อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 173 ประหาร

            เหล่าชาวเมืองที่มามุงดูต่างก็พากันเฮลั่นแล้วตะโกนชื่อ

            “หนูลิลลี่!”

            “หนูลิลลี่เก่งมากเลย”

            “สุดยอดไปเลยหนูลิลลี่”

            “หนูลิลลี่กินขนมไหม”

            หลายคนต่างพากันตะโกนเซ็งแซ่ ชายทั้งสองคนที่ยังระบมและยังมึนงงจากการถูกฟาด ก็ยิ่งมึนงงเข้าไปใหญ่ไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเด็กผู้หญิงเผ่ามารถึงมาอยู่ที่เมืองนี้ แล้วทำไมผู้คนในเมืองนี้ดูจะชอบเธอเป็นอย่างมาก

            จากนั้นก็มีเสียงตะโกนขึ้น

            “หนูลิลลี่!!!” ตามด้วยมีอัศวินและทหาร 4-5 คนวิ่งมาที่เด็กผู้หญิงเผ่ามารคนนั้น คนแรกที่ดูแล้วก็รู้ว่าเป็นอัศวินวิ่งมาหาเธอก่อนจะหอบหายใจแล้วถามเธอว่า

            “หนูลิลลี่ไม่เป็นไรใช่ไหม”

            ลิลลี่ที่แบกดาบใหญ่อยู่บนบ่าก็ยืดอกเชิดหน้ายิ้มตอบพวกเขาว่า

            “ไม่ต้องห่วงไม่ต้องห่วงลิลลี่น่ะแข็งแกร่งอยู่แล้วก็ลิลลี่นับเป็นอัศวินฝึกหัดนี่นะ”

            ไม่รู้ทำไมไม่เห็นท่าทีของเธอเช่นนี้ทำให้หลายคนแทบจะอยากเข้าไปกอด

            เมื่อพวกทหารคนอื่นวิ่งเข้ามาถึงก็มีคนนึงถามว่า

            “ใครกันที่บังอาจทำร้ายหนูลิลลี่”

            ทหารอีกคนหนึ่งก็ชี้ไปยังชาย 2 คนที่นอนอยู่กับพื้น

            “นั่นต้องเป็นไอ้สองคนนั้นแน่ที่บังอาจทำร้ายหนูลิลลี่”

            ทหารอีกคนหนึ่งก็พูดว่า

            “หนอยแน่ะบังอาจมาทำร้ายหนูลิลลี่เอาพวกเราได้พวกเราจับมันไปขัง”

            ทหารด้วยคนรวมทั้งอัศวินต่างก็พากันเห็นด้วย รีบกรูกันเข้าไปยังร่างของชาย 2 คนที่ยังนอนอยู่ที่พื้น แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้จับกุมก็มีเสียงของเด็กผู้หญิงอีกคนนึงร้องมาว่า

            “หยุดเลยนะพวกคนนี่มันจะบ้ากันไปถึงไหน”

            ทุกคนต่างพากันหันไปมองต้นเสียงก็พบกับร่างของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งในชุดอัศวินแบบเดียวกับของลิลลี่วิ่งเข้ามา เธอคนนี้ผมสีทองตัดสั้นทรงบ๊อบมีที่คาดผม เด็กผู้หญิงวิ่งมาขวางหน้าทหารเหล่านั้นก่อนจะยืนหอบ

            “คุณหนูมีเรียครับนี่คุณจะปกป้องคนร้ายหรือครับ”

            มีเรียที่เหมือนได้ยินคำพูดไม่เข้าหูก็รีบหยุดหอบหายใจจ้องหน้าทหารคนที่พูด

            “ไม่ใช่คุณหนูซะหน่อยแล้วคนพวกนี้ก็ไม่ใช่คนร้ายอะไรแบบนั้นด้วย”

            ทหารอีกคนก็พูดว่า

            “แต่คุณหนูมีเรียครับเธอคนนี้จะทำร้ายหนูลิลลี่นะครับ”

            มีเรียหันไปตะคอกคนที่พูดเสียงเจื้อยแจ้ว

            “ก็บอกว่าไม่ใช่คุณหนูไง และอีกอย่างไม่เห็นสภาพของพวกเขาหรอว่าคนที่ทำร้ายน่ะเป็นลิลลี่ต่างหาก”

            ทหารอีกคนก็พูดว่า

            “จะเป็นไปได้ยังไงครับที่หนูลิลลี่จะเป็นคนทำร้ายพวกเขา หนูลิลลี่น่ารักออกขนาดนั้นจะไปทำไรใครได้ครับ”

            มีเรียอึ้งจนพูดไม่ออกไม่รู้ว่าตรรกะนี้มันคืออะไร เธอถึงกับสงสัยว่าคนพวกนี้ไม่เห็นถามใหญ่ที่เพื่อนจะถือหรอ มีเรียหันไปมองลิลลี่ที่ตอนนี้เริ่มมีชาวบ้านเข้ามาแจกขนมให้เธอ

            “ลิลลี่!” มีเรียตะโกนเรียก

            ลิลลี่หันมามองในขณะที่ปากของเธอยังคาบลูกกวาดอยู่เต็มปาก

            “อีอะไอเอ๋ออีเอีย(มีอะไรหรอมีเรีย)”

            มีเรียที่เห็นสภาพเพื่อนตัวเองก็ถึงกับพูดไม่ออกบอกไม่ถูก เธอไม่ได้หมายความว่าสองคนที่นอนที่พื้นนี้จะไม่มีความผิด แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะถูกจับเข้าคุกโดยข้อหาปัญญาอ่อนเหล่านั้น และที่สำคัญก็คือพวกเขายังไม่ได้ทำอะไรเพื่อนเธอเลย

            “นี่เธอมาอธิบายให้พวกเขาหน่อยสิว่าคนพวกนี้เขาไม่ได้ทำอะไรเธอ”

            ลิลลี่กลับทำหน้างง

            “อนอ้วกอิ้?(คนพวกนี้)”แล้วก็หันไปมองชาย 2 คนที่นอนกับพื้นก่อนจะทำหน้าเข้าใจ “อ้อ”

            ปฏิกิริยาการตอบสนองของลิลลี่ทำเอาชาย 2 คนที่นอนอยู่กับพื้นรู้สึกรับไม่ได้ ที่ชีวิตของเขาจะต้องขึ้นอยู่กับเด็กผู้หญิงคนนี้ 

            ยังไม่ทันที่ลิลลี่จะได้พูดอะไรอัศวินที่อยู่ข้างๆ เธอก็พูดว่า

            “ไม่ต้องห่วงนะหนูลิลลี่พวกเราจะไม่ยอมให้ใครทำร้ายหนูเด็ดขาด”

            มีเรียที่ได้ฟังก็ตะคอกใส่เขาโดยไม่สนเลยว่าเธอเป็นแค่อัศวินฝึกหัดและอีกฝ่ายคืออัศวิน

            “หยุดบ้ากันสักทีจะได้ไหมคะ” แล้วหันไปพูดกับลิลลี่ว่า “ลิลลี่ตอนนี้อยู่ในเวลางานนะเลิกกินขนมแล้วก็มาอธิบายให้พวกเขาฟังได้แล้วว่าทั้งสองคนนี้ไม่ได้ทำร้ายเธอ”

            ลิลลี่ที่ได้ยินมีเรียพูดก็ใช้ฟันกัดลูกกวาดจนละเอียด ทำการเคี้ยวกรุบกรับก่อนจะขึ้นลงคอแล้วก็พยักหน้า

            “ใช่แล้วสองคนนี้ไม่ได้ทำร้ายหนูลิลลี่หรอกแต่พวกเขาทะเลาะกันต่างหาก”

            อัศวินศักดิ์สิทธิ์ที่ได้ฟังก็หันไปมองผู้ชาย 2 คนนั้น ก่อนจะพูดว่า

            “แต่การทะเลาะกันก็มีความผิดนะครับยังไงก็ต้องถูกลงโทษ” แล้วก็หันไปพูดกับลิลลี่ “ว่าแต่ที่หนูลิลลี่มาจัดการพวกเขาไม่ได้เป็นอะไรใช่ไหมครับ”

            ซึ่งไม่เพียงแค่มีเรียเท่านั้นที่พูดไม่ออกกับปฏิกิริยาของอัศวินเหล่านี้ ชาย 2 คนที่ถูกมีลิลลี่ใช้ดาบใหญ่ตบจนกระเด็นก็รู้สึกเหมือนตามไม่ทัน เขาทั้งสองคนถูกเล่นงานจนมีสภาพนี้ แต่คนพวกนี้กลับเป็นห่วงคนที่เล่นงานเขานี่มันอะไรกัน และทั้งสองคนแทบกระอักเลือดเมื่อได้ยินเด็กผู้หญิงเผ่ามารคนนั้นพูดว่า

            “ไม่ต้องเป็นห่วงไม่ต้องเป็นห่วงลิลลี่นะเก่งจะตาย และสองคนนั้นก็ยังกระจอกอีกต่างหากไม่ได้เรื่องเลยสักคนเดียว”

            โดนเด็กเล่นงานจนมีสภาพนี้ก็ว่าเจ็บอยู่แล้ว ยังมาโดนเด็กที่เล่นงานพูดแบบนี้อีกเรียกได้ว่าไม่ต่างอะไรกับมีแผลสดแล้วเอาแอลกอฮอล์มาราดแผล ผู้ชายคนแรกก็พูดว่า

            “ไม่ใช่ซะหน่อยเป็นเพราะเธอเล่นทีเผลอต่างหากแน่จริงก็มาสู้กันอีกรอบสิ ฉันจะได้จับเธอไปขายเป็นทาสเผ่ามารเสียเลย”

            ผู้ชายคนที่ 2 ที่เป็นผู้ใช้เวทย์ธาตุน้ำก็พูดเช่นกันว่า

            “ใช่ๆ แค่เล่นทีเผลอได้อย่ามาทำเป็นอวดเก่งหน่อยเลยน่าแน่จริงก็มาสู้กันอีกรอบสิ คราวนี้ฉันจะฆ่าเธอทิ้งแน่”

            สิ้นคำพูดของพวกเขาทั้งสองคนบรรยากาศก็กลายเป็นเงียบทันที ชนิดที่เรียกได้ว่าราวกับว่าทุกคนพร้อมใจที่จะเงียบ ผู้ชายทั้งสองคนนั้นรู้สึกถึงบรรยากาศที่ผิดปกติ พวกเขาหันไปมองอัศวินและทหารเหล่านั้น ทุกคนล้วนแต่มองมาที่พวกเขาด้วยสายตาเย็นชา ซึ่งแม้แต่ชาวบ้านเองก็ด้วยก่อนจะมีเสียงซุบซิบกัน

            “นี่ได้ยินไหมพวกเขาจะเอาหนูลิลลี่ไปขายล่ะ”

            “ได้ยินสิแบบนี้มันให้อภัยไม่ได้นะ”

            “นี่อีกคนนึงก็บอกว่าจะฆ่าหนูลิลลี่ด้วยคนอะไรใจร้ายจังเลยนะ ทั้งที่หนูลิลลี่น่ารักออกขนาดนั้น”

            “ใช่กับหนูลิลลี่ที่น่ารักขนาดนั้นยังคิดจะทำแบบนั้นได้ลงคอ แบบนี้คงต้องประหารซะแล้วมั้ง”

            “ใช่แล้วล่ะต้องประหาร คนใจร้ายแบบนี้ต้องผ่านท่าเดียว”

            “ใช่แล้วล่ะต้องประหาร”

            “ประหาร”

            “ประหาร”

            จากนั้นก็มีแต่คำว่าประหารเต็มไปหมดพร้อมกับสายตาของชาวบ้านที่มองมาที่ 2 คนนั้น พวกเขาทั้งสองคนต่างก็รู้สึกขนลุกเกรียว ไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นทำไมอยู่ๆทุกคนต่างพากันอยากจะประหารพวกเขาขนาดนั้น ขณะที่พวกเขากำลังรู้สึกสับสนก็มองไปที่เด็กผู้หญิงผมสีทองที่ใส่ที่คาดผมคนนั้น พบว่าตอนนี้เธอเดินห่างออกไปคล้ายกับว่าไม่ต้องการยุ่งด้วย

            ผู้ชายคนที่ 2 ที่ใช้เวทย์ธาตุน้ำจึงร้องเรียกเธอ

            “นี่คุณหนูครับพอจะบอกได้ไหมครับว่าวันเกิดอะไรขึ้นพวกเราทำอะไรผิด”

            ผู้ชายคนแรกที่ได้ยินคนข้างๆ เขาพูดก็ร้องขึ้นเช่นกันว่า

            “ใช่ครับคุณหนูเพราะผมไม่ได้มีเจตนาร้ายนะครับ ทำไมจะอยู่ทุกคนถึงมองพวกเราแบบนี้ล่ะครับ”

            ทั้งสองคนต่างไม่รู้จักมีเรียแต่จากการที่พวกทหารพากันเรียกเธอว่าคุณหนู ก็เดาได้ว่าน่าจะมีความเป็นมาไม่ธรรมดาถึงแม้ว่าจะยังเป็นเด็กก็ตาม บวกกับท่าทีที่เธอพูดแทนพวกเขาทั้งสองคนนั้นทำให้คิดว่าเธออาจจะช่วยพวกเขาได้ ทว่ามีเรียที่กำลังเดินไปหาลิลลี่ก็หยุดเดินเหลียวหน้ามามองพวกเขาอยากเห็นชาก่อนจะพูดว่า

            “พวกคุณพูดว่าจะขายเพื่อนฉันเป็นทาสหรือจะฆ่าเพื่อนฉันใช่ไหมคะ”

            “ “ฮะ!” ” ทั้งสองคนต่างก็พากันอุทานออกมาพร้อมกัน พวกเขาไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับสาวน้อยที่พึ่งทวงความยุติธรรมให้กับพวกเขาทั้งคู่ ผู้ชายคนแรกก็พูดว่า

            “มะมะไม่ใช่นะครับพวกเราไม่ได้คิดจะทำแบบนั้นเลย พวกเราก็แค่คิดที่จะ…” เขาคิดจะบอกว่าเขาหมายถึงเด็กผู้หญิงเผ่ามารคนนั้น แต่เขาก็เหมือนนึกอะไรบางอย่างได้ ว่าเพื่อนที่เด็กผู้หญิงคนนี้พูดก็คือเด็กเผ่ามารคนนั้น เรื่องบางอย่างก็ปรากฏขึ้นในใจเขามันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อและไม่เข้าใจ

            'เผ่ามารเนี่ยนะเป็นเพื่อนกับมนุษย์’

            คงไม่ใช่แค่ชายคนแรกเท่านั้นผู้ชายคนที่ 2 ที่ทะเลาะกับเขาเองก็คิดเช่นเดียวกัน

            มีเรียเดินจากมาโดยไม่สนทั้งสองคนอีกต่อไป เดิมทีเธอยังคิดจะทำเพื่อความถูกต้องอยู่บ้างแต่สิ่งที่สองคนนั้นพูดมันคือการล้ำเส้น ตั้งแต่เด็กแล้วที่มีเรียมีความฝันจะเป็นอัศวินเหมือนในนิทานที่เธอเคยอ่าน เธอจึงไม่ได้สนใจหลายสิ่งหลายอย่างเหมือนเด็กผู้หญิงทั่วไป เอาแต่ฝึกฝนในสิ่งที่เธอคิดว่าจะทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้น ยังไม่ใช่เรื่องแปลกที่เธอจะไม่เคยมีเพื่อนเลย จนกระทั่งลิลลี่โผล่เข้ามาแม้ว่าเดิมทีเธอคนนี้จะเป็นเผ่ามารที่เป็นตัวร้ายในนิทานอยู่เสมอ แต่ที่เจ้าชายพูดก็ไม่ผิดว่าทำไมไม่ลองคุยกันดู ทั้งสองคนเริ่มจากการที่มีความชื่นชมในเจ้าหญิงลิลิธแบบเดียวกัน แล้วก็มาเป็นอัศวินฝึกหัดร่วมกันแล้วก็เริ่มสนิทกันเรื่อยๆ ตอนตอนนี้ในสายตาคนอื่นลิลลี่อาจจะเป็นเผ่ามาร แต่สำหรับมีเรียแล้วลิลลี่คือเพื่อนคนเดียวที่เธอมี แล้วเธอจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเพื่อนเด็ดขาด

            มีเรียเดินมาหาลิลลี่ที่ตอนนี้กำลังกินขนมอยู่แล้วถามขึ้น

            “เธอเป็นคนจัดการพวกเขาเพียงคนเดียวหรอ”

            ลิลลี่ทำหน้างง

            “พวกเขา”

            มีเรียชี้ไปยัง 2 คนนั้นที่ตอนนี้กำลังถูกรุมกระทืบอยู่โดยพวกทหารอยู่พร้อมกับบอกว่า

            “พวกนั้นไง”

            ลิลลี่ทำหน้าเข้าใจพร้อมกับร้องอ้อก่อนจะตอบว่า

            “พวกนั้นเองกระจอกมากมาย”

            มีเรียที่ได้ยินถึงกับพูดไม่ออกเมื่อเดือนก่อนลิลลี่ยังโดนบริวารของ มาร์ควิสเฟลิกซ์โดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย แต่มาตอนนี้เธอถึงกับบอกว่าสองคนนี้กระจอกมากมายเสียแล้ว ถึงเธอจะพอเดาได้ว่า อาจจะเป็นการเล่นงานทีเผลอแต่ถึงจะเป็นแบบนั้นการที่เธอคนเดียวสามารถกำราบสองคนนี้ได้ก็เป็นอะไรที่น่าทึ่งมาก เพราะถ้าเป็นเธอต่อให้เล่นทีเผลอเช่นเดียวกันก็ไม่แน่ว่าจะเล่นงาน 2 คนนี้จนมีสภาพเช่นนี้ได้

            มีเรียนึกถึงคำพูดหนึ่งที่ไลลาเคยพูดกับเธอในวันที่ชายแก่คนนั้นมายังพื้นที่ฝึกของอัศวินฝึกหัดก่อนจะเริ่มทำการฝึกลิลลี่ ซึ่งวันนั้นไลลาก็พูดว่าลิลลี่จะแซงหน้าเธอไม่เห็นฝุ่นและให้เธอไปคำแนะนำจากเจ้าชาย ซึ่งตอนนั้นเธอก็ไม่เชื่อแต่ตอนนี้เธอก็รู้แล้วว่าที่ไลลาพูดเป็นความจริง แม้ว่ามันจะเป็นการเล่นงานที่เผลอแต่ความจริงก็คือเธอสามารถจัดการสองคนนั้นได้

            มีเรียนึกถึงแผ่นจานดูดมานาที่เธอรับมาจากเจ้าชาย ซึ่งตอนนี้ก็ยังนอนเป็นพักอยู่บนโต๊ะข้างเตียงเธอ ตั้งแต่เธอรับมันมาเธอก็ไม่สนใจมันอีกเลย เพราะเธอไม่เห็นว่ามันจะช่วยให้เธอเก่งขึ้นได้ยังไงกับไอ้ของแบบนี้

            มีเรียหันไปมองอัศวินที่อยู่ข้างๆ ก่อนจะถามเขาด้วยสายตาแปลกๆ

            “ว่าแต่เท่าที่ฉันจำได้คุณออกกะไปแล้วไม่ใช่หรอคะ และความนี้ควรจะเป็นเวลาพักของคุณด้วยคุณมาทำอะไรกันแน่คะ”

            อัศวินคนนั้นก็ตอบอย่างมาดมั่นว่า

            “เรื่องนั้นมันแน่อยู่แล้วครับผมมาเพื่อพิทักษ์หนูลิลลี่ไงครับ ผมจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายหรือลักพาตัวหนูลินลี่เด็ดขาด ดังนั้นต่อให้นี่จะหน้าที่ในฐานะอัศวินผมจะออกกะไปแล้ว แต่หน้าที่ในฐานะผู้พิทักษ์ไม่มีคำว่าออกกะครับ”

            ทันทีที่ได้ยินอีกฝ่ายพูดด้วยสายตาที่มาดมั่น มีเรียก็บอกอีกฝ่ายด้วยสายตาปลาตาย แล้วเธอก็หันไปมองพวกทหารซึ่งตอนนี้กำลังรวมประชาทัณฑ์ 2 คนนั้นอยู่ แน่นอนว่าทหารเหล่านั้นก็ออกกะมาแล้วเช่นกัน ซึ่งนี่ไม่ใช่เพิ่งเกิดแต่วันเกิดมาพักใหญ่ๆ แล้วตั้งแต่ที่เกิดเหตุการณ์ พ่อค้าพยายามลักพาตัวลิลลี่ ถึงเธอจะมองว่ามันเป็นเรื่องดีก็เถอะที่คนพวกนี้มาปกป้องเพื่อนซี้ของเธอ แต่เธอก็ยังอดสงสัยว่าคนพวกนี้มันเป็นอะไรกันไปหมด ตอนแรกที่ลิลลี่มาที่ค่ายทหารเธอยังรับรู้ได้ถึงสายตาไม่เป็นมิตรของผู้คนเหล่านี้ แต่มันผ่านไปแค่ไม่ทันไรเพื่อนซี้ของเธอก็กลายเป็นหนูลิลลี่ของทุกคนไปซะอย่างนั้น มีเรียกวาดสายตามองชาวเมืองแล้วก็คิดในใจว่า

            ‘ไม่สิไม่ใช่แค่ทหารพวกนี้หรอกแต่เป็นชาวเมืองเหล่านี้เลยต่างหากที่เป็นอะไรก็ไม่รู้’

             

            ขณะที่สถานการณ์กำลังดำเนินไปนั้นก็ได้มีคนกลุ่มหนึ่งยืนมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาเห็นตั้งแต่คนสองคนที่ทะเลาะกันเพราะแย่งกันซื้อดาบจากพ่อค้า ก่อนจะตามมาด้วยเด็กผู้หญิงเผ่ามารหูสัตว์ที่อยู่ๆ ก็โผล่มาแล้วใช้ดาบใหญ่ตบทั้งสองคนจนกระเด็น

            “คิดว่าไง?” ผู้ชายคนหนึ่งพูดขึ้น

            “ก็ตึงมืออยู่สมกับเป็นเผ่าพันธุ์น่ารังเกียจที่มีดีแค่พละกำลัง” ผู้ชายอีกคนหนึ่งตอบ

            “แล้วจะจำจะไหวไหม” ผู้ชายอีกคนก็ถาม

            คราวนี้พวกเขาเงียบก่อนที่คนจะถามว่า

            “หรือจะยอมละทิ้งดีจริงอยู่ที่เผ่ามารขายได้ราคาดีแต่ก็ไม่คุ้มที่จะเสี่ยง”

            “แต่ถ้าเราจับได้ก็จบนะ”

            “ท่าจะยากอยู่ไม่เห็นหรอคนในเมืองนี่ชอบยัยเด็กเผ่ามารขนาดไหน แถมเราก็จับตาดูมาพักนึงแล้วนับตั้งแต่ที่พวกพ่อค้าโง่นั่นทำอะไรไม่ยังคิด ก็เลยมีพวกน่ารำคาญอย่างพวกทหารและพวกอัศวินมาอารักขา ทำให้การลงมือของพวกเรามันยากกว่าเดิม”

            “ถูกต่อให้เรากำราบได้ก็ใช่ว่าจะเอาตัวมาได้”

            “แล้วเผ่ามารอีก 2 คนล่ะ คนที่เป็นเด็กกับผู้ใหญ่นั่นที่อยู่กับเด็กที่ดูแล้วน่าจะเป็นลูกหลานขุนนางคนนั้น”

            พวกเขาหลายคนต่างรู้สึกว่าเด็กคนนี้น่าจะแต่งงานง่ายกว่า แม้อีกฝ่ายจะเป็นลูกหลานขุนนางแต่ในสายตาของเขา มันไม่มีค่าอะไรให้ใส่ใจเลยต่อให้มันจะยิ่งใหญ่แค่ไหนสุดท้ายก็เป็นแค่ขุนนางของเมืองเล็กๆ เมืองนี้ และที่สำคัญเมื่อเทียบกันแล้วเขารู้สึกว่าเด็กคนนี้จัดการง่ายกว่าด้วย รูปแบบการเคลื่อนไหวที่พวกเขาจับตามองก็เป็นแบบเดิม ตอนเช้าออกมาจากเขตขุนนาง พอตกเย็นก็กลับไปที่เขตขุนนาง แม้เขาจะรู้สึกแปลกใจที่เด็กคนนี้สามารถต้านทานสิ่งเย้ายวนมากมายที่พวกพ่อค้าทั้งหลายต่างยื่นขอเสนอในการซื้อเผ่ามารทั้งสองจากเขา แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกอึ้งก็คือหลายครั้งที่พบพ่อค้าทำการกำนันของให้ เด็กผู้ชายคนนั้นก็รับมาแบบหน้าด้านๆ แล้วก็ขอบคุณตามพิธีก่อนจะเดินจากไป แล้วไม่สนใจสิ่งที่เขาเสนอเลยแม้แต่น้อย

            แล้วบรรดาคนที่เดินมาร่วมทางกับเด็กคนนั้นนอกจากเด็กผู้หญิงเผ่ามารหูสัตว์ ก็มีเผ่ามารหูสัตว์ที่เป็นผู้ใหญ่กับผู้หญิงที่ตัดผมสั้นสีดำเมื่อคิดดังนี้แล้วพวกเขาก็คิดว่าเรื่องนี้คงไม่เหนือบ่ากว่าแรงอะไร

            ขณะที่พวกเขากำลังตกลงว่าจะเปลี่ยนเป้าหมายไปยังเผ่ามารที่อยู่กับเด็กคนนั้น ก็มีคนทักขึ้นว่า

            “อย่าไปยุ่งกับเด็กคนนั้นจะดีกว่า”

            ทุกคนต่างหันไปมองก็พบกับชายชราคนหนึ่งที่ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยบาดแผล ซึ่งคนนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นสมาชิกกลุ่มเดียวกับพวกเขาทั้งยังเป็นคนที่มีฝีมือและประสบการณ์สูงที่สุดด้วย


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน