เมื่อพวกเขากลับมาถึงเรือนสุริยันต์ ท่านอ๋องจึงเรียกพวกเรามานั่งล้อมวงประชุมถึงเรื่องที่ท่านอ๋องไปพูดคุยกับแม่เฒ่า และบอกเราว่าเขาจะเดินทางไปหุบเขาจันทร์ดับเพื่อนำตำรากับกระบี่มังกรสายลมกลับมา
หลวนเฉิน จิ่นเกอ และช่างอิ่นร้องขอติดตามไปด้วย แต่ท่านอ๋องตอบปฏิเสธเพราะเขาต้องการคนที่มีฝีมือการต่อสู้ขั้นสูง เพราะในหุบเขาจันทร์ดับมีเสือนิลภูเขาดุร้าย แม้แต่แม่เฒ่าที่มีพลังมนต์แข็งแกร่งยังไม่กล้าเข้าไปในหุบเขาจันทร์ดับ ที่นั่นจึงเป็นที่อันตรายมากๆสำหรับเด็กอย่างพวกเรา
หลี่จวินจึงบอกพวกเราเด็กๆว่าให้รอกันอยู่ที่หมู่บ้าน อย่าตามไปเพราะจะยิ่งทำให้เป็นภาระเกะกะมือเปล่าๆ เหยียนเหล่ยจึงมองสบตาฉันด้วยแววตาห่วงใยและเป็นกังวล พร้อมกับบอกให้พวกเราไม่ต้องห่วง เพราะแม่เฒ่าจะให้ลูกท้อสวรรค์ช่วยให้พวกเขากลับออกมาได้อย่างปลอดภัย เหมือนที่องค์ชายสี่เคยรอดกลับออกมา
แม้เหยียนเหล่ยจะพยายามพูดให้พวกเราเบาใจ แต่ฉันยังคงเป็นห่วงเหยียนเหล่ยมาก จนไม่อยากให้เขาเข้าไปหุบเขาจันทร์ดับ จึงพูดขอร้องท่านอ๋องว่าให้ตัดใจจากตำราและกระบี่มังกรสายลม ไม่อยากให้พวกเขาเข้าไปเสี่ยงอันตราย แต่ท่านอ๋องตอบว่า
อ๋องหก : การนำตำราและกระบี่กลับคืนวังหลวงเป็นหน้าที่ของข้าที่ต้องทำให้สำเร็จลุล่วง
เหยียนเหล่ย : มี่จื่อ! นี่เป็นหน้าที่ของพวกเรา ถ้าเราได้ตำรากับกระบี่กลับมาเจ้าจะได้รับการอภัยโทษจากฮ่องเต้ ข้าอยากให้เจ้าเชื่อมั่นในตัวข้าว่าจะกลับมาหาเจ้าอย่างปลอดภัย
หลี่จวิน : มี่จื่อ! เจ้าควรกังวลเรื่องของตัวเจ้าเองก่อนดีกว่า ว่าจะทำยังไงให้ต้นท้อออกผล เราเหลือเวลาอยู่ไม่กี่วันจะต้องทำพิธีแล้ว ทั้งเรื่องร่ายรำ ทั้งเรื่องบรรเลงดนตรี ข้ายังไม่เห็นถึงความคืบหน้าอะไรเลย
ท่านอ๋องจึงสั่งให้เราตั้งใจซ้อมดนตรีกันทั้งวัน จนกระทั่งเวลาเย็นองครักษ์คนหนึ่งเดินเข้ามารายงานกับท่านอ๋องหกว่า กลุ่มคนที่ออกไปไล่ตามจับพวกของชงอวี้เมื่อเช้า ตอนนี้จับตัวหยางเค่อกลับมาได้คนเดียว แต่หยางเค่ออ้างว่าเป็นพี่ชายมองฉันจึงไม่ถูกฆ่าที่ด้านนอกหมู่บ้าน แต่ตอนนี้หยางเค่อถูกนำตัวไปขังคุก
ฉันได้ยินดังนั้นก็ลุกขึ้นทำท่าจะวิ่งออกไปดูหยางเค่อที่คุก แต่เหยียนเหล่ยคว้าแขนฉันไว้ไม่ให้วิ่งออกไป ฉันจึงบอกเหยียนเหล่ยว่า ขอไปดูหยางเค่อหน่อยเพราะยังไงเขาก็ยังเป็นเพื่อนฉัน และจะไปเกลี้ยกล่อมให้หยางเค่อกลับใจเลิกช่วยเหลือชงอวี้กับเจิ้งไฉ เหยียนเหล่ยจึงพยักหน้าแต่เขาจะไปกับฉันด้วย ท่านอ๋องกับหลี่จวินจึงบอกว่าจะไปด้วย แล้วหลี่จวินก็พูดขึ้นว่า
หลี่จวิน : ข้าจะไปจับตาดูเจ้า มี่จื่อ! เผลอไม่ได้เจ้าก็จะช่วยให้หยางเค่อหนีไปอีก
มี่จื่อ : แหม! ข้าทำผิดแค่ครั้งเดียวเอง ใครจะทำผิดซ้ำเดิมบ่อยๆ!
หลี่จวิน : ก็เจ้านั่นแหละทำผิดซ้ำซาก ไปสิ! จะไปดูหยางเค่อกันก็ไป!
เราไปที่คุกเพื่อขอเข้าไปดูหยางเค่อ พบเขานั่งอยู่ในคุกไม้ดำท่าทางสบายใจ หลี่จวินจึงเดินเข้าไปถามหยางเค่อใกล้กรงไม้ว่า ชงอวี้กับเจิ้งไฉอยู่ที่ไหน ทำไมจึงปล่อยให้หยางเค่อโดนจับตัวได้ แต่หยางเค่อยังคงนั่งยิ้มกวนประสาท หยิบเศษฟางหญ้าที่ใช้ปูรองนอนมาแกว่งเล่น
ท่านอ๋องจึงนึกสงสัยขึ้นมาว่ามันดูแปลกๆที่หยางเค่อถูกจับตัวมาได้ง่ายเกินไป หยางเค่อมองหน้าพวกเราที่ยืนอยู่หน้ากรงไม้ แล้วตอบแบบยียวนว่า เขาขี้เกียจวิ่งหนีเลยยอมให้จับง่ายๆจะได้ไม่ต้องวิ่งไล่ตามกันให้เหนื่อย ฉันจึงนึกเอะใจสงสัยว่าต้องเป็นแผนการของหยางเค่อแน่ๆ จึงถามหยางเค่อทันทีว่า
มี่จื่อ : เพราะท่านต้องการเข้ามาที่นี่ จึงยอมให้ถูกจับใช่มั้ย?! อย่าบอกนะว่า!! ชงอวี้ กับเจิ้งไฉเข้ามาในหมู่บ้านได้แล้ว?!!
เหยียนเหล่ย : เจ้าให้เจิ้งไฉใช้วิชาอ่านใจ แล้วเดินตามเจ้าเข้ามาแน่ๆ!!
หยางเค่อ : ถูกต้อง!! เจ้าสองคนเข้าใจเร็วดีนี่ ข้าจะบอกให้รู้ไว้ว่าตำรามังกรสายลมกับกระบี่และมี่จื่อต้องเป็นของข้า เจ้าคนหัวโบราณ!! เป็นเพราะเจ้าแย่งมี่จื่อไปจากข้า คอยดู! ข้าจะเอาของที่ควรเป็นของข้าคืนมาให้หมด!!
อ๋องหก : หลี่จวิน!! รีบไปบอกลุงสุ่ยเร็ว!! ว่าชงอวี้ กับเจิ้งไฉแอบเข้ามาในหมู่บ้านได้แล้ว!! พวกเราต้องรีบไปบอกชาวบ้านให้เตรียมรับมือ ส่วนหยางเค่อก็ปล่อยไว้ในกรงแบบนี้ รอให้ลุงสุ่ยกับแม่เฒ่ามาจัดการก็แล้วกัน
เหยียนเหล่ยจูงมือฉันเดินออกจากคุกไปด้วยกัน เพราะเขากลัวว่าฉันจะใจอ่อนช่วยหยางเค่อออกมา ท่านอ๋องบอกให้พวกเราทั้งหมดแบ่งคนกันไปช่วยชาวบ้านตรวจตราตามจุดต่างๆในหมู่บ้าน และช่วยชาวบ้านเดินเวรยามตรวจตราในหมู่บ้านด้วย
จนถึงเวลากินอาหารเราจึงกลับมานั่งรวมตัวกินอาหารกันที่เรือนสุริยันต์ ฉันรีบกินอาหารให้เสร็จอย่างรีบเร่ง แล้วหยิบซาลาเปาสองลูกใหญ่ใส่ผ้าห่อถือไว้ในมือ จะรีบลุกออกไป แต่เหยียนเหล่ยคว้าจับแขนฉันไว้แล้วถามว่าจะเอาซาลาเปาไปไหน ฉันตอบว่าจะเอาซาลาเปาไปให้หยางเค่อกินเท่านั้น ถ้าเขาไม่ไว้ใจจะตามไปด้วยกันก็ได้
เหยียนเหล่ยจึงปล่อยมือจากแขนฉัน แล้วพูดว่าไม่ใช่ว่าเขาจะไม่ไว้ใจ แต่เขาเป็นห่วงเพราะชงอวี้กับเจิ้งไฉแอบเข้าในหมู่บ้านแล้ว และไม่รู้ว่าสองคนนั้นแอบซ่อนตัวอยู่ที่ไหน หลวนเฉินจึงอาสาว่าจะเอาซาลาเปาไปให้หยางเค่อเอง เพราะเขาก็เป็นห่วงฉันเช่นกัน และรับปากว่าซาลาเปาสองลูกนี้จะถึงมือหยางเค่อแน่นอน
หลวนเฉินรับซาลาเปาจากฉันแล้วเดินออกจากเรือน มุ่งหน้าไปที่คุกคุมขังหยางเค่อ หลวนเฉินเดินถือซาลาเปาหายไปได้สักพักหนึ่ง เขาก็เดินกลับมาและบอกฉันว่าหยางเค่อได้รับซาลาเปาแล้วฝากขอบใจฉันมาด้วย
จากนั้นเราจึงเดินไปบ้านของลุงสุ่ย เพื่อร่วมประชุมกับชาวบ้าน เรื่องการป้องกันภัยจากบุคคลภายนอก แต่ลุงสุ่ยบอกกับพวกเราว่า การเดินยามและการป้องกันหมู่บ้าน ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนในหมู่บ้านไม้ดำ เพราะพวกเราก็เป็นคนนอกด้วยเช่นกัน อีกทั้งยังขอให้พวกเราอยู่แต่ในเรือนอย่าสร้างปัญหาให้พวกเขาเพิ่มขึ้น แต่ลุงสุ่ยก็กล่าวขอบใจพวกเราด้วยที่เตือนพวกเขาที่ชงอวี้กับเจิ้งไฉเข้ามาในหมู่บ้าน
หลังจากประชุมกันเสร็จ เราจึงเดินกลับเรือนมานั่งพูดคุยปรึกษากันเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ เรานั่งพูดคุยกันได้สักพัก ฉันก็เห็นแสงคบไฟที่ชาวบ้านจัดกลุ่มเวรยามเดินตรวจตราผ่านมาที่หน้าเรือน จึงออกมายืนดูชาวบ้านเดินยามที่หน้าเรือน เหยียนเหล่ยจึงเดินตามมาดูด้วย แล้วถามฉันว่าถ้าพวกเราออกไปจากที่นี่ไม่ได้ฉันจะอยู่ที่นี่ได้หรือไม่ ฉันจึงตอบว่า
มี่จื่อ : ข้าอยู่ที่นี่ได้ถ้ามีท่านอยู่ด้วย ข้าชอบบรรยากาศที่นี่สวยงามร่มรื่น แต่ข้ากลัวท่านหลงเสน่ห์ชิงอิ๋ง ตอนประชุมนางเอาแต่จ้องมองมาที่ท่านตลอดเลย ดูท่าทางชิงอิ๋งจะสนใจท่านเอามากๆ
เหยียนเหล่ย : เจ้าก็ไปบอกชิงอิ๋งสิ ว่าข้ามีเจ้าเป็นภรรยาแล้ว เราจะมีลูกด้วยกันสักสิบคน
มี่จื่อ : สิบคนเลยเหรอ ข้าไม่ไหวหรอก
เหยียนเหล่ย : แต่ข้าไหวนี่นา...
ฉันกับเหยียนเหล่ยยืนคุยหยอกเล่นกันอยู่ครู่หนึ่งจึงเดินกลับเข้าในเรือน และในกลางดึกคืนนั้น พวกเราก็ต้องสะดุ้งตกใจตื่น เพราะได้ยินเสียงชาวบ้านร้องตะโกนโหวกเหวกเสียงดังว่ามีไฟไหม้อยู่ด้านนอก
และทันใดนั้นองครักษ์สองคนของท่านอ๋องเปิดประตูเข้ามาหน้าตาตื่น รายงานว่า กำลังเกิดไฟไหม้ในหมู่บ้าน คาดว่ามีคนลอบวางเพลิง อีกทั้งไฟโหม้โหมแรงมากและเกิดขึ้นพร้อมกันหลายจุด
พวกเราจึงรีบวิ่งออกไปช่วยชาวบ้านดับไฟ ฉันกับพวกผู้หญิงช่วยกันตักน้ำมาดับไฟแต่ไฟไหม้หลายจุดจนยากจะควบคุม ชาวบ้านบอกว่าไฟไหม้ต้นเพลิงมาจากบ้านลุงสุ่ย ให้พวกเรารีบไปช่วยกันดับไฟที่บ้านลุงสุ่ยก่อน เราจึงรีบวิ่งไปที่บ้านลุงสุ่ยเห็นไฟกำลังโหมไหม้บ้านไปเกือบครึ่งหลัง
ชาวบ้านหลายคนช่วยกันขนข้าวของหนีไฟ และอีกหลายคนช่วยกันตักน้ำดับไฟกันจ้าละหวั่นชุลมุน และขณะนั้นเหยียนเหล่ยหันไปเห็นลุงสุ่ยกับแม่เฒ่า กำลังวิ่งตะโกนหาชิงอิ๋งด้วยความกระวนกระวายใจ แล้วลุงสุ่ยกำลังจะวิ่งเข้าไปตามหาชิงอิ๋งในบ้านที่ไฟกำลังไหม้ลุกโชน
แต่ซิ่นปิงที่รีบวิ่งมาจากท้ายหมู่บ้านเพราะไปเดินยาม รีบฉุดดึงลุงสุ่ยไว้พร้อมกับบอกว่าเขาจะเข้าไปช่วยชิงอิ๋งออกมา เหยียนเหล่ยจึงอาสาจะเข้าไปด้วยกันกับซิ่นปิง แล้วทั้งสองก็พุ่งตัววิ่งฝ่ากองเพลิงเข้าไปในบ้านทันที
ฉันรีบร้องตะโกนห้ามเหยียนเหล่ยด้วยความเป็นห่วงเพราะไฟเริ่มไหม้ลามขยายไปบริเวณอื่นแต่เรียกไว้ไม่ทัน เพราะเหยียนเหล่ยวิ่งเข้าไปในบ้านกับซิ่นปิงแล้ว ฉันจะวิ่งตามเหยียนเหล่ยเข้าไปอีกคน แต่ท่านอ๋องกับช่างอิ่นจับแขนฉันยื้อยุดไว้ไม่ให้วิ่งตามเข้าไป
ท่านอ๋องรีบพูดเตือนสติฉันว่าให้เชื่อใจเหยียนเหล่ย เขาจะกลับออกมาโดยปลอดภัย ถ้าฉันวิ่งตามเข้าไปจะยิ่งทำให้เหยียนเหล่ยห่วงหน้าพะวงหลัง เสี่ยงอันตรายมากขึ้นกว่าเดิม ท่านอ๋องจึงบอกให้ฉันช่วยมองหาว่ายังมีใครติดอยู่ในบ้านที่ไฟกำลังลุกไหม้อีกหรือไม่ ถ้าเจอให้ฉันรีบตะโกนบอกท่านอ๋องจะได้เข้าไปช่วยออกมา
แม้ฉันจะร้อนใจที่เหยียนเหล่ยวิ่งฝ่ากองไฟเข้าไปช่วยชิงอิ๋ง แต่ฉันก็พยายามทำใจให้เชื่อมั่นในตัวเหยียนเหล่ย แล้วพยักหน้าให้ท่านอ๋องว่าเข้าใจแล้ว จึงมองไปรอบๆก็เห็นชาวบ้านและกลุ่มของพวกเรากำลังช่วยกันตักน้ำดับไฟกันอลหม่าน
ในขณะที่ทุกคนกำลังช่วยกันดับไฟและช่วยกันเก็บข้าวของวุ่นชุลมุนไปหมด ฉันก็เห็นเหยียนเหล่ยกำลังอุ้มชิงอิ๋งที่กอดซบอกเขาไว้แน่น โดยมีซิ่นปิงวิ่งประกบคนทั้งสองอยู่ข้างๆ แม่เฒ่าและลุงสุ่ยเมื่อเห็นชิงอิ๋งถูกอุ้มออกมาอย่างปลอดภัยก็ดีใจเป็นอย่างมาก เราจึงรีบวิ่งเข้าไปดูอาการชิงอิ๋ง ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรแค่สำลักควัน
ทันใดนั้นฉันนึกขึ้นได้ว่าหยางเค่อยังถูกขังอยู่ในคุก จึงรีบหันหน้าไปมองที่คุกเห็นไฟกำลังไหม้ลามไปถึงคุก จึงรีบวิ่งตรงไปยังคุกที่ขังหยางเค่อทันที ฉิงซวงเมื่อเห็นฉันวิ่งไปทางคุกจึงร้องเรียกแต่ฉันไม่ตอบ ฉิงซวงจึงวิ่งตามหลังฉันมาด้วยกันกับจินไห่