เทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี

    ตอนที่ 141 สถานการณ์ไม่สู้ดี


     

       หลังจากที่จางยี่และอู๋เซี่ยนมาถึงบริเวณหน้าจวนเจ้าเมืองก็พบฝูงชนแน่นขนัดยืนออกันบริเวณหน้าปากทางเข้า โดยมีทหารยามคอยกันไม่ให้ใครเข้าไป

     

    บนท้องฟ้าเหนือจวนเจ้าเมือง

     

       หงลี่และหม่าฮั่นต่อสู้กันอย่างดุเดือด ทุกครั้งที่กระบี่และหมัดปะทะกันทำให้เกิดคลื่นพลังกระจายออกไปส่งผลให้ผู้ฝึกตนระดับต่ำไม่สามารถติดตามดูใกล้ๆได้

     

     

    "เจ้าพวกชั่วกล้าจับตัวศิษย์น้องข้าไปแล้วไม่กล้ายอมรับ" หงลี่ยังคงโจมตีพร้อมกับตะโกนอย่างต่อเนื่องด้วยความโมโห

     

     

       สายตาอู๋เซี่ยนเริ่มจ้องมองการต่อสู้ของคนทั้งสองอย่างจดจ่อตั้งแต่มาถึงเขาพบว่าหงลี่ยังไม่ใช้ทักษะใดออกมาเลยนอกจากเพลงกระบี่

     

       ต่างกับหม่าฮั่นที่ใช้ทักษะระดับกึ่งตำนานออกมาบ้างแล้วจากการประเมินแม้ระดับการบ่มเพาะของคนทั้งคู่จะอยู่ในระดับจักรพรรดิฟ้าขั้นต้นแต่หม่าฮั่นกลับเป็นรองอยู่บ้าง

     

    ไม่นานหงลี่ชูกระบี่ขึ้นเหนือศีรษะพลังปราณรอบทิศทางจึงก็ก่อตัวขึ้นเป็นกระบี่สีทองเล่มใหญ่หลายสิบเมตร

     

    "นั่นคือเพลงกระบี่ราชันย์ของศิษย์พี่รอง"จางยี่อธิบายให้อู๋เซี่ยนฟัง

     

    เพียงกระบี่เล่มนั้นปรากฏขึ้นแรงกดดันมหาศาลก็ทะลักออกมาทำให้ผู้คนรู้สึกหายใจไม่ออก

     

    "ในเมื่อไม่ปล่อยคน ข้าก็จะทำลายจวนนี้ทิ้งไปเสีย"

     

       เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องต่างหลบหนีกันเป็นพัลวันเพราะกลัวจะถูกลูกหลง

     

       ฝ่ายชายชราตาเดียวก็มีสีหน้าไม่สู้ดีนักแม้เพลงกระบี่นั้นจะไม่ใช่ทักษะโดยตรงแต่อานุภาพของมันก็ไม่ได้ต่างไปจากทักษะระดับตำนานสักเท่าไหร่และหากตนหลบสิ่งปลูกสร้างด้านล่างก็ต้องพังทลายลงเป็นแน่

     

    "ราชันกระบี่หงลี่ท่านผิดแล้วเป้าหมายของข้ามีเพียงชายที่มีผ้าผูกตาสีแดงนั่นเท่านั้น"หม่าฮั่นตะโกนพร้อมทำท่ามุทรา

     

       ด้านหลังของชายชราเกิดร่างของหมาป่าสีเทาตัวใหญ่ขึ้นนี่เป็นทักษะ "อัญเชิญเทพ" ที่ใช้ได้เมื่อเข้าสู่ระดับราชันยุทธ และผู้ฝึกตนส่วนใหญ่จะไม่ใช่ทักษะนี้อย่างพร่ำเพรื่อเพราะมันจะกินพลังปราณในร่างอย่างมหาศาล

     

       หลังจากหมาป่าโผล่ออกมากระบี่สีทองก็ดิ่งตรงเข้าใส่จุดที่หม่าฮั่นอยู่รัศมีของมันเพียงพอที่จะทำลายพื้นที่ของจวนนี้ให้ราบเป็นหน้ากลอง

     

       หมาป่าสีเทาที่พึ่งได้ออกมาดูโลกเมื่อเห็นแสงกระบี่ยักษ์มันก็คำรามออกมาอย่างไม่พอใจก่อนจะใช้กรงเล็บตวัดกระบี่สีทองนั้นจนสลายไป

     

       การกระทำของหมาป่าทำให้หม่าฮั่นถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเพราะหากตนเลือกหลบสิ่งปลูกสร้างทั้งหลายก็จะพังทลายอย่างเลี่ยงไม่ได้

     

    ขณะนี้ลูกนัยน์ตาสีแดงของมันออกไปยังร่างเล็กจ้อยของหงลี่ด้วยท่าทีหยิ่งผยอง

     

    "เจ้าอัญเชิญข้าออกมาเพื่อจัดการมดปลวกผู้นั้นงั้นรึ"หมาป่าสีเทาหันกลับมาตวาดหม่าฮั่นที่ลอยตัวอยู่บนท้องฟ้าด้วยสำเนียงของมนุษย์

     

    "ท่านเทพหมาป่าเทาผู้ยิ่งใหญ่ได้โปรดช่วยข้าจัดการคนผู้นั้นด้วยเถิด"หมาฮั่นไม่สนใจคำด่าทอแต่เลือกที่จะกล่าวอย่างอ่อนน้อม

     

    "เหอะ ให้ข้าลดตัวไปสังหารมดปลวกพรรค์นี้น่ะหรือไม่เอาด้วยหรอก"หมาป่าตอบกลับอย่างหน้าตาเฉย ท่าทีของมันดูจะเป็นปฏิปักษ์กับหม่าฮั่นด้วยซ้ำ

     

       การกระทำเหล่านี้ทำให้อู๋เซี่ยนได้เปิดหูเปิดตาแม้จะความจำเสื่อมแต่ตนก็ทราบว่าปกติราชันยุทธที่มีพรสวรรค์จะสามารถใช้ทักษะอัญเชิญเทพนี้ได้

     

    แต่ก็ไม่คิดว่าจะมีสัตว์อัญเชิญตัวใดออกมาแล้วจะไม่เชื่อฟังผู้เป็นนายมาก่อน

     

    "พี่ชายอู๋ท่านดูหมาป่าตัวนั้นสิเป็นเพียงสัตว์โบราณแท้ๆกลับหยิ่งผยองพองขน..." จางยี่กล่าวอย่างดูแคลน

     

    "สัตว์โบราณ วีรชน เทพ"นี่คือสามระดับที่ไล่ตามความสามารถของพรสวรรค์ที่ผู้อัญเชิญมี

     

    เพราะแม้จะเป็นทักษะอัญเชิญเทพเหมือนกันแต่ไม่ใช่ว่าทุกอย่างที่อัญเชิญมาจะแข็งแกร่งเท่าเทียมกันทั้งหมด

     

       ราชันยุทธส่วนใหญ่กว่าครึ่งล้วนไม่มีพรสวรรค์มากพอที่จะใช้ทักษะอัญเชิญนี้ได้และคนอีกครึ่งที่เหลือก็มีเพียงหยิบมือที่สามารถอัญเชิญร่างของเทพจริงๆออกมาได้เช่นกัน

     

       ดังนั้นระดับของสิ่งอัญเชิญจะเป็นจุดชี้วัดว่าใครคือผู้ที่มีพรสวรรค์อย่างแท้จริงขณะที่หมาป่าสีเทาถกเถียงอยู่กับหม่าฮั่น ฝั่งหงลี่ก็ใช้ทักษะอัญเชิญเทพออกมาบ้าง ที่ด้านหลังของเขามีชายร่างยักษ์สวมชุดเกราะเหล็กลอยตัวอยู่

     

    หมาป่าเทาหลังจากเห็นนักรบผู้นั้นก็แสดงท่าทีจริงจังออกมาราวกับพบเห็นศัตรูคู่แค้น

     

    "สหายจูสังหารเจ้าหมานั่น" หงลี่กล่าวอย่างเรียบเฉย

     

    เพียงไม่ถึงเสี้ยวอึดใจร่างยักษ์ของนักรบผู้นั้นก็หายไปจากจุดเดิมก่อนจะโผล่ขึ้นตรงหน้าหมาป่าพอดิบพอดี

     

    พร้อมง้างทวนเงินอันใหญ่สะท้อนแสงแวววาวสับตรงลงไปอย่างไม่ปรานี

     

    "อย่าคิดว่าเป็นวิญญาณวีรชนแล้วข้าจะกลัวเจ้า"หมาป่าใช้กรงเล็บตะปบเข้าใส่ทวนเงินนั้นอย่างไม่หวั่นเกรง

     

    หลังจากนั้นหนึ่งคนหนึ่งสัตว์ก็ผลัดกันรุกผลัดกันรับไปมาอย่างดุเดือด

     

    สายตาหงลี่จ้องเขม็งไปที่หมาฮั่นที่กำลังหลับตาฟื้นฟูพลังปราณกระบี่ในมือเขาสั่นเทาเตรียมโจมตีครั้งถัดไป

     

