จวิ้นอ๋องกลับจากฝึกทหารรีบรุดขึ้นไปแช่บ่อน้ำพุร้อนไม่นานนักก็กลับมานั่งชะเง้อคอที่โถงด้านหน้า “พ่อบ้านเกา เย็นป่านนี้แล้วเหตุใดแม่นางเหอยังไม่มา”
“ข้าน้อยส่งคนไปตามนางแล้วพะยะค่ะ” อาการท่านอ๋องสี่ห้าวันมานี้ พ่อบ้านเการู้ดี แต่ละวันกลับมาถึงจวนก็เร่งอาบน้ำแล้วมารอแม่ครัวหน้าแฉล้มทำอาหารตกค่ำก็สั่งนางไปนั่งเฝ้าทรงงานที่เรือนพระอักษร จนดึกดื่นจึงปล่อยนางกลับไปนอนเรือนเล็กแต่มีบางวันที่พ่อบ้านเกาเห็นนางนอนหลับอยู่ในห้องทรงพระอักษร ทรงสั่งให้เพิ่มพรมหนาและนุ่มขึ้น ทั้งยังให้เอาผ้าห่มของพระองค์บางผืนออกมาให้นางใช้
เมื่อน้ำหนักของนางในใจท่านอ๋องมีถึงเพียงนี้แล้วพ่อบ้านเกาย่อมต้องใส่ใจนางเป็นพิเศษ
“ท่านพ่อบ้านรองแม่ทัพทั้งสองมาขอพบท่านอ๋อง ขอรับ” บ่าวรับใช้เข้ามารายงาน
“ไปเชิญเข้ามา”ท่านอ๋องโบกมือไล่ด้วยใบหน้าอึมครึม อุตส่าห์รีบขึ้นไปแช่น้ำพุร้อนแล้วรีบลงมาเพื่อรอดูหน้านางแต่กลับไม่ได้เห็น
พ่อบ้านเกาหวังจะเดินออกไปเตือนแม่ทัพทั้งสองขณะกำลังสนทนาไปได้สี่ห้าประโยค เหอเจียอีกับเหอหงเซ่อก็มาพร้อมกับบ่าวรับใช้ที่ให้ไปตาม
“เดี๋ยวข้าเดินนำหน้าพวกท่านก็แล้วกันหากเกิดเรื่องอันใดก็ต้องขอให้แม่นางเหอออกหน้าแทนพวกเราด้วย”รองแม่ทัพมู่อมยิ้มส่งให้นาง
เหอเจียอีหน้าร้อนผ่าว“ทำไมต้องเป็นข้าด้วยเล่า?หากท่านอ๋องสั่งโบยข้าจะทำอันใดได้”
“เจ้าแค่ยิ้มหวานๆให้ท่านแม่ทัพ พวกเราก็รอดแล้ว” มู่หลี่เฉียงหัวเราะหึๆ ในลำคอ เขาสังเกตว่าระยะนี้ท่านแม่ทัพอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ที่แท้ก็เพราะมีนางมาอยู่เฝ้าทุกค่ำคืนนี่เอง
ฉินอี๋นั่วสังเกตอาการพ่อบ้านเกามู่หลี่เฉียง และแม่นางเหอแล้วก็เริ่มเข้าใจในถ้อยคำสนทนามีเลศนัยนั้น เหอหงเซ่อไม่พูดไม่จานางเพียงยืนเงียบๆอยู่ข้างพี่สาว
เมื่อเห็นนางเดินตามรองแม่ทัพทั้งสองเข้ามาห้องโถงใบหน้าถมึงทึงที่ดูมืดครึ้มก็พลันสว่างขึ้น แม้จะยังไม่ยิ้มออกมาแต่ทั้งสามคนต่างรู้สึกโล่งใจ
“ข้าเอาแม่นางเหอมาส่งท่านแม่ทัพ” รองแม่ทัพมู่ ทำทีคารวะ พร้อมผายมือไปทางเหอเจียอี และเหอหงเซ่อ
สายตาดุดันส่งกลับมาทำเอามู่หลี่เฉียงสะดุ้งเหอเจียอีทำความเคารพจวิ้นอ๋อง นางไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมองเขาทำให้คนรอรู้สึกหงุดหงิด
“เจ้ารีบไปทำอาหารเถิดเปิ่นหวางหิวมากจนใกล้จะโมโหแล้ว” จวิ้นอ๋องสะบัดน้ำเสียงดุๆ ใส่นาง
