[สถานที่: ลานจอดพาหนะ ประตูเมืองชิงเหอ - ยามรุ่งสาง]
แสงตะวันแรกของวันใหม่เริ่มสาดส่องทาบทับยอดหอคอยเมืองชิงเหอ ขับไล่ความมืดมิดของรัตติกาลให้จางหาย อากาศยามเช้าสดชื่นและเย็นสบาย ทว่าบรรยากาศ ณ ลานกว้างหน้าประตูเมืองกลับเต็มไปด้วยความกดดันที่มองไม่เห็น
ตัวแทนทั้ง 7 ของเมืองชิงเหอ มารวมตัวกันครบครัน ณ จุดนัดพบ เย่หวง เดินทอดน่องมาถึงเป็นคนสุดท้ายในชุดจอมยุทธ์สีขาวขลิบเงิน ดูเรียบง่ายแต่ตัดเย็บประณีตเข้ากับรูปร่างสมส่วน ใบหน้าหล่อเหลาประดับรอยยิ้มจางๆ แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องจับตามองคือ "กองเชียร์กิตติมศักดิ์" ที่เดินมาส่งเขา
ด้านซ้ายคือ เย่เทียน เจ้าสำนักกระบี่เมฆา ผู้เป็นบิดาตบไหล่ลูกชายด้วยความภาคภูมิใจและเป็นห่วง
"ระวังตัวด้วยนะลูกพ่อ... จำไว้ว่าชีวิตสำคัญกว่าชัยชนะ หากไม่ไหวให้ถอยทันที"
ด้านขวาคือ หลันซิน ศิษย์พี่หญิงผู้อ่อนโยน นางน้ำตาคลอเบ้า มือเรียวช่วยจัดปกเสื้อให้เย่หวงอย่างทะนุถนอม
"ศิษย์น้อง... ข้าทำข้าวปั้นห่อใบบัวไว้ให้เจ้ากินระหว่างทาง อย่าลืมทานนะ แล้วรีบกลับมา... ข้าจะรอ"
และที่ทำเอาหนุ่มๆ ทั้งลานตาค้าง คือสาวงามในชุดกี่เพ้าสีแดงเพลิง ฉินฮวา เถ่าแก่เนี้ยแห่งหอประมูลมังกรทอง นางเดินนวยนาดมาส่ง มู่ชิงเสวี่ย (ในฐานะผู้สนับสนุนเงินทุนวิจัย) และ เย่หวง
"น้องหญิงมู่ ฝากดูแลตัวเองด้วยนะเจ้าคะ..."
นางยิ้มให้บัณฑิตสาว ก่อนจะหันมาส่งสายตาหวานหยดย้อยให้เย่หวง
"ส่วนคุณชายเย่... อย่าเพิ่งไปตกหลุมรักสาวเมืองอื่นจนลืมพี่สาวคนนี้นะเจ้าคะ กลับมาเมื่อไหร่... หอประมูล (และตัวข้า) ยินดีต้อนรับเสมอ"
"มาช้าจริงนะ... แถมยังพากองเชียร์มาอวดอีก"
เสียงแขวะดังขึ้นจาก หวังเล่ย อดีตอันดับสองที่ตอนนี้ตกกระป๋อง เขาจ้องมองภาพความอบอุ่นนั้นด้วยความอิจฉาริษยา แต่ก็ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม
เย่หวงเพียงแค่ยักไหล่ โบกมือลาครอบครัวและสาวงามทั้งสอง ก่อนจะเดินเข้าแถว สายตาของเขาจับจ้องไปที่หญิงสาวผู้ยืนโดดเด่นอยู่หัวแถว หลิวหรูเยียน... วันนี้นางดูงดงามและทรงพลังผิดหูผิดตา ผิวพรรณขาวผ่องอมชมพูดูเปล่งปลั่งราวกับมีแสงสว่างในตัวเอง ไอความร้อนจางๆ แผ่ออกมารอบกายทำให้อากาศรอบตัวนางบิดเบี้ยวเล็กน้อย
เย่หวงหรี่ตาลงเล็กน้อย ระบบทำงานทันทีเพื่อตรวจสอบความเปลี่ยนแปลง
[System: Gamer Vision Activated]
[Scan Result: Liu Ruyan (Party Member)]
Name: หลิวหรูเยียน (Liu Ruyan)
Age: 19 ปี
Level: 26 (Spirit Realm - High) [Level Up!]
