สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 142 รีบไปแย่งศพสิ

            หนึ่งร้อยเมตร...เจ็ดสิบเมตร...หกสิบเมตร

            ระยะทางค่อยๆ สั้นลงเรื่อยๆ

            ยิ่งระยะทางใกล้เข้ามาเท่าไร หัวใจของทุกคนก็ยิ่งกังวลมากขึ้นเท่านั้น

            ดวงตาขององค์ราชาแห่งอาณาจักรชื่อสุ่ยเป็นประกายด้วยแรงอาฆาตและเจตนาฆ่าฟัน ใครๆ ก็พอจะนึกออกว่า ด้วยฐานะของราชาอาณาจักรแห่งหนึ่งการที่ถูกสุนัขเห่าใส่จนต้องร่วงจากหลังม้า มันเป็นเรื่องที่น่าอับอายมากแค่ไหนยิ่งล้มลงต่อหน้าบรรดาองค์ราชาอาณาจักรอื่นๆ ด้วยแล้วก็ยิ่งน่าขายหน้ามากเท่านั้นยิ่งคิด องค์ราชาแห่งอาณาจักรชื่อสุ่ยก็ยิ่งกำดาบในมือแน่นเขาสาบานในใจเลยว่า หลังจากทำลายเมืองแซมบอร์ดแล้วเขาจะสับเจ้าสุนัขตัวนี้เป็นชิ้นๆ ไม่ให้เหลือแม้แต่ซากองค์ราชาแห่งอาณาจักรชื่อสุ่ยหัวเราะออกมา เมื่อพลโล่หนึ่งร้อยกว่านายของเขากำลังเข้าใกล้กองทัพของฝ่ายตรงข้ามราวกับว่าตัวเองได้มองเห็นหอก พุ่งเสียบพวกขยะเมืองแซมบอร์ดจนกลายเป็นแอ่งเลือดราชาเมืองแซมบอร์ดจะต้องคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิต และประเคนสมบัติของราชวงศ์และคู่หมั้นสาวที่ลือกันว่างามนักหนาแทบเท้าของเขา…

            “พลธนู...เตรียม!”

            ซุนเฟยเห็นเพียงสัญญาณธงสีแดงบนเนินเขาเล็กๆ ที่อยู่ห่างออกไปพร้อมๆ กับเสียงตะโกนดังลั่นท่ามกลางกองทัพของเมืองแซมบอร์ด‘เอี๊ยด’ เสียงดึงสายธนูดังขึ้นเบาๆ พลธนูทั้งห้าสิบนายที่ยืนอยู่ด้านหลังพลโล่ก็ง้างธนูจนกลายเป็นรูปพระจันทร์เต็มดวงลูกศรประกายแสงเย็นยะเยือกเตรียมพุ่งไปหาทหารราบของอาณาจักรชื่อสุ่ยที่วิ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง

            ท่ามกลางสายตาจำนวนนับไม่ถ้วนที่คอยเฝ้าดูสถานการณ์ที่ทำให้พวกเขารู้สึกแปลกใจก็คือการที่พลธนูเหล่านี้เลือกใช้รูปแบบการยิงด้วยวิถีแนวราบ

            “ฮ่าๆๆสุดท้ายก็เป็นแค่พวกอีกาจับกลุ่ม!”

            ทันใดนั้นก็มีบางคนในกองทัพพันธมิตรหัวเราะออกมาก่อนจะเริ่มถากถาง ระหว่างการทำสงครามพลธนูไม่ใช่ตัวชูโรง ท่ามกลางสถานการณ์ที่สามารถพลิกผันได้เสมอ ต่อให้เป็นนักธนูมือฉมังที่ยิงแม่นมากแค่ไหนก็ยังมีขีดจำกัดอยู่ดี ส่วนที่น่ากลัวที่สุดของพลธนูก็คือ ก่อนการปะทะกันในเสี้ยววินาทีเหล่าพลธนูสามารถคร่าชีวิตของทหารฝ่ายตรงข้ามได้ก่อนเพื่อต้องการผลที่น่ากลัวอย่าง ‘ยังไม่ทันได้ปะทะกัน ข้าศึกก็ล้มตายไปกว่าครึ่ง’ แต่ถ้าอยากบรรลุผลแบบนั้นจะต้องเลือกรูปแบบการยิงด้วยวิถีแนวโค้ง เพราะรูปแบบนี้จะสามารถสังหารข้าศึกได้เป็นจำนวนมากในสถานการณ์ที่ฝ่ายตรงข้ามถือโล่และวิ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่งแบบนี้

            แต่เมืองแซมบอร์ดกลับเลือกใช้รูปแบบการยิงด้วยวิถีแนวราบ!

            ที่แท้ก็มือสมัครเล่น!

            การเล็งยิงด้วยวิถีแนวราบใช้ได้แค่กับพวกทหารแนวหน้าเท่านั้นในสถานการณ์การต่อสู้ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาแน่นอนว่าพวกเขาจะไม่ยอมปล่อยให้พวกพลธนูได้มีโอกาสง้างธนูเป็นครั้งที่สามอย่างแน่นอนการปล่อยให้โอกาสและเวลาเสียไปอย่างเปล่าประโยชน์นั่นก็เท่ากับว่าได้ล้อเล่นกับชีวิตของตัวเองแล้ว...เว้นแต่...เว้นแต่ว่าพลธนูพวกนั้นต่างก็เป็นนักธนูมือฉมังที่ยิงไม่เคยพลาดเป้าทุกคนแต่ว่า ฮึๆ มันจะเป็นไปได้อย่างไร?

            “ฮ่าๆๆ และแล้วชัยชนะก็ตกอยู่ในมือข้าดูท่าพวกข้าจะประเมินไอ้พวกชาวนาโง่เง่าพวกนี้สูงไป...”

            องค์ราชาแห่งอาณาจักรเซินฮัวพลันหัวเราะออกมาเสียงดัง

            แต่วินาทีต่อมา เสียงหัวเราะของเขาก็เหมือนกับแม่ไก่ที่ถูกบีบคอจนสำลักอากาศ ดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความตื่นตกใจ

            “ยิง!”

            สิ้นเสียงตะโกนนี้เสียงสายธนูดีดผึงดังออกมาไม่ขาดสาย ลูกธนูทั้งห้าสิบดอกส่งเสียงร้องแหลมสูงในขณะที่ฝ่าอากาศออกไปประหนึ่งฝูงตั๊กแตนกระหายเลือดลูกธนูสีขาวที่ถูกปล่อยออกไปทั้งห้าสิบดอกลอยขนานกับพื้นดินทุกดอกต่างพุ่งตรงไปที่เหล่าทหารที่วิ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง

            ฉึก ฉึก ฉึก ฉึก ฉึก ฉึก!

            เสียงลูกธนูทะลวงผ่านเนื้อดังขึ้นไม่ขาดสาย ทหารราบของอาณาจักรชื่อสุ่ยห้าสิบนายที่วิ่งอยู่ด้านหน้าสุดก็ถูกลูกธนูปักเข้าที่ร่าง ก่อนจะล้มลงกับพื้นดุจใบไม้ร่วงโล่ในมือของพวกเขาไม่ได้ช่วยป้องกันพวกเขาเลยสักนิดลูกธนูที่ไร้ความปรานีทะลุผ่านช่องตาแมวที่มีลักษณะเป็นครึ่งวงกลมบนโล่ทะลวงเข้าที่หัวของพวกเขาอย่างแม่นยำและคร่าชีวิตเหล่าทหารทั้งห้าสิบนายในพริบตา ไม่ปล่อยให้พวกเขาได้โอกาสกรีดร้องออกมาด้วยซ้ำ

            ห้าสิบดอก คร่าดวงวิญญาณไปได้ห้าสิบดวง!

            ทันใดนั้น ทั้งสนามรบก็พลันเงียบกริบขึ้นมาบรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด

            ตึก!

            เหล่าทหารอาณาจักรชื่อสุ่ยอ้าปากค้างอาวุธที่อยู่ในมือก็พลันตกลงบนพื้นทันที

            “พระเจ้า...นัก...นักธนูมือฉมัง? ทะ...ทั้งหมดเป็นนักธนูมือฉมัง?” บางคนเหมือนกับว่าได้เห็นเทพธิดากำลังเปลื้องผ้าอยู่ต่อหน้าพวกเขาต่างอุทานออกมาอย่างตกใจ

            “ไม่!!! จะเป็นไปได้อย่างไร?”

            องค์ราชาและผู้นำฝ่ายพันธมิตรพลันรู้สึกหนาวเย็นตั้งแต่ก้นขึ้นมายันคอร่างของพวกเขาสั่นไม่หยุดแม้แต่ม้าที่พวกเขาขี่ก็เหมือนจะรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายแห่งความตายมันจึงรู้สึกไม่สบายใจก่อนจะก้าวถอยหลังไปมันเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อมากเกินไปแล้ว! ยังมีเรื่องที่บ้ากว่านี้อีกไหม? อาณาจักรยาจกเล็กๆ ที่ไม่มีปัญญาซื้อแม้แต่ชุดเกราะให้ทหาร แต่กลับมีนักธนูมือฉมังอยู่ตั้งห้าสิบนาย เป็นไปได้อย่างไร?

            ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว!

            ไม่มีเวลาให้เหล่าราชาพันธมิตรได้ใคร่ครวญ ไม่ช้า เสียงสั่นสะเทือนของลูกธนูระลอกที่สองก็ดังขึ้นมา ทำให้พวกผู้นำพันธมิตรต่างสะดุ้งตื่นจากภวังค์

            ฉึก ฉึก ฉึก ฉึก ฉึก ฉึก!!!

            ไม่แตกต่างจากครั้งแรกลูกธนูที่แหลมคมยังคงทำหน้าที่ของมันได้ดี ทะลวงผ่านเลือดเนื้อได้อย่างแม่นยำพร้อมๆ กับเสียงแรงสั่นสะเทือนของคันธนูดังก้องไปทั่วสนามรบประหนึ่งท่วงทำนองเพลงแห่งความตาย ราวกับว่าจ้าวนรกฮาเดสกำลังแสยะยิ้มกว้างในขณะที่ถือเคียวเกี่ยววิญญาณที่มองไม่เห็นค่อยๆ ไล่เก็บเกี่ยวดวงวิญญาณของพวกเขาทีละคน

            ห้าาสิบเมตร!

            ระยะทางนั้น เป็นเส้นทางที่ผ่านไปไม่ได้

            ไม่มีใครสามารถเข้าใกล้กองทัพฝ่ายเมืองแซมบอร์ดได้ในรัศมีห้าสิบเมตร

            ในรัศมีห้าสิบเมตรจากตำแหน่งของกองทัพเมืองแซมบอร์ดเต็มไปด้วยศพนับร้อยที่นอนเรียงรายอยู่ตรงนั้น

            ทหารราบแต่ละคนต่างถูกลูกธนูทะลวงเข้าที่คอเบ้าตา หัวและส่วนที่เป็นอันตรายจนตกตายทุกส่วนที่ถูกธนูยิงใส่ต่างเป็นส่วนที่โล่ปากเป็ดไม่สามารถป้องกันได้เพราะในระหว่างที่พวกเขาวิ่งพวกเขาจำเป็นที่จะต้องสังเกตการณ์เคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามตลอดเวลาแต่ในการต่อสู้หลายครั้งที่ผ่านมาพวกเขาจะเหลือใบหน้าไว้สำหรับมองฝ่ายศัตรูไม่ถึงหนึ่งฝ่ามือซึ่งจะทำให้ภัยคุกคามที่เกิดจากพลธนูลดลงไปได้ถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ว่าใครก็ไม่คิดว่าการที่เหลือใบหน้าไว้ไม่ถึงหนึ่งฝ่ามือเล็กๆ นี้ จะเป็นจุดที่จบชีวิตของเหล่าทหาร

            เมื่อมองเห็นศพนับร้อยนอนเรียงรายอยู่บนพื้นเสียงสูดลมหายใจก็ดังขึ้นจากกองทัพฝ่ายพันธมิตรมีคนนับไม่ถ้วนที่ยกมือมาขยี้ตาตัวเอง เหมือนกับว่าตัวเองได้มองเห็นภาพลวงตามันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน พลธนูทั้งห้าสิบนายยิงแค่สองครั้งก็สามารถดับชีวิตของเหล่าทหารราบได้เป็นร้อยคน ในกองทัพพันธมิตรไม่เคยขาดแคลนทหารผ่านศึกที่มีประสบการณ์มากมาย แต่ในตอนนี้แม้แต่พวกเขาเองก็อดไม่ได้ที่จะเหงื่อแตกพลั่กผลการรบที่ไม่ต่างอะไรกับความฝันแบบนี้ ไม่ใช่แค่น่ากลัวแต่มันน่าหวาดกลัวมากต่างหาก!

            และในใจขององค์ราชาอาณาจักรชื่อสุ่ยเหมือนมีหยดเลือดไหลออกมา

            และหยดเลือดนี้มันคือหยดเลือดแห่งความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่

            เขาไม่มีวิธีที่จะทำให้ตัวเองเจ็บปวดน้อยลงได้เลย ทหารราบไม่ว่าจะโล่หรือหอกทั้งหนึ่งร้อยนาย ต่างก็เป็นทหารชั้นยอดเป็นเหมือนหัวใจของเขา เป็นกองกำลังรบหลักของเขา เดิมทีเขาเห็นว่าขบวนทัพของเมืองแซมบอร์ดกระจายตัวไม่เป็นระเบียบและมีจำนวนน้อยเพราะแบบนั้น เขาถึงได้วางใจปล่อยให้ทหารราบชั้นยอดวิ่งออกไปนอกจากจะอยากอวดแสนยานุภาพของกองทัพตัวเองให้พวกอาณาจักรพันธมิตรได้ดูชมแล้ว ก็เพื่อที่จะมีสิทธิมีเสียงในการฮุบเมืองแซมบอร์ดและรับของล้ำค่ามากมายหลังจากสงครามจบลงแต่ใครจะไปคิดว่าทหารราบชั้นยอดทั้งหนึ่งร้อยนายยังไม่ทันจะได้ต่อสู้หรือแม้แต่ปาหอกออกไปก็ทอดร่างลงบนพื้นกลายเป็นศพแข็งๆ แบบนี้!?

            ความรู้สึกนี้ มันเหมือนกับมีคนกำลังเอามีดคมๆ มาแล่เนื้อเถือหนังเขาอยู่

            “อ๊าก...บ้าไปแล้ว!” ร่างขององค์ราชาแห่งอาณาจักรชื่อสุ่ยโงนเงน เหมือนจะหงายหลังเป็นลม เขาเกือบจะตกลงจากหลังของเฟลมมิ่ง บีตส์อีกรอบ

            นักธนูมือฉมัง!

            นักธนูมือฉมังทั้งห้าสิบนาย

            ทำไมเมืองแซมบอร์ดถึงสามารถมีนักธนูมือฉมังถึงห้าาสิบนายได้?

            มองไปยังพลธนูปอนๆ ทั้งห้าสิบนายของกองทัพเมืองแซมบอร์ดที่ไม่มีแม้แต่หมวกเหล็กหรือเสื้อเกราะธรรมดาๆ ตอนนี้ไม่มีใครหัวเราะออกมา นี่เป็นเรื่องที่น่าตกใจจริงๆนักธนูมือฉมังเป็นบุคคลล้ำค่าที่เหล่าราชอาณาจักรใหญ่พากันยื้อแย่งตัว ใครจะไปคิดว่าอาณาจักรบริวารระดับหกจะมีนักธนูมือฉมังตั้งครึ่งร้อย?วินาทีนี้ไม่มีใครกล้าที่จะหัวเราะเยาะพวกเขาอีกพวกเขาต่างนึกกลัวว่า หากส่งเสียงดังออกไปเพียงนิดเดียวจะดึงดูดความสนใจจากพลธนูทั้งห้าสิบนายมาที่ตัวเองจากนั้นก็กลายเป็นเป้ายิงให้พวกเขากระหน่ำยิง