เหอเจียอีได้ยินเช่นกันก็เงยหน้าขึ้นสบตาท่านอ๋องแล้วยิ้ม“ข้าน้อยจะรีบทำอาหารให้ท่านอ๋องเสวยเดี๋ยวนี้เพคะ”
ใบหน้าดูเคืองๆของเขาทำให้นางรู้สึกอารมณ์ดี เหอหงเซ่อกระซิบกระซาบเมื่อเดินพ้นห้องโถง “พี่เจียอี ท่าทางท่านอ๋องจะชะเง้อคอรอท่านจนโมโหเสียมากกว่า”แล้วนางก็หัวเราะคิกคัก
“เจ้าอย่าเสียงดังเชียวเดี๋ยวใครได้ยินเข้า” เหอเจียอีอมยิ้มแต่ทำทีดุน้องสาวนางหันไปประคองมือใกล้หูของอีกฝ่าย “เจ้าระวังตัวด้วยที่นี่มีองครักษ์เงาอยู่เต็มไปหมดจะพูดจะคุยอะไรต้องระวังตัว” เหอหงเซ่อทำตาโตนางเพิ่งนึกออกว่าพ่อบ้านเหอเคยสั่งนางนักหนา ถ้าเข้าจวนแม่ทัพต้องระวังคำพูด กำแพงมีหูประตูมีช่องเป็นเช่นนี้นี่เอง
“พวกเจ้าไปคุยกับข้าที่เรือนอักษร”จวิ้นอ๋องหันมาสั่ง “พ่อบ้านเกา ท่านต้มชากล่องที่เอามาจากวังคราวก่อนให้ด้วย”
“พะยะค่ะ”
ครึ่งชั่วยามอาหารก็ถูกจัดขึ้นโต๊ะจวิ้นอ๋องพร้อมรองแม่ทัพคู่ใจออกมานั่งรับประทานอาหารมู่หลี่เฉียงเอ่ยแสดงความดีใจที่ได้ลิ้มรสฝีมือแม่นางเหออีกครั้งหลังจากที่ต้องฝึกทหารจนไม่มีโอกาสออกไปนั่งรับประทานอาหารที่ร้านเจียอีอีกส่วนฉินอี๋นั่วสังเกตเห็นท่านแม่ทัพมีความสุขกับอาหารบนโต๊ะอย่างยิ่ง กินไปยิ้มไปเขาก็นึกถึงตนเองเมื่อครั้งพยายามไปขอกินข้าวที่บ้านภรรยา ในช่วงที่เขาหมายปองนางอยู่ ยิ่งวันใดได้กินอาหารฝีมือนางรู้สึกราวเดินอยู่ท่ามกลางมวลดอกไม้
‘มิน่า!ท่านแม่ทัพถึงได้รีบฝึกทหารอย่างแข็งขัน ไม่อยู่สังสรรค์เหมือนเช่นเคย รีบเร่งกลับจวนอยู่ทุกวี่วัน’
มู่หลี่เฉียงที่เป็นหนุ่มโสดเจ้าสำราญมองเห็นสีหน้าครุ่นคิดของรองแม่ทัพฉินจึงกล่าวเย้า“ท่านคิดถึงฝีมือทำอาหารของฮูหยินกระมัง”
“อืม....ทำไมเจ้ารู้”ฉินอี๋นั่วเป็นคนซื่อ กว่าจะเข้าใจนัยของอีกฝ่ายก็ทำเอามู่ หลี่เฉียงหัวฟัดหัวเหวี่ยงไปหลายครั้ง
“เฮ้อ! เอาไว้ข้าหาฮูหยินได้ก่อนก็แล้วกันข้าจึงจะเข้าใจเจ้า”รองแม่ทัพทั้งสองอายุไล่เลี่ยกันจึงเป็นทั้งเพื่อนร่วมรบและคู่กัดกันในบางที
“เจ้าก็อย่าเอาแต่กินอาหารตามเหลาตามหอนางโลมนักเลย มู่หลี่เฉียง” ท่านอ๋องที่อิ่มจนวางตะเกียบได้เริ่มยิ้มออก
“เอาไว้ให้ข้าหาแม่ครัวที่ทั้งเก่งทั้งเลอโฉมแบบท่านได้ข้าจะไม่ออกไปไหนเช่นกัน” มู่หลี่เฉียงโต้กลับทันควัน ทำเอาท่านอ๋องยิ้มร่า
