สาวน้อยเซี่ยเพ่ยอิง

    ตอนที่ 46 ผู้สมรู้ร่วมคิด

    ตอนที่ 46  ผู้สมรู้ร่วมคิด


     

    สถานที่ที่เพ่ยอิงมาโผล่นั้นคือตรงสุดเขตแดนในกำไลมิติของเธอนั่นเอง เพราะตรงนี้เธอจำได้ว่าเจ้าไป๋หู่เคยพามาดูแล้วนั่นเอง ซึ่งมันจะคล้าย ๆ กับกำแพงทึบสีดำขนาดใหญ่กั้นไปตลอดแนว

    ที่ตรงนี้จากที่ตอนแรกเป็นแค่กำแพงทึบเท่านั้น แต่บัดนี้กำแพงทึบนั้นกลับหายไป แล้วก็กลายเป็นว่ามีภูเขาน้อยใหญ่มากมายไปจนสุดลูกหูลูกตา ซึ่งก็แตกต่างจากฝั่งกำไลมิติของเธอมากเลยทีเดียว ที่ด้านหนึ่งมีลักษณะเป็นทุ่งหญ้ากว้างไกลสุดลูกหูลูกตาและอีกด้านหนึ่งมีลักษณะเป็นป่า ซึ่งฝั่งที่มีภูเขาน้อยใหญ่มากมายนั้นก็คงจะเป็นฝั่งของสร้อยมิติของจินฟางเป็นแน่

    “ทำไมหรือ” จินฟางเอ่ยถามขึ้นมา

    “นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ หรือว่าทั้งสร้อยของเจ้าและกำไลของข้าจะผสานมิติเข้าด้วยกัน” เธอเอ่ยออกมาอย่างไม่เข้าใจ 

    “เจ้าหมายความว่าอย่างไรกันแน่ ข้างงไปหมดแล้ว” จินฟางเอ่ยถามออกมาด้วยความไม่เข้าใจในคำพูดที่เพ่ยอิงกล่าว

    “ก็เจ้าลองดูทางนั้นสิ ด้านที่เป็นทุ่งกว้างนั้นคือภายในกำไลมิติของข้า ส่วนที่เป็นฝั่งภูเขาน้อยใหญ่ด้านนั้นคือด้านที่เพิ่งจะเพิ่มเข้ามาทีหลัง เพราะตอนแรกที่ตรงนี้ในกำไลของข้าเคยเป็นกำแพงทึบมาก่อน” 

    “ถ้าเป็นอย่างที่เจ้ากล่าวมาเช่นนั้น ก็แสดงว่าทั้งกำไลมิติของเจ้าและสร้อยมิติของข้าเกิดมาผสานรวมกันเป็นมิติเดียวกันเช่นนั้นหรือ” จินฟางเอ่ยขึ้นมาอย่างตกตะลึงเช่นเดียวกัน

    แล้วในตอนนั้นเองไป๋หู่ที่น่าจะมาจากที่บ้านริมน้ำตก ก็ได้วิ่งเข้ามาด้วยความเร็วตรงมายังที่เพ่ยอิงและจินฟางยืนอยู่

    “เกิดอะไรขึ้นเหตุใดตรงเขตแดนตรงนี้ถึงได้มีพื้นที่เพิ่มเข้ามา อีกทั้งข้ายังรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายของสัตว์เทพตนอื่นมาจากพื้นที่ที่เพิ่มเข้ามาจากทางฝั่งนั้นด้วย” ไป๋หู่รีบเอ่ยถามออกมาเมื่อมาถึง 

    “สัตว์เทพตนอื่นหรือ หรือว่าสร้อยมิติของเจ้าก็มีสัตว์เทพเช่นเดียวกับที่กำไลมิติของข้าที่มีไป๋หู่” 

    เมื่อเพ่ยอิงได้ยินสิ่งที่ไป๋หู่กล่าวออกมา เธอจึงหันไปกล่าวกับ    จินฟางที่ยืนอยู่ข้าง ๆ 

    “หืม เจ้าได้ไป๋หู่มาจากในกำไลมิติของเจ้าอย่างนั้นหรือ” 

