หลังจากได้รับการตอบรับคำขอจากทางด้านหมิงอู่และหมิงเหยียนแล้ว เฟยหรงและหมิงเย่ก็เดินออกจากคฤหาสน์ในทันทีในเวลานี้เฟยหรงรู้สึกเบิกบานหัวใจอย่างถึงที่สุดเพราะเขาได้หญิงงามมาอยู่ข้างกายอีกหนึ่งคน ส่วนทางด้านหมิงเย่นั้นเมื่อออกมาก็ตำหนิเฟยหรงเสียยกใหญ่แต่ก็ไม่ได้คัดค้านอะไรในการตัดสินใจของพ่อแม่ กลับกันนางกลับดีใจด้วยซ้ำที่พ่อแม่ของนางยกนางให้กับเฟยหรงแทนที่จะเป็นผู้ชายคนอื่น
เนื่องจากนางรู้สึกว่าชายคนนี้มีอะไรที่น่าดึงดูดหลากหลายอย่างหลายอย่างและมันทำให้รู้สึกว่าหากนางได้ติดตามอยู่ข้างกายของชายคนนี้จะได้เห็นอะไรที่มันแตกต่างจากที่นางเห็นในตอนนี้อย่างสิ้นเชิิง
เฟยหรงและหมิงเย่เดินทางมาถึงหอกระบี่ดาวตกโดยใช้เวลาเพียงไม่นาน เมื่อพวกเขาเหยียบย่างเข้ามาด้านในเขตของหอกระบี่ในเวลานี้กลับมีผุ้อาวุโสรอเขาอยู่แล้ว "เจ้าคือเฟยหรงใช้หรือไม่"
"ใช่ขอรับ ข้าคือเฟยหรง"
"ตามข้ามาท่านประมุขอยากจะคุยกับเจ้า"กล่าวจบผู้อาวุโสคนนั้นก็บินทยานไปยังเกาะลอยฟ้าสูงสุดในทันที เฟยหรงหันไปหาหมิงเย่ก่อนจะกล่าว "ข้าไปหาประมุขหอก่อนเจ้าไปที่ถ้ำของข้า พี่หญิงของเจ้ารออยู่"
หมิงเย่หน้าแดงก่อนที่นางจะทุบตีเฟยหรงไปชุดใหญ่ ชายหนุ่มได้แต่หัวเราะก่อนที่เขาจะฉวยโอกาสหอมแก้มนางไปหนึ่งฟอดใหญ่และรีบบินตามผู้อาวุโสไปในทันที ทิ้งให้หมิงเย่กระทืบเท้าด้วยความไม่พอใจใบหน้าแดงระเรื้อก่อนที่นางเองก็จะพุ่งไปยังเกาะของศิษย์สายใน ใช่! ไม่ใช่เกาะลอยฟ้าของศิษย์หลัก แต่เป็นศิษย์สายในเห็นได้ชัดเลยว่านางกำลังจะไปที่ถ้ำบำเพ็ญของเฟยหรงอย่างแน่นอน
"ท่านประมุขข้าพาตัวเขามาแล้วขอรับ"ด้านในหอประมุขกระบี่ดาวตก ผู้อาวุโสที่ไปพาเฟยหรงมากล่าวอย่างนอบน้อมในทันที ในเวลานี้ประมุขวัยกลางคนโบกมือเป็นสัญญานให้ผุ้อาวุโสคนนั้นออกไปก่อนซึ่งผุ้อาวุโสคนดังกล่าวก็ทำตามแต่โดยดี จนในเวลานี้เหลือเพียงแค่ประมุขหอกระบี่กับเฟยหรงเพียงเท่านั้น
"แปลกใจหรือไม่ที่ข้าเรียกเจ้ามา หรงน้อย"ประมุขหอกล่าวอย่างขบขัน
"เอ่อ....มีเรื่องเร่งด่วนอะไรหรือเปล่าขอรับถึงได้รีบเร่งเรียกข้ามาขนาดนี้"
"ฮ่าๆๆแน่นอนย่อมมีสำหรับเจ้าอาจจะเป็นข่าวดีที่สุดเลยก็ว่าได้"
"ข่าวดี???"เฟยหรงอุทานอย่างแปลกใจ ข่าวอะไรที่ทำให้อาจารย์ปู่ของเขาคนนี้เรียกตัวเขามาอย่างเร่งด่วนขนาดนี้กัน
"ใช่!! ข่าวดี ข้าได้รับการติดต่อมาว่า เฟยเทียนพ่อของเจ้าจะกลับมาในไม่ช้าเพื่อร่วมดูการประลองสี่สำนักที่จะเกิดขึ้นในอีกสองเดือนข้างหน้านี้ เพื่อหาคนที่มีแววจากทั้งสี่สำนักสี่ตระกูลไปเข้าร่วมกับหอกระบี่ดาวตกที่ทวีปศักดิ์สิทธิ์และเรื่องนี้ได้รับการยินยอมจากทุกฝ่ายแล้ว ถึงแม้ว่าหอกระบี่ดาวตกของเราจะได้รับโอกาสที่ได้ไปยังหอกระบี่ดาวตกที่ทวีปศักดิ์สิทธิ์อย่างง่ายดายแต่ต้องไม่ลืมว่ามีเพียงระดับนักบุญขึ้นไปเท่านั้นที่จะไปได้ ดังนั้นข้าจึงอยากให้เจ้านำศิษย์ระดับจักรพรรดิเข้าร่วมการประลองในครั้งนี้ด้วย"ประมุขหอกระบี่กล่าวขึ้นมา นั่นทำให้จิตใจของเฟยหรงสั่นสะท้านในทันใด นี่เขาจะได้เจอพ่อแล้วอย่างนั้นหรือ เรื่องนี้ช่างเป็นข่าวดีอย่างแท้จริง
"ขอรับ ข้าจะทำตามที่อาจารย์ปู่ต้องการนำศิษย์ระดับจักรพรรดิเข้าแข่งขันในครั้งนี้เองขอรับ"เฟยหรงกล่าวอย่างกระตือรือร้น การที่เขาจะได้แสดงฝีมือให้ผู้เป็นพ่อประหลาดใจมันช่างเป็นอะไรที่รู้สึกดีมากทีเดียวสำหรับเขา และชายหนุ่มยังมั่นใจมากว่าจะคว้าชัยชนะมาได้อย่างแน่นอน
"ฮ่าๆๆมั่นใจเป็นสิ่งที่ดี แต่อย่าประมาทศัตรูละ การแข่งขันในครั้งนี้ง่ายดายมาก มันคือการแข่งขันการล่าและถูกจัดขึ้นในป่าหมื่นอสูรซึ่งอยู่ใกล้ๆกับหุบเขาเทพสุริยัน กติกาก็ง่ายๆคือกลุ่มของสำนักใดล่าสัตว์อสูรได้มากที่สุดและระดับสูงที่สุดตลอดระยะเวลาเจ็ดวันสำนักนั้นก็จะเป็นผู้ชนะ แน่นอนว่าไม่เลือกวิธีการสามารถปล้นได้ ฆ่ากันได้ เหตุผลก็ง่ายๆเพราะหุบเขาเทพสุริยันเป็นคนจัดงานยังไงละ"ประมุกหอกระบี่กล่าวไปตามตรง การแข่งขันแบบนี้จะถูกจัดขึ้นทุกๆห้าปีและแต่ละสำนักจะวนกันเพื่อจัดการแข่งขัน โดยกฏกติกานั้นจะเป็นฝ่ายจัดงานเป็นคนกำหนดขึ้นและได้รับการเห็นชอบจากสองสำนักถึงจะจัดได้ ในกรณีของหุบเขาเทพสิรุยันมีสำนักสวรรค์คลั่งเห็นด้วยดังนั้นจึงสามารถจัดงานนี้ขึ้นได้นั่นเอง
"โอ้ สมเป็นสำนักที่ทำแต่เรื่องเลวทรามจริงๆการตั้งกฏแบบนี้เห็นทีว่าพวกมันคิดจะใช้ความชำนาญพื้นที่ในการตัดกำลังของขุมกำลังอื่นเป็นแน่แท้"เฟยหรงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ หากพวกมันคิดจะทำอะไรล้ำเส้นละก็เขาก็ไม่รังเกียจที่จะลบล้างพวกมันออกไปอย่างแน่นอน
"ก็อย่างที่ว่านั้นแหละ ยังไงก็ระวังตัวเอาไว้ด้วย หากเจ้าเป็นอะไรไปมีหวังเจ้าศิษย์งี่เง่าของข้าได้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟทำลายล้างไปทั่วทวีประดับสูงแน่ๆ"เฟยหรงยกยิ้ม หากเป็นเช่นนั้นจริงเขาจะรุ้สึกอบอุ่นหัวใจเป็นอย่างมาก นับตั้งแต่เกิดมาชายหนุ่มยังไม่เคยเห็นหน้าของผู้เป็นพ่อเลยแถมนิสัยใจคอจะเป็นยังไงก็ไม่รู้ ยิ่งคิดมาถึงตรงนี้เขายิ่งประหม่ามากขึ้นเรื่อยๆจากความรู้สึกดีใจเปลี่ยนมาเป็นความกังวลแทน กังวลว่าพ่อของเขาจะเป็นคนแบบไหนนั่นเอง
"เอาเถอะ เหลือเวลาอีกสองเดือนไปเตรียมตัวได้แล้ว ส่วนเรื่องควบคุมศิษย์ระดับจักรพรรดินั้นเจ้าไม่ต้องกังวล ก็เล่นไปสำแดงพลังเอาไว้ขนาดนั้นไม่มีใครกล้าถามถึงคุณสมบัติของเจ้าแล้วละ"เฟยหรงทำความเคารพอาจารย์ปู่ของเขาและเดินออกไปในทันที ในเวลานี้เขาอยากจะเสริมความแข็งแกร่งของตนเองและเสริมความแข็งแกร่งให้ฮั่วหลิงหลิงด้วยเพราะเขาคิดจะให้นางไปเข้าร่วมการแข่งขันด้วยนั่นเอง
ในขณะที่เฟยหรงกำลังเตรียมตัวสำหรับการประลองอยู่นั้น ทางด้านตระกูลเฟิงในทวีปศักดิ์สิทธิ์ก็มีเด็กผู้หญิงอายุสี่ขวบผมและดวงตาสีแดงฉานกำลังวิ่งเล่นอยู่กับเหล่าพยัคฆ์สายฟ้าตัวใหญ่อย่างสนุกสนาน หากสังเกตุดีๆเด็กหญิงคนนี้ปานรูปเปลวเพลิงเล็กๆสีแดงระหว่างคิ้วคล้ายกับของเฟยหรงไม่มีผิดเพี้ยน และแน่นอนนางคือเฟิงหยุนเยว่ลูกสาวของเฟยหรงและเฟิงเสวียนั่นเอง
"เด็กคนนี้พรสวรรค์เหลือเกินจริงๆแค่สี่ขวบก็เข้าสู่ขั้นก่อเกิดลมปราณขั้นเก้าแล้ว อีกไม่นานก็จะทะลวงขั้นผสานแก่นแท้ นี่สินะคือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างวิหคเพลิงกับมังกร"ขณะที่เฟิงหยุนเยว่กำลังวิ่งเล่นอยู่นั้น เฟิงหลินเทียนที่กำลังนั่งดื่มน้ำชากับภรรยาและลูกสาวของเขาอดไม่ได้ที่จะมองไปที่หลานสาวพร้อมถอนหายใจ
"หุหุ แล้วท่านพ่อคิดเรื่องการปลดผนึกกายศักดิ์สิทธิ์ของนางไว้แล้วหรือยังเจ้าคะ"เฟิงเสีวยกล่าวพร้อมรินชาให้ผู้เป็นบิดา จริงอยู่ที่ตระกูลเฟิงมีทรัพยากรมากมายสามารถช่วยให้เฟิงหยุนเยว่ที่มีพรสวรรค์สะท้านฟ้าอยู่แล้วพัฒนาได้อย่างรวดเร็วแต่ก็ทำได้เพียงแค่ส่วนของวิหคเพลิงเท่านั้น สำหรับส่วนของมังกรที่เด็กสาวสืบทอดจากผู้เป็นพ่อนั้นต้องใช้โลหิตของมังกรในการปลดผนึกและมันก็ไม่ใช่จะหาได้ง่ายๆเลยต่อให้เป็นขุมกำลังใหญ่อย่างตระกูลเฟิงก็ตาม
"เห้อ เรื่องนี้แหละที่ข้าจะปรึกษาเจ้า เสวียเอ๋อ สำหรับดวงเนตรเพลิงสวรรค์เร้นนั้นเป็นส่วนของวิหคเพลิงดังนั้นพวกเราสามารถพัฒนาเองได้ ส่วนเรื่องปลดผลึกกายศักดิ์สิทธิ์เองเราก็สามารถทำได้แต่ก็เพียงแค่ฝั่งของวิหคเพลิงเท่านั้น แต่อย่าลืมว่าหลานสาวคนนี้มีกายศักดิ์สิทธิ์วิหคมังกรสวรรค์ ดังนั้นหากปลดผนึกเพียงด้านเดียวเกรงว่าจะขาดสมดุลที่กายศักดิ์สิทธิ์ควรจะเป็นไปและจะทำให้หยุนเยว่ไม่แข็งแกร่งอย่างที่ควรจะเป็น"เฟิงหลินเทียนกล่าว
"ยิ่งพิเศษมากยิ่งมีเงื่อนไขมากสินะเจ้าคะ เดิมทีแล้วเด้กคนนี้ก็มีพรสวรรค์พื้นฐานที่มากมายอยู่แล้ว อาจจะเหนือกว่าพ่อของเขาด้วยซ้ำ ข้าไม่อยากจะคิดเลยว่าหากปลดผนึกกายศักดิ์สิทธิ์วิหคมังกรสวรรค์แล้วพรสวรรค์ของนางจะไปถึงระดับใด"เฟิงเสวียมองไปยังเฟิงหยุนเยว่ที่ตอนนี้กำลังสนุกอยู่กับการขี่หลังพยัคฆ์สายฟ้าตัวโต ในใจเต็มไปด้วยความรักอย่างหาที่สุดมิได้ก่อนจะหันมากล่าวถามกับผู้เป็นพ่ออีกครั้ง "แล้วทีทางไหนที่เราจะสามารถปลุกกายศักดิ์สิทธิ์นี้อย่างสมบูรณ์แบบได้ไหมเจ้าคะ??"
"แน่นอนย่อมมี??ราชินีวิหคเพลิงที่เป็นดังต้นกำเนิดของพวกเรานั้นได้ให้เลือดของนางเอาไว้ดังนั้นจึงไม่ต้องห่วงเรื่องการปลดผนึกกายศักดิ์สิทธิ์ด้านวิหคเพลิงแต่อย่างใด ส่วนด้านมังกรนั้นในเวลานี้ดูเหมือนสี่ปีมานี้จะมีขุมกำลังหนึ่งเกิดขึ้นมาใหม่ชื่อว่า 'หอกระบี่ดาวตก' เห็นว่าชายที่เป็นประมุขของหอกระบี่ดาวตกคนนี้ตอนนี้ยังเป็นเพียงราชันเทวะ แต่กลับมีจักรพรรดิมังกรและราชันพยัคฆ์ขาวสามเนตรอยู่ข้างกาย ดังนั้นเพื่อหยุนเยว่ข้าจะลองไปขอความช่วยเหลือจากเขาดู ไม่ว่าจะแลกเปลี่ยนด้วยอะไรข้าจะนำโลหิตมังกรมังเปิดกายศักดิ์สิทธิ์ของหยุนเยว่ให้จงได้"เฟิงเสวียกล่าวอย่างมุ่งมั่น หอกระบี่ดาวตกนั่นอยู่ไม่ไกลจากตระกูลเฟิงมากนักเพียงแค่หนึ่งพันลี้เท่านั้น แม้จะดูไกลสำหรับคนทั่วไปแต่สำหรับจักรพรรดิเทวะนั้นเพียงสามวันก็เดินทางไปถึง
"ขอให้เขายอมช่วยเราเถอะเจ้าค่ะ ข้าอยากให้เด็กน้อยคนนี้แข็งแกร่งขึ้นจนทำให้พ่อของเขาตกตะลึงมากๆเลยเจ้าค่ะ ฮุฮุ"เฟิงเสวียกล่าวพร้อมนึกถึงเฟยหรงไปด้วย เขาจะรู้สึกเช่นไรกันนะหากพบว่าลูกสาวของตนเองมีพรสวรรค์ที่สั่นคลอนผืนฟ้าได้เช่นนี้