       ที่ด้านล่างผู้เฝ้าดูก็อุทานขึ้นมาเป็นระยะบางคนก็ถึงกับเสี่ยงชีวิตเพื่อมาสังเกตการณ์ใกล้ๆ เพราะการต่อสู้ของจักรพรรดิฟ้าไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก

     

    "พี่ชายอู๋ท่านรออยู่นี่ข้าจะเข้าไปให้ใกล้กว่านี้เพื่อหาโอกาสส่งข้อความเสียง"จางยี่ในชุดคลุมสีดำเตรียมที่จะเข้าใกล้รัศมีของทั้งสองที่กำลังเปิดฉากโจมตีกันอยู่บนท้องฟ้าอีกระลอก

     

    "น้องจางข้าว่าพวกเราไม่ควรบู่มบ่าม" อู๋เซี่ยนพยายามห้ามปราม

     

       แต่อีกฝ่ายก็ทำเพียงพยักหน้าก่อนจะแทรกตัวเข้าไปอู๋เซี่ยนเองก็เข้าใจที่จางยี่ดูร้อนใจนั้นเพราะเป็นห่วงหงลี่ที่คิดว่าตนถูกจับตัว

     

       สายตาภายใต้ผ้ามองไปรอบๆ ก็เริ่มขมวดคิ้ว ทุกสิ่งมันดูไม่เข้าเค้าสักเท่าไหร่ตั้งแต่มาถึงจวนเจ้าเมืองนอกจากคนทั้งสองที่ต่อสู้กันบนท้องฟ้า และทหารยามหลายสิบชีวิตที่เฝ้าไม่ขยับเขยื้อนก็ยังไม่พบตงกุยผู้เป็นเจ้าเมืองเลยแม้แต่เงา

     

    "นี่มันผิดปกติเกินไป น้องจางอย่าพึ่งไปนี่อาจจะเป็นกับดัก"เขาพยายามส่งข้อความเสียงหาอีกฝ่าย

     

    "หากเป็นเช่นนั้นศิษย์พี่รองจะตกอยู่ในอันตราย"กล่าวจบจางยี่ก็แทรกตัวไปลึกกว่าเดิมกระทั่งถึงหน้าประตูจวนทางเข้า

     

    ทหารหน้าประตูกว่ายี่สิบนายที่ตั้งแถวอยู่ก็ส่งตัวแทนออกมา

     

    "เจ้าเป็นผู้ใดที่นี่คือจวนเจ้าเมืองเดือนดับห้ามใครผ่าน"

     

    จางยี่เองก็ค่อยๆเลิกฮู้ดดำที่คลุมศีรษะออก "ข้าจางยี่ศิษย์ของเทพกระบี่ซ้าย"

     

    คำเฉลยนี้ทำให้ทุกคนที่มุงดูเกิดเสียงฮือฮาเพราะกำลังงงว่าเหตุศิษย์เอกของเทพกระบี่จึงมาเยือนที่แห่งนี้ถึงสองคน

     

       ในเสี้ยวอึดใจยังไม่มีผู้ใดสามารถตั้งตัวทัน เกิดแสงสลัวขึ้นข้างกายจางยี่ก่อนจะมีมีมือขาวข้างหนึ่งโผล่มากุมลำคอเขาเอาไว้

     

    "อั่ก" จางยี่มีสีหน้าซีดเผือดพยายามขัดขืนสุดความสามารถแต่ก็ไม่เกิดผลมือขาวบอบบางนั้นราวกับคีบเหล็กที่หนีบลำคอเขาเอาไว้

     

    ไม่นานเจ้าของมือก็ค่อยๆเผยออกมาเห็นเป็นร่างสตรีในชุดสีฟ้าที่มีใบหน้าถมึงทึง กับเสือขาวที่เดินมาอยู่เคียงข้าง

     

    "หากไม่อยากให้ศิษย์พี่เจ้าตายละก็ จงเร่งบอกมาว่าคนที่สังหารลูกข้าหลบอยู่ที่ใด"

     

    เสียงฮือฮาดังขึ้นอีกระลอกเพราะคนส่วนใหญ่ในเมืองนี้จะรู้ว่าเจ้าเมืองตงกุยนั้นถึงจะมีระดับเพาะอยู่ในขอบขั้นราชันยุทธ

     

       เมื่อเทียบค่าเฉลี่ยของผู้ฝึกตนของแคว้นอรุณก็นับว่าอยู่ในเกณฑ์คนปกติทั่วไปแต่ที่เขายังคงรักษาอำนาจการเป็นเจ้าเมืองเดือนดับเอาไวได้ เพราะเขามีผู้หนุนหลังที่แข็งแกร่งอย่างสำนักพยัคฆ์ขาวอีกทั้งภรรยาของเขานั้นยังเป็นอาวุโสระดับสูงในสำนักอีกด้วย

     

       และแม้จะมีศักดิ์เป็นเพียงอาวุโสแต่สถานะของ"อินอิน" นั้นมีอำนาจเกือบทัดเทียมกับเจ้าสำนักเลยก็ว่าได้ เพราะสตรีนางนี้เคยช่วยเหลือพยัคฆ์ขาวที่เป็นหนึ่งในสัตว์เทพเข้าโดยบังเอิญ

     

    "ข้าไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม นั่นคือพยัคฆ์ขาวที่เป็นเชื่อสายหนึ่งในสัตว์เทพในตำนาน"มีเสียงตื่นเต้นมาจากฝูงชน

     

       อู๋เซี่ยนเองก็ยืนเหงื่อตก ตอนนี้เรื่องราวมันหนักหนากว่าที่ตนคิดนักจากที่เห็นสตรีชุดฟ้าแม้จะดูอ่อนเยาว์แต่การบ่มเพาะกลับอยู่เหนือกว่าหม่าฮั่นเสียอีก

     

       หากทั้งสองร่วมมือกันหงลี่แม้จะเก่งกาจปานใดก็ไม่ใช่คู่มือทั้งคู่อย่างแน่นอนแต่ตัวแปรสำคัญของเรื่องมันอยู่ตรงเสือที่มีขนสีขาวน้ำนมบริสุทธิ์ตัวนั้นต่างหาก

     

       เพราะชายหนุ่มไม่สามารถสัมผัสถึงระดับการบ่มเพาะของมันได้เลยขณะที่เขาพยายามใช้สายตาทั้งสายขวาจ้องมองไปยังร่างของมัน

     

       เสือขาวก็หันมาราวกับมันรู้ว่ามีคนกำลังพยายามสำรวจระดับการบ่มเพาะของมันอยู่ทำให้ผู้คนทั้งหลายถึงกับหน้าซีดเผือด

     

    "ข้าไม่รู้ว่าท่านพูดถึงผู้ใด" จางยี่ที่ถูกกุมลำคอตอบออกมาอย่างยากลำบากแต่สายตากลับมองตรงมายังจุดที่อู๋เซี่ยนยืนอยู่เพื่อส่งสัญญาณให้เขาหนี

     

    "ปิดล้อมที่นี่ไว้มันแฝงตัวอยู่ในฝูงชน" เมื่ออินอินสั่งการ กลุ่มผู้ฝึกตนในชุดสีเขียวก็กรูกันออกมาล้อมสถานที่แห่งนี้

     

    ส่งผลให้ผู้คนคนใหญ่ที่ไม่รู้จักตัวตนของอินอินโหวกเหวกด้วยความไม่พอใจ

     

    บนท้องฟ้าหงลี่ที่กำลังต่อสู้ติดพันกับหม่าฮั่นเมื่อเห็นจางยี่ถูกจับตัวก็มีสีหน้าไม่สู้ดี

     

    "หญิงชั่วปล่อยตัวศิษย์น้องข้าเดี๋ยวนี้"

     

       หงลี่เปลี่ยนทิศทางการโจมตีเป็นแทงกระบี่เข้าใส่อินอินแทนอู๋เซี่ยนที่เฝ้ามองอยู่ถึงกับพยักหน้าชายผู้นี้มีจิตใจที่รักพวกพ้องจริงๆ

     

       ขณะที่ชายพุ่งตรงมานั้นอินอินก็ไม่ได้สนใจเขาด้วยซ้ำสายตายังคงกวาดไปรอบๆเพื่อหาว่าใครคือคนที่ดูน่าสงสัย เสือขาวที่ยืนอยู่ข้างๆทำเพียงหันหน้ามาแล้วจ้องไปที่หงลี่

     

    ภาพที่เห็นคือชายหนุ่มที่กำลังบินตรงเพื่อจะใช้กระบี่โจมตีสตรีในชุดฟ้ากลับร่วงหล่นจากท้องฟ้าดื้อๆเสียอย่างนั้น

     

    ราวกับอุปทานหมู่ผู้คนธรรมดาถึงกับหมดสติส่วนผู้ที่มีระดับการบ่มเพาะต่ำถึงกับทรุดร่างลงกับพื้น

     

    "อึก..." แม้แต่อู๋เซี่ยนที่ยืนห่างเกือบห้าสิบเมตรยังรู้สึกท้องไส้ปั่นป่วน


    คล้ายกับเรื่องเทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี ที่คุณอ่าน