    “ใช่แล้ว ข้าว่าเช่นนั้นเราก็ไปดูกันเถิดว่าจะเป็นสัตว์เทพตัวใดกันที่อยู่ภายในสร้อยของเจ้า ไป๋หู่เจ้านำพวกข้าสองคนไปได้หรือไม่” เมื่อเพ่ยอิงกล่าวกับจินฟางจบ ก็ได้หันไปถามไป๋หู่

    “กลิ่นอายเช่นนี้ช่างคุ้นเคยนักแต่ก็เบาบางมากจนแทบจะจับกลิ่นไม่ได้ แต่ก็ใช่ว่าจะหาไม่เจอ” 

    “ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าหาได้ใช่หรือไม่” 

    “ได้ เช่นนั้นพวกเจ้าทั้งสองคนก็ขึ้นมาขี่บนหลังของข้าเถิด จะได้ไม่เดินทางกันล่าช้า” 

    “ดีเหมือนกัน ถ้าเราเดินไปกันเองก็ไม่รู้ว่าวันนี้จะหาเจอหรือไม่ นั่งหลังของไป๋หู่ไปก็เป็นความคิดที่ดีมากเลยทีเดียว” จินฟางเอ่ยออกมาหลังจากที่ไป๋หู่กล่าวจบ

    “เอ๊ะ เจ้าฟังที่ไป๋หู่พูดรู้เรื่องด้วยหรือ” เพ่ยอิงถามขึ้นมาด้วยความแปลกใจทันที

    “ก็ฟังรู้เรื่องตั้งแต่ที่ไป๋หู่มาถึงแล้วนะ มีอะไรแปลกหรือ” 

    “ก็ปกติถ้าไม่ใช่เจ้านายในพันธะสัญญา คนอื่นก็จะฟังที่สัตว์อสูรพูดไม่ได้ไม่ใช่หรือ” 

    “จริงอย่างที่เจ้าว่า” แล้วหลังจากนั้นทั้งคู่ก็พร้อมใจกันหันไปจ้องทางไป๋หู่เพื่อรอเจ้าตัวอธิบายออกมาให้ฟัง

    “แล้วเหตุใดพวกเจ้าถึงได้เอาข้าไปเปรียบเทียบกับสัตว์อสูรพวกนั้นกันเล่า ข้าเป็นถึงสัตว์เทพที่อดีตเคยสามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้ แล้วเหตุใดข้าถึงจะพูดภาษามนุษย์ไม่ได้” ไป๋หู่เอ่ยตอบคนทั้งสองที่หันมามองที่มันเพื่อคาดคั้นคำตอบ

    “เอ๊ะ ข้าก็ไม่ได้สังเกตว่าก่อนหน้านี้เจ้าไม่ได้สื่อสารขึ้นมาในหัวของข้าอย่างเช่นทุกที แล้วเหตุใดก่อนหน้านี้เจ้าไม่พูดภาษามนุษย์ออกมากันเล่า” 

    “ข้าก็เพิ่งจะมาพูดได้ตอนที่เจ้ากับเพื่อนของเจ้าเข้ามาที่นี่นั่นแหละ ข้าก็ไม่รู้เช่นกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น” เรื่องนี้ไป๋หู่เองก็สงสัยเช่นกันว่ามันเป็นเพราะเหตุใดกันแน่ 

    ซึ่งตอนนี้ตัวของมันเองรู้สึกได้ว่าพลังวิญญาณภายในมิติแห่งนี้หนาแน่นขึ้น อีกทั้งตัวมันเองยังมีระดับเพิ่มขึ้นด้วย เพราะจากที่ตอนแรกที่มันโดนผนึกพลังจนมีระดับเหลือแค่เพียงสีแดงเท่านั้น แต่ตอนนี้ผนึกได้คลายออกไปส่วนหนึ่งจนทำให้ตอนนี้พลังของมันได้เพิ่มขึ้นมาสูงกว่านั้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    “เอาเถิด ๆ เรื่องนั้นก็ช่างมันไปก่อนแล้วกัน แต่ตอนนี้ข้าว่าเราไปหาที่อยู่ของสัตว์เทพตัวที่ไป๋หู่ว่ากันดีกว่า ไม่แน่ว่าอาจจะโดนผนึกเป็นหินเช่นเดียวกับเจ้าก็เป็นได้” 

    “ที่เจ้ากล่าวมาก็มีเหตุผล เช่นนั้นพวกเจ้าก็ขึ้นมาบนหลังข้าเถิด” ไป๋หู่กล่าวจบก็หมอบลงให้ทั้งสองคนปีนขึ้นมานั่ง

    แล้วหลังจากนั้นทั้งสองคนหนึ่งตัวก็พากันวิ่งไปตามเนินเขา ซึ่งตลอดสองข้างทางก็ได้พบเจอกับต้นไม้และพืชพันธุ์สมุนไพรวิญญาณต่าง ๆ มากมายแต่ก็ไม่ได้มีระดับที่สูงอย่างเช่นในเขตกำไลของเธอเท่าไรนัก ที่เห็นว่ามีระดับสูงจริง ๆ ก็มีให้เห็นบ้างแต่ก็มีน้อย ซึ่งที่นี่จะทดแทนด้วยการมีทั้งหินปราณและหินที่มีพลังวิญญาณที่มีให้พบไปตลอดทางที่ไป๋หู่วิ่งผ่าน

    จนกระทั่งไป๋หู่ได้พามายังภูเขาลูกหนึ่ง ซึ่งเขาลูกนี้จะมีความพิเศษตรงที่เป็นภูเขาที่ทำจากหินปราณทั้งหมด แล้วก็มีหลากหลายสีสันเสียเหลือเกิน

    “เป็นที่นี่แหละที่ข้าได้กลิ่นอายสัตว์เทพตนอื่นชัดที่สุด” ไป๋หู่เอ่ยบอก

    “จินฟางข้าว่าเจ้าร่ำรวยกว่าข้ามากนัก ดูสิตลอดทางที่ไป๋หู่วิ่งมาก็มีแต่หินปราณหินพลังวิญญาณให้เห็นมากมาย อีกทั้งเขาลูกนี้ยังเป็นภูเขาหินปราณทั้งลูกอีก”

    เพ่ยอิงกล่าวขึ้นมาทั้งที่สายตายังจ้องมองไปทางภูเขาด้านหน้า แต่เธอก็ยังไม่ได้รับการตอบรับจากจินฟางแต่อย่างใด เธอจึงได้ตัดสินใจหันไปมองทางจินฟางที่นั่งอยู่ทางด้านหลังของเธอ

    และภาพที่เธอเห็นนั่นคือจินฟางนั่งอ้าปากค้างจนแข็งเป็นหินไปเสียแล้ว ถึงว่าล่ะตลอดทางที่ผ่านมาเธอไม่ได้ยินเสียงจินฟางกล่าวอะไรขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย จะมีแต่เธอที่พูดคุยอยู่กับเจ้าไป๋หู่

    “ไป๋หู่ข้าว่า ข้าพบมนุษย์ที่แข็งเป็นหินไปแล้วหนึ่งคน”

    “เพื่อนของเจ้าน่ะหรือ หึ แค่นี้ก็ทำเป็นตกใจไปได้ ถ้าเป็นสวรรค์ที่ข้าจากมาสถานที่เช่นนี้ถือว่าเป็นสถานที่ทั่วไปเท่านั้น” 

    “เช่นนั้นเจ้าก็ทำให้เขาได้สติเสียหน่อยแล้วกัน แต่ข้าขอลงจากหลังของเจ้าก่อนแล้วกันนะ” เมื่อเพ่ยอิงกล่าวจบไป๋หู่ก็หมอบลงไปเพื่อให้เธอปีนลงมาง่าย ๆ

    เมื่อเพ่ยอิงลงมาจากหลังของไป๋หู่มายืนด้านล่างเรียบร้อยแล้ว ไป๋หู่ก็ได้แปลงกายเป็นลูกแมวตัวน้อยกระโดดมาทางเพ่ยอิงทันที จนทำให้จินฟางที่นั่งอยู่บนหลังนั้นตกลงมาที่พื้นโดยที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว

    “โอ๊ย!!”

    “สมน้ำหน้าใครใช้ให้เจ้านั่งแข็งเป็นหินเช่นนั้นกันเล่า” 

    “ก็ข้าตกใจนี่นา ใครจะไปคิดว่าภายในสร้อยของข้าจะมีทั้งหินปราณและหินที่มีพลังวิญญาณมากมายเช่นนี้”

    “เอาน่าอย่างไรเสียที่นี่ก็เป็นของเจ้า เจ้าก็ค่อยตกใจทีหลังแล้วกัน” 

    “อย่างนั้นก็ได้หรือ” จินฟางถามพร้อมมองมาทางเพ่ยอิง

    “ได้สิ ตอนนี้เราไปหาสัตว์เทพที่ไป๋หู่ว่ากันก่อนดีกว่า เพราะไป๋หู่บอกว่าเป็นที่นี่แหละที่ได้กลิ่นอายชัดเจนที่สุด” 

    “ถ้าอย่างนั้นไป๋หู่เจ้าก็นำไปเถิด” แล้วหลังจากนั้นทั้งคู่ก็เดินตามไป๋หู่ขึ้นไปบนเขา 

    เพียงไม่นานทั้งสามก็เดินมาถึงบนยอดเขา ก็ได้มาพบกับหินขนาดใหญ่ ซึ่งก็ใหญ่กว่าตอนที่เธอเจอเจ้าไป๋หู่ถึงสามเท่า หินก้อนนั้นมีลักษณะเป็นรูปของมังกรตัวหนึ่ง

    “นี่มัน เจ้าชินหลงเหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่ได้” 

    “เจ้ารู้จักมังกรตัวนี้ด้วยหรือไป๋หู่” เพ่ยอิงถามขึ้นเมื่อเห็นไป๋หู่เอ่ยชื่อของมังกรตัวนี้ขึ้นมาคล้ายว่าจะรู้จักกัน

    “แน่นอนว่าข้ารู้จัก ก็มันเป็นเพื่อนของข้าแล้วก็เป็นเพราะมันนี่แหละที่ทำให้ข้าต้องโดนส่งลงมายังโลกมนุษย์” 

    สาเหตุที่ไป๋หู่ได้คิดที่จะไปขโมยยาวิเศษเม็ดนั้นจนทำให้มันถูกลงโทษ เพราะเจ้ามังกรที่มีนามว่าชินหลงตัวนี้เป็นคนนำเรื่องยาวิเศษมาบอกกับมัน 

    เมื่อไป๋หู่รู้เข้าจึงบังเกิดความอยากได้ขึ้นมา และไม่เพียงชินหลงจะไม่ห้ามปรามมันแล้ว ยังจะมีการมาช่วยยุยงส่งเสริมอีก ซึ่งต่างจากเพื่อนอีกสามตัวของมันที่คอยห้ามปราม แต่ถึงจะห้ามปรามอย่างไรมันก็ไม่ฟังอยู่ดี

    “หึ อยากรู้นักว่าเหตุใดมันถึงได้มามีสภาพเดียวกับข้าเช่นนี้ แต่ให้มันเป็นหินต่อไปเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน โทษฐานที่ทำให้ข้าต้องถูกลงโทษ” ไป๋หู่กล่าวขึ้นมากับตนเอง

    “ได้อย่างไร ข้าอุตส่าห์จะมีแรงงานที่มีระดับปราณเท่ากับเจ้าเพิ่มขึ้นมาอีกตัวหนึ่งแล้วนะจะพลาดโอกาสดี ๆ เช่นนี้ไปได้อย่างไร หรือเจ้าจะเป็นคนทำหน้าที่นั้นเพิ่มขึ้นอีกเป็นสองเท่าแทนกันเล่า ถ้าเช่นนั้นก็ย่อมได้” 

    “เรื่องอะไรกันเล่าข้าจะไม่ยอมทำงานแทนเจ้านี่เพิ่มอีกเป็นแน่ เจ้าก็รีบหยดเลือดของเจ้าลงไปบนตัวของเจ้านี่เพื่อทำพันธะสัญญาเสียสิ” เมื่อไป๋หู่กล่าวกับเพ่ยอิงจบ ก็หันไปกล่าวกับจินฟางที่ยืนอยู่ด้านข้าง

    “เจ้าทำตามที่ไป๋หู่ว่าเถิด หากเจ้าไม่ทำเช่นนั้นเจ้ามังกรตัวนี้ก็คงจะเป็นหินต่อไป ข้าก็จะไม่ได้แรงงานเพิ่มขึ้นมาอีกนะ” เพ่ยอิงรีบกล่าวสมทบคำของไป๋หู่ทันที

    “ข้าว่าสาเหตุหลักเจ้าอยากได้แรงงานที่ใช้งานได้เพิ่มขึ้นมามากกว่า ไม่ได้อยากให้ข้ามีสัตว์อสูรในพันธะแต่อย่างใด ใช่หรือไม่”

    “มันก็เหมือนกันแหละน่า ถ้าเจ้าไม่รีบข้าจะทำเองแล้วนะ” เมื่อเธอกล่าวจบก็ทำท่าว่าจะเดินเข้าไปหาเจ้ามังกรหินตรงหน้า

    “ได้อย่างไรกันนี่มันเป็นพื้นที่ในสร้อยมิติของข้านะ ข้าต้องได้มังกรตัวนี้มาเป็นสัตว์คู่พันธะสิ ของเจ้าก็มีไป๋หู่อยู่แล้วนะ” จินฟางรีบเอ่ยขัดขึ้นมาทันทีที่เห็น เพ่ยอิงทำท่าจะเข้าไปใกล้มังกรหิน

    “เช่นนั้นเจ้าก็รีบหยดเลือดของเจ้าลงไปบนเจ้ามังกรหินตัวนี้เสียสิ” 

    หลังจากที่เพ่ยอิงกล่าวจบแล้วจินฟางก็เดินเข้าไปใกล้ ๆ กับเจ้ามังกรหินทันที จากนั้นก็สร้างมีดปราณขึ้นมากรีดที่มือของตัวเองแล้วเอาเลือดไปหยดลงบนตัวของเจ้ามังกรหิน

    เมื่อเลือดของจินฟางหยดลงไปกระทบเข้ากับเกล็ดของมังกรหิน ทั้งตัวของมังกรหินตัวนั้นก็เกิดการเรืองแสงขึ้นมาทันที 

    และจากมังกรที่เป็นหินก็ค่อย ๆ กลายเป็นเกล็ดมังกรสีเขียวมรกตขึ้นมา ซึ่งใช้เวลาเพียงไม่นานก็กลายเป็นมังกรที่มีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างเต็มตัว โดยจะมีลักษณะเกล็ดเป็นสีเขียวมรกตแวววาวราวกับแก้วสะท้อนแสง

    “เจ้าคือคนที่มาทำพันธะสัญญากับข้าเช่นนั้นหรือ” 

    เจ้ามังกรชินหลงเอ่ยขึ้นมากับจินฟาง ซึ่งเสียงนั้นก็ดังขึ้นมาราวกับเสียงคำราม

    ถ้าไม่ได้เจ้าไป๋หู่รีบครอบปราณป้องกันเสียงให้กับเพ่ยอิงแล้วล่ะก็ ป่านนี้หูของเพ่ยอิงคงดับไปแล้ว ซึ่งต่างจากจินฟางที่เป็นคู่พันธะสัญญา เสียงนั้นจึงทำอันตรายอะไรไม่ได้

    “นี่เจ้า! ยังคงแหกปากเช่นเดิมไม่เคยเปลี่ยนจริง ๆ นี่เจ้าคิดว่าว่าเสียงของเจ้าเบาน้อยไปอย่างนั้นหรือ” ไป๋หู่กล่าวต่อว่าขึ้นมาทันที

    “หืม ไป๋หู่เหตุใดเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้” เจ้ามังกรเขียวที่ได้ยินเสียงพูดของไป๋หู่หันมามองแล้วเอ่ยถามขึ้น

    “นี่เจ้านอกจากจะชอบแหกปากแล้วก็ยังตาถั่วไม่เคยเปลี่ยนเช่นเดิม ข้าก็ยืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่แรกแล้ว และอีกอย่างหนึ่งก็คือต้องเป็นข้ามากกว่าที่ต้องเป็นคนถามเจ้าว่าเหตุใดเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้” เจ้าไป๋หู่ในร่างลูกแมวกล่าวออกมาเสียยืดยาว

    “ก็ใครใช้ให้เจ้าแปลงกายจนตัวเหลือเท่าลูกแมวเช่นนั้นกันเล่า” 

    “เจ้าไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่อง เจ้าเล่ามาเสียดี ๆ ว่าเหตุใดเจ้าถึงได้ลงมายังโลกมนุษย์เช่นเดียวกับข้า” ไป๋หู่ไม่ยอมให้ชินหลงเอ่ยนอกเรื่องไปมากกว่านี้รีบเร่งให้เล่าถึงสาเหตุที่ถูกส่งให้ลงมายังโลกมนุษย์เช่นเดียวกับมันเช่นนี้

    “ก็เป็นเพราะเจ้านั่นแหละ ทำให้ข้าโดนกล่าวหาว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดให้เจ้าไปขโมยยาวิเศษเม็ดนั้นมา ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นคนกินมันลงไปแท้ ๆ” 

    “นี่เจ้า!! อย่ามากล่าวเช่นนี้นะ แล้วใครกันเล่าที่นำเรื่องยาวิเศษมาเล่าให้ข้าฟังจนทำให้ข้าอยากได้ อีกทั้งเจ้าก็ยังมายุยงส่งเสริมเห็นดีเห็นงาม ช่วยคิดหาวิธีขโมยมันมาด้วย” 

    “ห้ามแล้วเจ้าฟังหรืออย่างไร ขนาดเจ้าสามตัวนั่นเอ่ยห้ามเจ้ายังไม่ฟังเลย ข้าก็แค่ช่วยให้เจ้าได้สมปรารถนาเท่านั้น” 

    แล้วหลังจากนั้นหนึ่งลูกแมวตัวน้อยหนึ่งมังกรตัวโตก็กล่าวโต้เถียงกันไปมาอย่างไม่มีใครยอมใครกันเลย

    “พวกเจ้าทั้งคู่หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ พวกเจ้าจะทะเลาะกันให้ได้อะไรขึ้นมา จากที่ข้าฟังมาทั้งหมดพวกเจ้าก็ผิดด้วยกันทั้งคู่นั่นแหละ สมควรแล้วที่จะถูกลงโทษเช่นนี้” เพ่ยอิงที่ทนฟังเจ้าสัตว์เทพทั้งสองตัวโต้เถียงกันต่อไปไม่ไหวจึงเอ่ยห้ามปรามขึ้นมา

    “แต่...” 

    “พอ ๆ ข้าไม่อยากฟังแล้ว ข้าฟังพวกเจ้าสองตัวเถียงกันจนเหนื่อยแล้ว ข้าจะออกไปพักแล้ว” 

    เพ่ยอิงกล่าวออกมาอย่างตัดบท เพราะเธอฟังทั้งสองตัวเถียงกันจนเหนื่อยแล้วจริง ๆ นั่นเอง

    “ข้าจะกลับไปที่บ้านริมน้ำตกเสียหน่อย แล้วเจ้าเล่าจินฟางจะอยู่ที่นี่ต่อหรือจะออกไปด้านนอกเลย” เพ่ยอิงหันไปถามจินฟาง

    “ข้าว่าจะอยู่ที่นี่ก่อนแล้วค่อยออกไป อีกอย่างก็จะได้ทำความรู้จักกับสัตว์ในพันธะสัญญาของข้าด้วย” จินฟางตอบกลับมา

    “เช่นนั้นก็อย่าอยู่จนสว่างเล่า ประเดี๋ยวออกไปแล้วคนจะสงสัยเอาได้ อ้ออีกอย่างพรุ่งนี้เจ้าก็ย้ายมาอยู่ที่บ้านพักเดี่ยวก่อนก็ได้ เวลาทำอะไรจะได้สะดวกไม่ต้องคอยกังวลว่าจะมีคนสงสัย” เพ่ยอิงเอ่ยกำชับ

    แล้วหลังจากนั้นเพ่ยอิงก็แยกไปทางบ้านพักริมน้ำตกของตนเองทันทีโดยที่ขี่เจ้าไป๋หู่กลับไปนั่นเอง

     

    คล้ายกับเรื่องสาวน้อยเซี่ยเพ่ยอิง ที่คุณอ่าน