“ข้าจะรอวันนั้น”เมื่อเห็นแขกทั้งคู่อิ่มหนำสำราญแล้ว ท่านอ๋องเร่งไล่ทั้งคู่กลับ“พวกเจ้าไปได้แล้ว ข้ามีรายงานต้องส่งกลับราชสำนักอีกหลายฉบับ ไม่มีเวลาอยู่ดื่มกับพวกเจ้าเอาไว้คราวหน้าค่อยเชิญรองแม่ทัพอาวุโส กับท่านกุนซือมาร่วมด้วย”
มู่หลี่เฉียงหรี่ตายกยิ้มมุมปาก“ที่จวนของท่านคงจะมีสิ่งเสริมฮวงจุ้ยสินะข้ารู้สึกท่านแม่ทัพหมู่นี้ทำงานหนักจนแทบจะเป็นหักโหม”
“หลังของเจ้าว่างจากการโบยมานานนักหรือไร?” แววตาสังหารของจวิ้นอ๋องตวัดมายังรองแม่ทัพมู่
“โอว....ท่านแม่ทัพข้าน้อยแค่สงสัยเท่านั้น เพราะเป็นห่วงสุขภาพของท่านต่างหาก”
ท่านอ๋องเดินยิ้มอารมณ์ดีเข้าไปเรือนอักษรบ้วนปากแล้วก็เริ่มทรงงานโดยมีเหอเจียอีนั่งยิ้มอยู่ที่มุมห้อง“เจ้าขยับมาตรงนี้สิ เปิ่นหวางจะได้เรียกสะดวก อยู่ไกลต้องใช้เสียงดังตอนดึกอาจจะเจ็บคอได้”
เหอเจียอียิ้มหวานก่อนจะขยับพรมหนานุ่มเข้ามาแทบจะชิดโต๊ะ“ตรงนี้ดีไหมเพคะ” นางลอยหน้าลอยตาไปใกล้ใบหน้าคร้ามคมสัน
จวิ้นอ๋องทำสายตาปรามเมื่อเห็นนางทำทีประชด“เจ้านี่ สั่งอย่างทำอย่าง”
“เพื่อให้มีประโยชน์ยิ่งขึ้นข้าน้อยจะช่วยท่านอ๋องฝนหมึกเอง เพคะ” นางขยับมานั่งใกล้ ทำหน้าที่อย่างแข็งขัน จวิ้นอ๋องแทบจะไม่เป็นอันอ่านพระราชหัตถเลขาของฮ่องเต้คอยแต่จะชำเลืองดูใบหน้าจิ้มลิ้มของนางที่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ข้างๆ
หลายวันที่มีนางเฝ้าอยู่ในห้องสองต่อสองจวิ้นอ๋องนึกอยากจะละทิ้งความเป็นสุภาพบุรุษแล้วอุ้มนางไปขึ้นเตียงบรรทมเสียด้วยกันนางเองก็ดูเหมือนจะมีใจให้ ถ้าเขาพูดจาฝากรักกับนางดีๆ นางอาจจะยอมรับเป็นชายารองแม้จะอยากแต่งนางเป็นชายาเอก แต่ด้วยฐานะชาติตระกูลของนาง ฮองไทเฮาอาจไม่ทรงยินยอมเขาจะยืนยันกับนางว่าจะไม่แต่ง พระชายาอีกจะมีเพียงนางผู้เดียว บางทีนางอาจจะตกลงปลงใจ
จวิ้นอ๋องหันมาอีกครั้งนางก็หลับฟุบไปกับขอบโต๊ะ ใบหน้าของนางทาบกับเอกสารสั่งการที่เขาเพิ่งเขียนรอยหมึกตัวอักษรทาบอยู่ครึ่งแก้ม ท่านอ๋องหัวเราะด้วยความเอ็นดูพลางพลิกตัวนางแล้วเลื่อนร่างให้นอนลงหนุนตักตนเองแก้มข้างที่เปื้อนรอยหมึกหงายอยู่ด้านบนชายหนุ่มยิ้มแล้วชะโงกหน้าไปจูบขมับนางเบาๆ
‘เหอเจียอี เจ้าน่ารักยิ่งนัก’
-------------------------------------------------------------------------------------------------------
1. พระราชหัตถเลขา คำราชาศัพท์ แปลว่า จดหมาย
2. ตำแหน่งจวิ้นอ๋อง (ท่านอ่องลำดับสอง) มีภรรยาได้หลายตำแหน่งทั้งพระชายาเอก พระชายารอง ชายาเอก และชายารอง