Archetype: จอมยุทธ์ธาตุไฟ / สายความเร็ว (Fire Speedster)
[ค่าสถานะ (Attributes)]
STR (พละกำลัง): 125 (เพิ่มขึ้นจากผลของกายาหงส์เพลิง)
AGI (ความเร็ว): 140 (รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ)
CON (ความอึด): 110 (ร่างกายทนทานต่อความร้อนสูง)
QI (ปราณ): 4,850 (เพิ่มขึ้นมหาศาลจากการดูดซับบัวหัวใจเพลิง)
[สถานะพิเศษ (Special Status)]
กายาหงส์เพลิงตื่นรู้ (Awakened - Stage 1): พลังโจมตีธาตุไฟแรงขึ้น 50%, ต้านทานไฟสมบูรณ์แบบ
Comment: พลังปราณเสถียรและหนาแน่นขึ้นจนน่าตกใจ เธอพร้อมที่จะเผาผลาญทุกอย่างที่ขวางหน้า
เย่หวงยิ้มมุมปาก เดินเข้าไปกระซิบข้างหูนางเบาๆ
"ยินดีด้วยนะ... คุณหนูหลิว สเตตัสโหดขึ้นเยอะเลยนี่ ดูเหมือน 'ดอกบัวเน่า' ดอกนั้นจะแสดงอิทธิฤทธิ์แล้วสินะ?"
หลิวหรูเยียนสะดุ้งเล็กน้อย ใบหน้าสวยแดงระเรื่อขึ้นลามไปถึงใบหู นางหันมาค้อนขวับ
"ปากเสีย! ...แต่ก็ขอบใจเจ้ามาก ถ้าไม่ได้เจ้าชี้แนะ ข้าคงมาไม่ถึงขั้นนี้ได้ในคืนเดียว"
ครืนนนนน!
บทสนทนาถูกขัดจังหวะด้วยเสียงคำรามกึกก้องจากฟากฟ้า เงาทะมึนขนาดมหึมาทาบทับลงมาเหนือศีรษะ บดบังแสงอาทิตย์จนลานกว้างตกอยู่ในความมืดสลัว พร้อมกับเสียงเครื่องยนต์พลังปราณที่ครางกระหึ่ม ลมกรรโชกแรงจากการกดทับของมวลอากาศพัดฝุ่นตลบอบอวล จนทุกคนต้องยกแขนขึ้นบังหน้า
เมื่อฝุ่นจางลง ทุกคนแหงนหน้ามองด้วยความตื่นตะลึง อ้าปากค้าง สิ่งที่ลอยลงมาจอดเทียบท่า คือ
"เรือเหาะพลังปราณ (Spirit Airship)"
ขนาดมหึมาความยาวกว่าร้อยเมตร! ตัวเรือสร้างจากไม้ทนสิทธิ์สีดำสนิทขัดมันวาวที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า ด้านข้างสลักลวดลายอักขระเวทสีทองเรืองแสงระยิบระยับเพื่อพยุงตัวเรือ ท้ายเรือมีกังหันผลึกแก้วขนาดใหญ่สามชุดที่หมุนวนด้วยพลังงานสีฟ้า ขับเคลื่อนด้วยหินลมปราณระดับสูง ใบพัดขนาดยักษ์ตัดอากาศเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
"นี่คือ... 'นาวาปราณเหินเวหา' สมบัติประจำจวนเจ้าเมือง..."
มู่ชิงเสวี่ย ขยับแว่นสายตาที่เกือบหลุด มือสั่นเทาด้วยความตื่นเต้นทางวิชาการ นางรีบเอ่ยข้อมูลออกมา
"มันเป็นเทคโนโลยีโบราณที่หาดูได้ยากมาก... ต้องใช้หินปราณระดับสูงถึง 100 ก้อนในการเดินเครื่องแต่ละครั้ง... ช่างสิ้นเปลืองมหาศาล แต่แลกมาด้วยความเร็วและความปลอดภัยระดับสูงสุด!"
"ขึ้นมากันได้แล้ว!" เสียงทรงอำนาจของ เจ้าเมืองหลิวหยุน ดังมาจากดาดฟ้าเรือ เขายืนกอดอกมองลงมาด้วยสายตาเปี่ยมบารมี
"อย่ามัวแต่ยืนเหม่อ! เวลาไม่คอยท่า... เราจะมุ่งหน้าสู่สนามสอบ เดี๋ยวนี้!"
[สถานที่: บนดาดฟ้าเรือเหาะ - ความสูง 3,000 ฟุต เหนือพื้นดิน]
เรือเหาะทะยานขึ้นสู่ท้องนภาอย่างนิ่มนวล แหวกว่ายผ่านก้อนเมฆสีขาวราวกับปลาวาฬยักษ์แหวกว่ายในมหาสมุทร
ทิวทัศน์ของเมืองชิงเหอเบื้องล่างกลายเป็นเพียงจุดเล็กๆ เหมือนของเล่น แม้ภายนอกลมจะกรรโชกแรงจนฉีกร่างคนได้ แต่ด้วยม่านพลังปราณโปร่งแสงที่กางคลุมตัวเรือ ทำให้บนดาดฟ้านั้นเงียบสงบและยืนอยู่ได้อย่างสบาย
"ฟังให้ดี!"
