล่อยให้ดังไปเถอะ!”

             

            ปราณหันมองเธียรแล้วเอ่ยเบาๆกลัวคนจะตำหนิเหมือนกัน ที่เขาสองคนไม่ได้เชียร์นางแบบคนอื่นๆก็จะให้รู้สึกดีได้อย่างไรกันเมื่อเขาสองคนเจอกับธาตุแท้ของคุณหนูผู้เย่อหยิ่งเข้าเสียก่อน

             

            หงส์นรากลับมานั่งที่ตัวเองแล้วไขว่ห้างด้วยท่าทางสง่างามเมื่อฟอลโล่ไลท์ขยับออกไป จนบริเวณที่เธอนั่งมืดลงอีกครั้ง เธอจึงลอบถอนหายใจยาวเหมือนยกภูเขาออกจากอก นั่งห่อตัวสบายๆ พลางนึกในใจ

             

            ‘ใครใช้ให้ข้าต้องมาเกิดในสำนักนภาเวหาหาวกันล่ะ? ข้าทำก็เพื่อท่านพ่อ-ท่านแม่และสำนักของเรา ไม่อย่างนั้นข้าไม่มีทางมาแสดงท่าทีแบบนี้หรอก อยากโด่งดังมีชื่อเสียงทำไมพวกท่านไม่จัดการกันเอง ต้องเอาข้ามาเป็นเครื่องมืออวดผู้คนทำไมกัน!’

             

            หงส์นรานั่งนึกถึงชีวิตของตัวเองที่โดนกดดันจนเธอแทบไม่มีเวลาได้ทำอะไรเป็นตัวเอง

             

            เมื่อเธอเริ่มรู้ความท่านพ่อก็เอาแต่พร่ำบอกเธอเสมอว่า เธอเป็นทายาทสำนักฌานยุทธ์อันดับหนึ่งของอาณาจักรแล้วพยายามมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้เธอ

             

            จนลืมคิดไปว่าสิ่งเหล่านั้นมันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของท่านพ่อและท่านแม่ต่างหากหาใช่ความต้องการของเธอไม่

             

            หงส์นราต้องฝึกฝนฌานยุทธ์ตั้งแต่เช้าจรดเย็นทุกวันเพื่อท่านพ่อ-ท่านแม่จะได้คุยฟุ้งกับลูกศิษย์ในสำนักและคนอื่นๆ ว่าเธอเป็นเด็กเก่งเด็กอัจฉริยะแห่งอาณาจักร ที่เหนือกว่าเด็กในวัยเดียวกันกลายเป็นความกดดันที่บีบบังคับให้เธอต้องพยายามก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้า

             

            ไม่เว้นแม้กระทั่งวันนี้ท่านพ่อ-ท่านแม่ กลับไปกินโต๊ะสรวลเสเฮฮากับบรรดาเสนาอำมาตย์ในวังมิได้สนใจการคัดเลือกเข้าเรียนของเธอเฉกเช่นท่านพ่อ-ท่านแม่ของคนอื่นๆ

             

            ซ้ำยังจัดเวรยามคนอารักขาเธอที่มีนิสัยชอบก่อกวนหาเรื่องคนอื่น วันๆ หาแต่เรื่องเข้าสำนักวันนี้ก็ดันไปมีเรื่องกับเจ้าเด็กไร้นามคนหนึ่งถ้าขืนเขาบาดเจ็บปางตายไปจะทำอย่างไร เธอได้แต่ส่ายหัว

             

            “ข้าไม่ได้ต้องการให้มันเป็นแบบนั้นเลยนะ ข้าขอโทษเจ้าด้วย”

             

            หงส์นราพูดกับตัวเองเบาๆภาพที่ผู้คนมองเห็นเธอว่าเป็นเสมือนเทพธิดาของสำนักนภาเวหาหาวแท้ที่จริงแล้วนั่นไม่ใช่สิ่งที่เธอปรารถนาเลยสักนิด

             

            เด็กสาวจำนวนไม่น้อยมีเธอเป็นแบบอย่างทั้งการแต่งตัว บุคลิกลักษณะท่าทาง เธอกลายเป็นเด็กสาวตัวน้อยที่เป็นต้นแบบซึ่งก็น่าภูมิใจไม่น้อยกับการเป็นคนดังของแทบทั้งอาณาจักรในขณะที่ยังอายุน้อยๆ  แต่ใครจะรู้ว่าลึกๆเธอถูกกดดันจากคนรอบด้านอย่างไรบ้าง?

             

            การคัดเลือกงวดเข้ามาทุกขณะบนจอมอนิเตอร์ มีช่องสีเหลี่ยมเล็กๆ ระบุจำนวนผู้ผ่านการคัดเลือก 51 คนในขณะที่ถึงผู้คัดเลือกลำดับที่ 90!

             

           “โอ้ยๆๆๆ อีก 2 คนก็จะถึงลำดับของข้าแล้ว...ข้าอยากไปห้องน้ำเสียตอนนี้เลย”

     

            เธียรธวัชนั่งห่อตัวเขย่าขารัวๆด้วยความตื่นเต้น เป็นดั่งเช่นที่ท่านผอ. ได้พูดติดตลกเมื่อช่วงต้นแต่มันกลับไม่ใช่เรื่องน่าขำสำหรับเธียรธวัชในเพลานี้   

     

           “เจ้าลองทำอาณาปานสติ รวบรวมพลังฌานแล้วหายใจเข้า-ออกช้าๆ จะพอควบคุมได้ ลองทำดูข้าใช้วิธีนี้เวลาสงบสติอารมณ์และรักษาระดับพลังฌาน”ปราณแนะวิธีแก้ประหม่าและตื่นเต้น

     

           เธียรธวัชจึงลองทำตามที่ปราณบอก แม้จะไม่ได้นั่งขัดสมาธิก็ตามเขาประสานมือขวาทับมือซ้าย ยกนิ้วหัวแม่มือขึ้นมาชนกัน แล้วหลับตาลงกำหนดความรู้สึกจากหัวใจที่กำลังเต้นรัว แล้วหายใจเข้า-ออกช้าๆ

     

            สักพักหัวใจที่เต้นระรัวเมื่อครู่ค่อยๆ ลดระดับความถี่ลงมา จนเริ่มเข้าสู่การเต้นตามปกติ เธียรธวัชหายใจเข้า-ออกกำหนดรู้ขนาดของลมหายใจทั้งหมด

             

            ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกว่าเลือดลมในร่างกายเริ่มไหลเวียนสะดวกขึ้นรับรู้ถึงพลังฌานที่กำลังไหลเวียนเข้าสู่เส้นประธานทั้งสิบอย่างลื่นไหลเขาหายใจเข้า-ออกได้ยาวขึ้น ลึกขึ้น นานมากขึ้น รอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนใบหน้าทั้งๆที่ยังหลับตาอยู่ เป็นความรู้สึกที่เธียรธวัชยังไม่เคยสัมผัสมาก่อน

             

            เขาเริ่มเรียนรู้ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ปราณสามารถควบคุมพลังฌานได้อย่างมีพลังเขารู้สึกอบอุ่นและมีความสุข

             

            เขากำลังกางแขนขาอยู่ในอากาศอันเวิ้งว้างว่างเปล่าเพียงผู้เดียวมันเหมือนเป็นโลกส่วนตัว ที่ปลดปล่อยทุกสิ่งอย่างทิ้งไป

             

            ร่างกายผ่อนคลายเขาลอยคว้างอยู่อย่างนั้น นานเท่าไหร่ไม่รู้ จนได้ยินเสียงประกาศเรียกลำดับที่ 93จึงลืมตาขึ้นช้าๆ บัดนี้จิตใจของเขาสงบแล้ว แววตาของเธียรธวัชเปลี่ยนไปดูสุขุมมากขึ้น เธียรมองปราณแล้วยิ้มเป็นการขอบคุณ

             

            “ทำให้เต็มที่นะเธียร!...ยังไงเจ้าก็ผ่านสบายอยู่แล้ว”

             

            ปราณจับมือเพื่อนรักที่กำลังเดินลงไปอย่างสง่างาม บุคลิกผิดแผกกับก่อนหน้านั้นเป็นคนละคน!

     

    คล้ายกับเรื่องปราณ จอมคนเหนือพิภพ ภาคปฐมบท ที่คุณอ่าน