เมื่อเธอเห็นว่าคำพูดที่เธอเพิ่งพูดไปมันไม่มีผลในการโน้มน้าวโนวิสเลยแม้แต่น้อย เธอจึงเริ่มกระวนกระวาย เวอจิเนียรู้ว่า จุดมุ่งหมายของเธอนั้นมีเพียงเธอคนเดียวที่ต้องการ ริมฝีปากที่เม้มขบด้วยความกล้ำกลืนฝืนใจที่ไม่อาจโน้มน้าวเด็กหนุ่มตรงหน้าที่เป็นองค์ชายได้ ทั้งด้วยฐานะ ชื่อเสียง อำนาจ การตัดสินใจ
หากเขาไม่ปรารถนาที่จะเข้าร่วมการลงดันเจี้ยน ก็ไม่มีใครสามารถบังคับเขาได้ ด้วยไพ่ในมือทั้งหมดของเวอจิเนียตอนนี้หมดหนทางที่จะโน้มน้าวเขา เธอจึงตัดสินใจว่า จะลงดันเจี้ยนนี้คนเดียวโดนไม่คิดพึ่งพาใคร
คล้ายกับเด็กชายก็อ่านเจตนาออกจึงเกริ่นขึ้นมาก่อนว่า
“เราไม่มีของอะไรที่อยากได้ แต่ถ้าหากเธอออกปากขอ…”
ไม่ทันที่เขาจะได้พูดจบประโยคสียงฝีเท้าเด็กมาคู่กับเสียงฝีเท้าผู้ใหญ่ที่แผ่วเบาพร้อมกับเสียงเล็กๆของเด็กสาวที่แสดงถึงความประหลาดใจ
“อ้าว ทำไมมาอยู่ที่นี่ล่ะ?”
…
มาเรียที่เดินมาพร้อมกับมิกเกลสาวใช้ของโนวิสได้มาพบกับทั้งสองคนยืนอยู่
“มาเรีย”
“นายคุยอยู่กับใครน่ะ?”
“ขออนุญาตแนะนำตัวนะคะ ดิฉัน เวอจิเนีย ดราแกร้นค่ะ”
เวอจิเนียเมื่อเห็นมาเรียมาพร้อมกับสาวใช้ที่มีบุคลิกดีอย่างมิกเกล จึงเชื่อว่า เด็กสาวน่าจะเป็นคนสำคัญคนหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับเจ้าชายลำดับสาม
แต่เมื่อมาเรียเจอมารยาทที่งดงามของอีกฝ่ายไปจึงตอบรับด้วยการถอนสายบัวแสดงความเคารพคืนเช่นกัน นั่นทำให้เวอจิเนียรู้สึกแปลกๆ
“ฉัน มาเรีย ค่ะ ฉันมากับเจ้าชายโนวิสค่ะ”
การแนะนำตัวของเด็กสาวในชุดฟ้าผู้ไม่มีนามสกุลแต่ประกาศตัวว่ามากับเจ้าชาย ทำให้เวอจิเนียรู้สึกฉุนขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก มันเป็นความอับอายที่เธอคาดเดาฐานะของเด็กสาวผิดเพียงเพราะมีสาวใช้มาด้วย แต่แท้ที่จริงแล้วสาวใช้คนนั้นเป็นสาวใช้ประจำตัวของโนวิสต่างหาก แม้จะมีความขุ่นใจเกิดขึ้นเวอจิเนียก็ไม่พลาดที่จะจับสังเกต ท่าทางการพูดคุยของทั้งโนวิสและมาเรีย
“แล้วเธอมาทำอะไรที่นี่น่ะ?”
“ก็…” มาเรียเอามือไพล่หลังและหน้าแดงด้วยความเขินอาย “ไม่มีอะไรแค่ได้ยินเจ้าหญิงประกาศเลยออกมาเดินเล่น”
เป็นคำแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้นอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายตาของมิกเกลที่รู้แต่แรกแล้วว่า มาเรียต้องการหาจังหวะดีๆที่อยู่กันตามลำพังและให้ของขวัญแสดงความขอบคุณโนวิส แต่กลับกลายเป็นว่า ระหว่างที่พักจากการกินอาหารอร่อยๆในงาน มาเรียกลับหาโนวิสไม่เจอ เมื่อเดิมตามออกมาพร้อมมิกเกล ก็มาพบว่า โนวิสนั้นอยู่กับเด็กสาวหน้าตาไม่คุ้นเคยอย่างเวอจิเนียแทน
ในสายตามิกเกลนั้นประเมินเด็กสาวตรงหน้าในฐานะแขกที่เพิ่งพบเจอครั้งแรก แต่ด้วยดวงตาที่เฉียบแหลมตามแบบฉบับสาวใช้ช่างสังเกต เธอจึงสังเกตเห็นรอยแดงช้ำที่ดวงตาของเด็กสาวที่ชื่อเวอจิเนีย และยังมองสังเกตเห็นรอยเปียกชื้นเล็กๆบนเสื้อของเจ้านายตน
เช่นเดียวกับเวอจิเนียที่สังเกตอากัปกิริยาของโนวิสและมาเรียที่มีต่อกัน เธอรับรู้ได้ว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์บางอย่างอยู่ ถึงอย่างนั้นในมุมมองความคิดของเธอ ก็มองว่า คงเป็นไปไม่ได้ และไกลห่างจากความเป็นจริงเหลือเกิน สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าชายลำดับสามกับสาวสามัญชนไร้นามสกุล เมื่อคิดดังนั้นแล้วเธอจึงยิ้มออกมาอย่างสบายๆ และขอให้โนวิสพูดต่อ
“เมื่อกี้นี้นายพูดค้างไว้อยู่น่ะ พูดต่อสิ”
“...” โนวิสเงียบเป็นใบในทันที เขากำลังใช้ความคิดถึงสถานการณ์ตรงหน้าที่อยู่ๆเวอจิเนียก็ขอให้เขาพูดให้จบประโยค ทั้งๆที่น่าจะรู้อยู่แล้วว่า ตอนนี้มีบุคคลที่สามที่สี่อยู่ด้วย
การรุกไล่ของเวอจิเนียไม่จบเพียงเท่านั้น เธอยังพูดต่อไปว่า
“ถ้าหากฉันออกปาก นายจะตอบรับฉันไหม?”
เหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยงมากลางวงสนทนา คำพูดที่ไม่สนใจผู้คนรอบข้างอย่างมาเรียและมิกเกล ทำให้ใบหน้าของคนทั้งหมด ณ ที่แห่งนั้นตึงขึ้นมาทันที
“โนวิสไปรับปากอะไรกับเธอคนนี้?”
มาเรียเผลอหลุดปากถามเขาออกมาตรงๆ
“ไม่มีอะไรก็แค่…”
เวอจิเนียไม่พูดอะไร เธอเพียงแต่ขัดด้วยคำว่า
“ความลับของเราสองคนเลยนะ”
“เธอพูดอะไรของเธอเนี่ย!?”
“.....” มาเรียนิ่งอึ้งไปในทันที ในขณะที่โนวิสยังคิดว่า มาเรียน่าจะรู้ทันเวอจิเนียที่พยายามวางตัวเป็นคนสำคัญกับเขา แต่กลับกลายเป็นว่า มาเรียยิ่งน้อยใจมากกว่าเก่า เรื่องมันชักวุ่นวายกันไปใหญ่แล้ว
แต่ในขณะที่เขากำลังทอดสายตามองไปขอความช่วยเหลือมิกเกล สาวใช้ประจำตัวกลับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แทน คล้ายกับกำลังจะบอกอ้อมๆว่า ผูกเองก็แก้เองนะเจ้าคะ
เวอจิเนียเองก็ชักสนุกกับการแหย่แกล้งทั้งสองคนไปพร้อมๆกัน แต่สิ่งสำคัญคือ เธอได้รู้จุดอ่อนสำคัญอย่างหนึ่งของเขาแล้ว นั่นคือ โนวิสนั้นห่วงใยความรู้สึกมาเรีย แม้เด็กสาวจะมีความรู้สึกเจ็บปวดเสียดแทงขึ้นมาในอกอย่างไม่รู้สาเหตุแต่เธอก็บอกตัวเองว่า เธอสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้ได้
เสียงคำประกาศของเจ้าภาพอย่างเจ้าหญิงเอเลียดังขึ้นแทรกขึ้นมาอีกครั้งหลังจากเงียบไปไม่นานเป็นเหมือนดั่งระฆังพักยกวิวาทะที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
“เราขอประกาศอย่างเป็นทางการว่า ประตูทางเข้าดันเจี้ยนจะเปิดขึ้น ณ บัดนี้ ผู้ที่สนใจเข้าร่วมมีเวลาในการตัดสินใจเพียง 5 นาทีเท่านั้น เมื่อตัดสินใจได้แล้วขอให้เข้าไปชิดกับเสาสีฟ้าที่ส่องสว่าง แล้วใช้มือแตะเพื่อเข้าไปในดันเจี้ยนได้ทันที!”
เวอจิเนียรอคำประกาศนี้อยู่ เด็กสาวในชุดแดงเดินไปที่เสาที่ใกล้ที่สุด ทุกย่างก้าวของเด็กสาวนั้นเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นราวกับคิดแผนการบางอย่างออก เธอเดินไปโดยไม่บอกลาผู้ใด มีเพียงแต่รอยยิ้มชวนสงสัยที่ค้างคาในห้วงความคิดของโนวิสจนกระทั่งเวอจิเนียยืนชิดกับเสา เมื่อนั้นเองที่ทุกอย่างเริ่มแสดงถึงเจตนาที่เวอจิเนียอยากจะทำ
มือโปร่งใสคู่นั้นของเด็กสาวโลดแล่นออกมาจากร่างพุ่งเข้าหามาเรียในทันที มิกเกลยังคงไม่ขยับเคลื่อนไหวตัว โนวิสเข้าใจในตอนนั้นว่า มีเพียงเขาที่มองเห็น แม้แต่มาเรียเองก็ยังไม่ได้ฝึกการใช้การตรวจสอบมานาหรือการรวมศูนย์มานาที่ดวงตา เธอจึงมองมือผีคู่นั้นของเวอจิเนียไม่เห็น
แต่มาเรียรับรู้ได้ถึงความรู้สึกอึดอัดที่เกิดขึ้นจากการแตะสัมผัสของมานาที่แปลกปลอม มือทั้งสองนวดกุมต้นคอของเด็กสาวเบาๆราวกับต้องการจะเตือนให้เขารู้
มันเป็นการข่มขู่ ให้เข้าร่วมโดยไม่ต้องใช้ภาษาพูด เวอจิเนียยิ้มและผงกหัวเบาๆเป็นเชิงชักชวนให้มาด้วยกันและทิ้งมาเรียไว้ เพื่อความปลอดภัยของมาเรียเอง
โนวิสกัดริมฝีปาก เขาไม่คิดว่าตัวเองจะถูกข่มขู่แบบนี้ ความจริงแล้วเขาอยากจะช่วยเวอจิเนียอยู่แล้ว เขาเพียงไม่แสดงท่าทีออกมาให้ชัดเจนเท่านั้นแต่เมื่อเวอจิเนียข่มขู่เขาแบบนี้ เขาจึงลองหาทางแก้ไขด้วยการรวบรวมมานาไปที่ฝ่ามือและพยายามปัดมือโปร่งใสของเวอจิเนียออก
“โทษทีนะมาเรีย ขอเวลาชั่วครู่”
มือผีที่กำลังค่อยๆบีบรัดรอบคอของมาเรีย ผิวพรรณ์สีขาวนุ่มของมาเรียค่อยๆยวบลงตามแรงกดรอยมือ ยิ่งเร่งสถานการณ์ให้โนวิสต้องหาทางแก้ไข เขาใช้มือที่รวมมานาไว้พยายามฉวยคว้ามือผีโปร่งแสงแต่กลับไม่เป็นผล มันแหวกอากาศไปและฉวยคว้าไว้ไม่ได้ราวกับเป็นคนละมิติกัน สิ่งที่ทำให้โนวิสแปลกใจคือ เวอจิเนียที่อยู่ห่างออกไปเกือบสี่เมตรกลับสามารถใช้พลังมือผีของเธอได้ดั่งใจ
ข้อมูลทั้งหมดเริ่มปะติดปะต่อกันในหัวของเขา การลอบสังหารของนางร้ายที่ชื่อเวอจิเนีย มือโปร่งใสที่อยู่ใต้การควบคุม การแก้แค้นการกลั่นแกล้งของเด็กชายสองคนนั้นและพลังของเวอจิเนียที่ตื่นขึ้นมานั้น เป็นพลังอีกแบบ อีกระบบหนึ่งต่างไปจากมานา มันสามารถใช้งานได้ในระยะที่ไกลกว่า และควบคุมได้ดียิ่งกว่าเมื่ออยู่ไกล แต่เงื่อนไขของมันคืออะไรกันล่ะ? เขายังไม่เข้าใจมันอย่างถ่องแท้ แต่สถานการณ์เร่งด่วนขึ้นมาแล้ว
มาเรียงอตัวด้วยความอึดอัดและพยายามจะส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือโดยไม่มีเสียงลอดออกมาจากหลอดลม มิกเกลที่สังเกตเห็นท่าไม่ดีจึงพยายามเข้ามาดูอาการแต่เธอมองอะไรไม่เห็นนอกจากร่องรอยบีบบนลำคอของเด็กสาวผู้น่าสงสาร
โนวิสจึงตัดสินใจ ณ ขณะนั้นเอง แม้จะเป็นไปตามแผน แม้จะเป็นทางเลือกที่ถูกบังคับให้เลือก แต่เขาเลือกแล้วที่จะเดินตรงไปหาเวอจิเนียที่อยู่ใกล้กับเสาสีฟ้า
และก่อนที่เขาจะเดินไปเขาพูดกับมิกเกลและมาเรีย
“มิกเกล ดูแลมาเรียให้ดีๆนะ เดี๋ยวเราจะกลับมา”
แผ่นหลังเล็กๆของเด็กชายเคลื่อนห่างออกไปทั้งที่มาเรีย พยายามจะเอื้อมมือร้องห้ามโดยไร้เสียง
แววตาที่มุ่งมั่นของโนวิสมุ่งตรงไปที่เวอจิเนีย เด็กสาวชุดแดงผู้มีดวงตาดุร้าย รอยยิ้มของเธอเผยออกมาด้วยความพอใจจากการที่เป็นไปอย่างที่เธอปรารถนา
เมื่อเข้ามาถึงในระยะไม่ถึงครึ่งเมตร เวอจิเนียฉวยคว้าแขนของโนวิสไว้ โดยไม่ได้มองสีหน้าที่กักเก็บความโกรธไว้อยู๋ภายในของเขาและเมื่อมืออีกข้างของเวอจิเนียแตะกับเสาสีฟ้าที่ส่องแสงออกมา ตัวเสาพลันสว่างจ้าขึ้นมาจนมิกเกลและมาเรียต้องเสตามองทางอื่น
โนวิสและเวอจิเนียหายไปแล้ว เหลือไว้แต่เพียงมาเรียกับมิกเกลที่ยืนอยู่ห่างออกไป ความเจ็บปวดอึดอัดที่รอบคอของมาเรียก็ด้วยเช่นกัน แต่น้ำตาของเด็กสาวตัวน้อยในชุดสีฟ้าก็ได้หลั่งออกมาด้วยเช่นกัน
มิกเกลได้แต่กอดปลอบใจมาเรียอย่างเงียบเชียบ ไม่มีใครบอกได้ว่า มาเรียรู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มาเรียล้วงหยิบกล่องกำมะหยี่ที่เธอเตรียมมอบให้โนวิสออกมา หยดน้ำอุ่นๆในตาหยดเปื้อนบนกล่องสีแดงกล่องนั้นจนเป็นรอยดวงด่างเข้มขึ้น
…