            แทบจะในทันทีที่เหล่าพันธมิตรได้ฟื้นคืนสติ

            เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพลธนูมือฉมังทั้งห้าสิบนาย เหล่าทหารม้าทั้งสองพันกว่าคนคงไม่เพียงพอสำหรับพวกเขาแน่ๆ แค่พลธนูยิงธนูยี่สิบสามสิบครั้งก็สามารถลากพวกเขาลงสู่ขุมนรกได้ในทันทีโดยไม่มีแม้แต่โอกาสจะดิ้นรน

            ซุนเฟยที่ขี่หลังสุนัขยักษ์สีดำหัวเราะแทบฟันหัก

            เขาใช้ 'น้ำยาฮัลค์' ถึงหกขวดในการผสมกับอาหารและเครื่องดื่มของเหล่าพลธนูทั้งห้าสิบคน และคอยควบคุมปริมาณของน้ำยามาตลอดครึ่งเดือนให้น้ำยาค่อยๆ ปรับเปลี่ยนโครงสร้างของพลธนูอย่างช้าๆทำให้สมรรถภาพทางกายของเหล่าทหารเพิ่มสูงขึ้น ทั้งยังอัญเชิญพวกโร้กสาวออกมาฝึกสอนการยิงธนูให้พวกพลธนูอย่างลับๆ วันนี้จึงสามารถแสดงฝีมือที่ยอดเยี่ยมออกมาได้อย่างงดงามสร้างความตื่นตกใจให้แก่พวกกองทัพพันธมิตรทั้งเก้าอาณาจักร

            “ไอ้พวกโง่ จะมัวยืนตะลึงหาอะไรรีบไปแย่งอุปกรณ์บนตัวศพสิ!”

            ซุนเฟยที่ขี่หลังสุนัขยักษ์สีดำพลันตะโกนสั่งออกมา และเป็นคนแรกที่วิ่งนำหน้าออกไปเหล่าเทศกิจอีกห้าสิบกว่าคนที่เหลือของเมืองแซมบอร์ดที่ยืนตาค้างกับฝีมือพลธนูของตัวเองก็พลันได้สติขึ้นมา พวกเขาจึงโยนขวานบิ่นๆ และไม้พลองในมือทิ้งอย่างไม่ใยดีก่อนจะโห่ร้องแล้ววิ่งกรูไปที่บรรดาศพที่นอนกองอยู่บนพื้นประหนึ่งหมาป่ามองเห็นกระต่ายน้อย พวกเขาวิ่งเร็วมากตามหลังสุนัขยักษ์สีดำไปติดๆ

            “พวกเขาทำอะไร?” มีทหารบางคนที่ถามออกมาอย่างโง่ๆ

            “สมควรตาย รีบโจมตีเร็วเข้า รีบหยุดพวกมันพวกมันกำลังจะปล้น...”องค์ราชาแห่งอาณาจักรชื่อสุ่ยดิ้นเร่าๆ แทบจะเป็นบ้าในชั่วพริบตาเขาก็เข้าใจความหมายที่ราชาเมืองแซมบอร์ดพูดกลุ่มยาจกที่น่าสงสารได้ทำการปล้นชิงชุดเกราะและโล่จากบรรดาศพที่นอนบนพื้นไร้ยางอาย พวกนั้นไร้ยางอายเกินไปแล้ว!ร่างของราชาอาณาจักรชื่อสุ่ยสั่นระริกด้วยความโกรธ ก่อนจะแหกปากเสียงดังว่า“อ๊าก...ยิงธนู รีบยิงธนู สังหารพวกมันให้ข้าเดี๋ยวนี้!”

            เสียงแหกปากแหลมๆ นี้ได้ปลุกสติทหารของกองทัพพันธมิตรก่อนจะรีบสั่งการให้พลธนูยิงธนูทันที

               ------------------------

    คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน