หลังจากการปะทะกับฝูงอสูรหมาป่าเกล็ดนิล (墨鳞狼 - โม่หลินหลาง) กลุ่มของศิษย์สำนักจันทรากระจ่าง (明月宗 - ิเยว่จง) ก็เร่งเดินทางต่อด้วยความระมัดระวังยิ่งขึ้น บรรยากาศในกลุ่มยังคงมีความอึดอัดอยู่บ้าง ศิษย์พี่หลิวยังคงมีท่าทีหงุดหงิดและมองเิเหยียนด้วยสายตาเคลือบแคลงเป็ระยะ แม้จะไม่ได้ตวาดหรือกล่าวโทษอะไรอีก เิเหยียน (เร็นไซ) สังเกตเห็นแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ: 'เ้าเด็กนั่นคงยังขุ่นเคืองเื่เมื่อวาน ช่างเป็เื่ไม่เป็เื่เสียจริง หากเอาเวลาขุ่นเคืองไปครุ่นคิดถึงข้อผิดพลาดของตนเองและปรับปรุง คงจะเป็ประโยชน์ต่อการฝึกฝนมากกว่านี้' ซูเม่ยพยายามชวนคุยกับเิเหยียนเป็ครั้งคราว ถามไถ่ถึงอาการาเ็ (ที่ไม่มี) และความทรงจำ (ที่เขาแสร้งว่าสับสน) ส่วนเจิ้งอี้นั้นยังคงสุขุมเช่นเคย แต่สายตาที่เขามองมายังเิเหยียนนั้นแฝงไว้ด้วยความสนใจใคร่รู้ที่ลึกซึ้งกว่าเดิม
เิเหยียน (เร็นไซ) เดินตามกลุ่มไปอย่างเงียบๆ เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการสังเกตสิ่งรอบตัว และพยายามทำความคุ้นเคยกับร่างกายใหม่ที่ยังอ่อนแอและเชื่องช้า 'การปรับตัวให้เข้ากับร่างกายนี้ยังต้องใช้เวลาอีกมาก แต่ทุกย่างก้าวคือการเรียนรู้ ทั้งสภาพแวดล้อมและขีดจำกัดของตนเองในปัจจุบัน การผสานความเข้าใจเดิมเข้ากับกฎเกณฑ์ใหม่ คือกุญแจสำคัญสู่การก้าวข้าม'
เขาเห็นศิษย์พี่หลิวหยิบ "ก้อนหินเรืองแสง" ขนาดเท่าไข่ไก่ออกมาจากถุงผ้าแล้วกำไว้ในมือครู่หนึ่ง จากนั้นประกายแสงสีฟ้าที่กระบี่ของเขาก็ดูจะสว่างไสวและทรงพลังขึ้นเล็กน้อย ซูเม่ยและเจิ้งอี้เองก็ทำในลักษณะคล้ายกันเป็บางครั้ง
'ศิลาปราณ...สิ่งของที่ใช้เสริมพลังงานได้อย่างรวดเร็วสินะ น่าสนใจว่ามันทำงานอย่างไร และมีข้อจำกัดใดบ้าง การพึ่งพาสิ่งของภายนอกมากเกินไปมักจะไม่ใช่หนทางที่ยั่งยืนสำหรับผู้ที่้าเข้าถึงแก่นแท้ของพลัง แต่หากใช้มันเป็เครื่องมือในการทำความเข้าใจพลังงานของโลกนี้ในเบื้องต้น ก็อาจจะมีประโยชน์อยู่บ้าง ไม่ควรปฏิเสธความเป็ไปได้ใดๆ' เร็นไซตั้งข้อสังเกตในใจ
พวกเขาเดินทางลึกเข้าไปในป่าหมอกโลหิต (血雾森林 - เซวี่ยอู้เซินหลิน) มากขึ้น ต้นไม้สูงใหญ่บดบังแสงอาทิตย์จนแทบมองไม่เห็นท้องฟ้า มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวและเสียงสัตว์ป่าร้องดังแว่วมาเป็ระยะ สร้างความรู้สึกอึดอัดและไม่น่าไว้วางใจ
ตกเย็นวันนั้น เจิ้งอี้ตัดสินใจให้หยุดพักใต้ชะง่อนผาแห่งหนึ่งเพื่อหลบเลี่ยงหมอกยามค่ำคืนที่ว่ากันว่ามีพิษอ่อนๆ และยังเป็ที่กำบังจากอสูรได้ในระดับหนึ่ง พวกเขาก่อกองไฟเล็กๆ ขึ้นเพื่อไล่ความหนาวเย็นและให้แสงสว่าง
ศิษย์พี่หลิวนั่งพิงกับผนังผา หลับตาทำสมาธิโคจรพลังงานบางอย่างเพื่อฟื้นฟูร่างกาย ซูเม่ยกำลังจัดเตรียมอาหารเย็น ซึ่งเป็เพียงเนื้อแห้งและผลไม้ป่าที่เก็บได้ระหว่างทาง ส่วนเจิ้งอี้นั้นกำลังตรวจดูแผนที่หนังเก่าๆ ที่กางอยู่บนพื้น แสงจากกองไฟส่องให้เห็นเส้นสายและสัญลักษณ์แปลกตาบนแผนที่นั้น
เิเหยียนนั่งอยู่ห่างออกมาเล็กน้อย เขากำลังใช้เศษผ้าเช็ดทำความสะอาดกระบี่เหล็กธรรมดาๆ เล่มนั้นอย่างตั้งอกตั้งใจ แม้มันจะไม่ใช่ดาบคู่ใจ "สัจธรรมไร้สิ้นสุด" และ "จันทร์สะท้อนอนัตตา" ที่เขาเคยใช้ในโลกเก่า แต่ในยามนี้ มันคือสิ่งเดียวที่พอจะใช้ป้องกันตัวได้ 'อย่างน้อยก็ยังคงรูปทรงของดาบเอาไว้ได้...จิติญญาของนักดาบมิได้ขึ้นอยู่กับความเลิศล้ำของอาวุธเพียงอย่างเดียว แต่คือการหลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับมัน รอจนกว่าข้าจะสามารถสร้าง 'ิญญาดาบ' ของตนเองขึ้นมาได้เสียก่อนเถอะ เมื่อนั้น...โลกใบนี้จะได้เห็นวิถีดาบที่แท้จริง'
"เ้าเด็กนั่น...ยังจะห่วงดาบเก่าๆ นั่นอีก" ศิษย์พี่หลิวลืมตาขึ้นมาเห็นพอดี เขาพึมพำเบาๆ แต่ก็ดังพอให้เิเหยียนได้ยิน
เร็นไซไม่ได้สนใจคำพูดนั้น เขายังคงเช็ดกระบี่ต่อไปอย่างใจเย็น 'ดาบคือส่วนหนึ่งของนักดาบ การดูแลรักษาอาวุธคือการเคารพในวิถีของตนเอง และเป็การฝึกสมาธิอย่างหนึ่ง เ้าเด็กนี่คงยังไม่เข้าใจถึงความหมายที่ลึกซึ้งกว่าแค่ความคมหรือพลังทำลายที่ฉาบฉวยกระมัง น่าเสียดาย...ที่มีอาวุธจิติญญาอยู่ในมือ แต่กลับยังขาดความเข้าใจในแก่นแท้ของมัน' เขาคิด แต่ไม่ได้พูดออกไป
ซูเม่ยเดินเอาเนื้อแห้งชิ้นหนึ่งมาส่งให้เิเหยียน "นี่จ้ะเิเหยียน กินเสียหน่อยนะ จะได้มีแรง"
"ขอบคุณศิษย์พี่ซูเม่ย" เิเหยียนรับมาแล้วกัดกินอย่างช้าๆ เขาไม่ได้รู้สึกหิวโหยมากนัก แต่ร่างกายนี้้าพลังงานเพื่อฟื้นฟู
ขณะที่บรรยากาศกำลังเงียบสงบ ทันใดนั้น เจิ้งอี้ที่กำลังเพ่งมองแผนที่ก็ขมวดคิ้วขึ้นมา "แปลกจริง..."
"มีอะไรหรือศิษย์พี่เจิ้งอี้?" ซูเม่ยถามด้วยความสนใจ
"ตามแผนที่นี้...หลังจากผ่านป่าหมอกโลหิตไป ควรจะเป็ที่ราบกว้าง แต่สัญลักษณ์ตรงนี้...มันเหมือนกับมีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไป" เจิ้งอี้ชี้ไปยังจุดหนึ่งบนแผนที่ "เหมือนมีหุบเขาลึกลับหรือถ้ำขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นมาใหม่ ซึ่งไม่ได้มีบันทึกไว้ในแผนที่ฉบับเก่าของสำนัก"
ศิษย์พี่หลิวลุกขึ้นมาดู "อาจจะเป็แค่แผนที่มันเก่าเกินไปก็ได้กระมัง หรือไม่ก็เป็พวกถ้ำเล็กๆ ที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ" เิเหยียน (เร็นไซ) คิด: 'ความประมาทและความด่วนสรุป...สองสิ่งที่มักจะนำพาความหายนะมาให้ น่าแปลกที่คนเหล่านี้ยังคงมีชีวิตรอดมาได้จนถึงตอนนี้ หรือบางที...โชคชะตาอาจจะกำลังเล่นตลกกับพวกเขาอยู่ก็เป็ได้'
"ข้าไม่คิดเช่นนั้น" เจิ้งอี้ส่ายหน้า "สัญลักษณ์ที่ปรากฏขึ้นใหม่นี้มันดูไม่ธรรมดาเลย และทิศทางของมันก็อยู่ใกล้กับเป้าหมายในภารกิจของเราที่เทือกเขาัหลับ (眠龙山脉 - เหมียนหลงซานม่าย) เสียด้วย"
"ภารกิจของเราคือการสืบหาร่องรอยของ 'แก่นอสูรดารา' ที่หายไปมิใช่หรือ?" ซูเม่ยทวน "แล้วมันจะเกี่ยวข้องกับถ้ำที่เพิ่งปรากฏนี้ได้อย่างไร?"
"ข้าก็ยังไม่แน่ใจ" เจิ้งอี้ตอบ "แต่สัญชาตญาณของข้าบอกว่าเราควรจะลองไปตรวจสอบดู บางที...อาจจะมีเบาะแสอะไรที่นั่นก็ได้"
ศิษย์พี่หลิวทำท่าครุ่นคิด "ถ้ามันอันตรายเล่า? พวกเรามีกันแค่นี้ แถมยังมีเ้าตัวถ่วงนี่อีกคน" เขาเหลือบมองเิเหยียนอย่างไม่พอใจ
เร็นไซยังคงนั่งนิ่ง ทำเป็ไม่ได้ยินคำพูดนั้น แต่ในใจกลับรู้สึกสนใจขึ้นมา: 'แก่นอสูรดารารึ? ฟังจากชื่อแล้วน่าจะเป็วัตถุที่มีพลังงานเข้มข้น บางทีอาจจะเป็ประโยชน์ต่อการฟื้นฟูร่างกาย หรือแม้กระทั่งการปลุกิญญาดาบของข้าก็ได้ ส่วนถ้ำลึกลับ...สถานที่เช่นนั้นมักจะมีเื่ท้าทายหรือโอกาสใหม่ๆ รออยู่เสมอ การอยู่นิ่งเฉยไม่ใช่ทางเลือกสำหรับผู้ที่้าจะก้าวไปข้างหน้า และการเสี่ยงอันตรายเล็กน้อยเพื่อผลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่กว่า ก็เป็สิ่งที่ควรค่าแก่การพิจารณา'
"ข้าเห็นด้วยกับศิษย์พี่เจิ้งอี้" ซูเม่ยกล่าวสนับสนุน "ถ้าเราพบเบาะแสสำคัญบางอย่าง อาจจะทำให้ภารกิจของเราสำเร็จเร็วขึ้นก็ได้"
"ถ้าเช่นนั้น...พรุ่งนี้เช้า เราจะลองเปลี่ยนเส้นทางไปตรวจสอบสถานที่นั้นดูกัน" เจิ้งอี้ตัดสินใจ ดวงตาของเขาทอประกายมุ่งมั่น "แต่ทุกคนต้องเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ เพราะสิ่งที่อยู่นอกเหนือการคาดการณ์ มักจะอันตรายเสมอ"
เิเหยียนมองไปยังกองไฟที่กำลังลุกโชน เปลวไฟเต้นระริกราวกับมีชีวิต 'หลักการทั้งห้าของข้า...ดิน น้ำ ไฟ ลม และความว่างเปล่า ล้วนเป็ส่วนหนึ่งของธรรมชาติรอบตัวนี้ พลังฟ้าดินที่พวกเขากล่าวถึงก็คงไม่พ้นไปจากหลักการเหล่านี้ เพียงแต่ข้ายังต้องค้นหาวิธีการ 'เชื่อมต่อ' และ 'ควบคุม' มันในรูปแบบของโลกนี้ให้ได้เท่านั้น เส้นทางสู่ความเข้าใจที่แท้จริง...ยังอีกยาวไกลนัก'
คำตอบนั้น...ยังคงรอคอยการค้นพบอยู่เบื้องหน้า
(จบตอนที่ 5)