หลิวหรูเยียนในฐานะหัวหน้าทีม เรียกตัวแทนทั้ง 7 มารวมตัวกันที่โต๊ะกลมกลางดาดฟ้า สีหน้าของนางจริงจังขึ้นหลายส่วน
"ปีนี้การแข่งขันดุเดือดกว่าทุกปี... เมืองชิงเหอของเราถูกจัดอยู่อันดับ 5 ซึ่งเป็นอันดับรั้งท้ายของ '5 เมืองใหญ่' ทำให้เมืองอื่นๆ โดยเฉพาะเมืองอันดับ 4 อย่าง 'เมืองป้อมอัสนี' มักมองเราเป็นหมูในอวย เป็นแค่ทางผ่านเก็บคะแนน"
นางกวาดสายตามองทุกคน โดยเฉพาะหวังเล่ยและตัวแทนอีก 3 คนที่ดูประหม่า
"ดังนั้น... ข้าขอสั่งในฐานะหัวหน้าทีม ในช่วงแรกของการสอบ ไม่ว่ากติกาจะเป็นอย่างไร เราต้องรวมกลุ่มกันไว้ ห้ามแตกแถวเด็ดขาด! การสามัคคีคือทางรอดเดียวของเรา เข้าใจไหม?"
"รับทราบ!" ทุกคนขานรับ แม้แต่หวังเล่ยก็จำใจพยักหน้า เพราะรู้ตัวว่าลำพังตัวเองคงไม่รอด
"จากการวิเคราะห์ภูมิประเทศ..."
มู่ชิงเสวี่ยกางแผนที่โบราณลงบนโต๊ะ นางชี้ไปที่จุดสีแดงขนาดใหญ่
"สนามสอบคือ 'หุบเขาหมอกวิญญาณ'... มันเป็นหุบเขาปิดที่มีสภาพอากาศแปรปรวน เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว มีสัตว์อสูรดุร้ายระดับวิญญาณชุกชุม และที่น่ากลัวที่สุดคือ 'หมอก' ที่มีฤทธิ์หลอนประสาทและเป็นค่ายกลตามธรรมชาติ... การเอาตัวรอดคือกุญแจสำคัญ ไม่ใช่แค่การต่อสู้"
เย่หวงไม่ได้สนใจแผนที่มากนัก เขายืนพิงราวระเบียงเรือ มองออกไปสุดสายตาที่เส้นขอบฟ้า
จู่ๆ เขาก็เห็นบางสิ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางกลุ่มเมฆ
"นั่นมัน... ของจริงดิ?"
ภูเขาขนาดมหึมาที่เสียดยอดแทงทะลุเมฆขึ้นไปสู่ชั้นบรรยากาศ ปรากฏแก่สายตา มันไม่ใช่ภูเขาธรรมดา แต่ถูกปกคลุมด้วย "หมอกเจ็ดสี" ที่หมุนวนราวกับพายุทอร์นาโดขนาดมหึมา รอบๆ หุบเขามีร่องรอยของพลังปราณมหาศาลที่บิดเบือนมิติ จนท้องฟ้าเหนือบริเวณนั้นมีสีที่ผิดเพี้ยนไป นี่คือดินแดนศักดิ์สิทธิ์และอันตรายที่สุดแห่งหนึ่งของอาณาจักรเทียนหยวน
"ถึงแล้ว... หุบเขาหมอกวิญญาณ"
เจ้าเมืองหลิวหยุนเดินมายืนข้างหลังเย่หวง แล้วประกาศก้อง
เมื่อเรือเหาะเริ่มลดระดับลง ภาพเบื้องล่างก็ชัดเจนขึ้น ลานกว้างหน้าหุบเขาที่ปูด้วยหินศิลาแลงขนาดใหญ่ กินพื้นที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา บัดนี้เนืองแน่นไปด้วยผู้คนนับหมื่น! ไม่ใช่แค่คน... แต่ยานพาหนะสุดอลังการมากมายจอดเรียงรายกัน เรือเหาะหัวมังกรของราชวงศ์, นกอินทรีขนเหล็กยักษ์ของสำนักกระบี่, เต่ายักษ์ลอยฟ้าของสำนักป้องกัน... และขบวนรถม้าหรูหราอีกนับไม่ถ้วน ธงทิวของสำนักต่างๆ โบกสะบัดปลิวไสว ส่งเสียงพรึ่บพรั่บท้าทายลม
เย่หวงสูดหายใจลึก สัมผัสได้ถึงแรงกดดันวิญญาณที่ตีกันยุ่งเหยิงจากเหล่าอัจฉริยะทั่วสารทิศ แรงกดดันนี้หนาแน่นจนแทบจะจับต้องได้ บรรยากาศของการแข่งขัน การแก่งแย่ง และกลิ่นอายของการฆ่าฟัน ลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ
เขายกยิ้มมุมปาก ดวงตาเป็นประกายวาวโรจน์ด้วยความตื่นเต้น
"คนเยอะชะมัด... สัตว์ประหลาดเพียบเลยแฮะ... งานนี้สนุกแน่"