แพ้รักประธานร้าย

    บทที่ 24 อาจไม่บังเอิญ

                “แต่ว่า...ในโลกนี้เรื่องบังเอิญไม่มีจริงหรอกนะหนูนา”

             ธนานิ่งอึ้งมองหน้ามารดา “ครับ ผมเห็นหน้าเด็กครั้งแรกก็นึกสงสัยเหมือนกัน แต่พอได้ยินเรื่องแฟนเก่าของเขาก็เลิกคิด มารู้ว่าน้องพืชชื่อธนาธิป ความสงสัยก็ผุดขึ้นมาอีก เมื่อครู่นักสืบแจ้งมาว่า  สูติบัตรของเด็กไม่ได้ระบุชื่อพ่อ ผมค่อยรู้สึกสบายใจขึ้น”

                “ถ้าเกิดว่าเรื่องแฟนที่เธอพูดเป็นแค่เรื่องที่กุขึ้น บางทีผู้หญิงในคืนนั้นอาจจะเป็นเธอ” ธเนศเอ่ยช้าๆ

            “ถ้าตรวจดีเอ็นเอได้ก็คงจะดี” ภัสราเอียงหน้ามองลูกชายคนโต

                ธนาขมวดคิ้ว “จู่ๆ ผมจะไปขอตรวจดีเอ็นเอลูกเขา คงจะถูกตบก่อน”

            “นั่นสิ เราจะไปแอบตรวจดีเอ็นเอเด็กก็ไม่ได้ซะด้วย มันผิดกฎหมายต้องได้รับการอนุญาตจากแม่ของเด็ก” ธเนศเอ่ยสำทับ

                คนทั้งสามนั่งนิ่ง ในเมื่อทั้งสองฝ่ายไม่รู้จักกันมาก่อน จะไปขอตรวจ         ดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์สายเลือด ธนาเองก็ไม่กล้า ทักษพรก็คงไม่ยินยอม ทำแบบนั้นบุ่มบ่ามเกินไป 

                “ถ้าเธอไม่ยอมรับว่าเธอเป็นผู้หญิงคนนั้น เราก็ไม่มีโอกาสจะตรวจ          ดีเอ็นเอน้องพืชได้”

                “นา ถ้าตรวจแล้ว น้องพืชไม่ใช่ลูกแก แกยังจะจีบแม่เขาต่อไปไหม?”

                ธนาถลึงตาใส่น้องชาย “ใครว่าฉันจีบ?”

                “ยอมรับความจริงเถอะน่า ฉันรู้นะว่าแกสนใจเขา”

                ภัสรามองดูสองพี่น้องที่กอดอกเถียงกันแล้วก็หัวเราะ “หนูนาหูแดงแล้ว แสดงว่าเป็นความจริง”

                “คุณแม่!” ฝาแฝดคนพี่ร้องออกมา

                “ไม่ต้องเขินแม่หรอกหนูนา บอกมาเถอะว่าลูกสนใจเขาเพราะแค่สงสัยเรื่องลูกหรือว่าสนใจเพราะชอบเขา?” คนเป็นแม่ยักคิ้วซ้ายยักคิ้วขวา

                ธนาถอนใจเฮือกใหญ่ “ครับ”​

                “ครับนี่เป็นข้อแรกหรือข้อสอง”

                “สองครับ”

                แปะ! แปะ!

                ภัสราปรบมือเสียงดังลั่นห้อง “เยี่ยม! แบบนี้ดี แม่จะได้เป็นคุณย่าแล้ว”

                “แกไวไฟมาก เพิ่งไปบริษัทสกายกิฟต์ไม่นานเองนะ” ธเนศประชด

                ธนาถลึงตาใส่น้องชายแล้วหันไปหามารดา “คุณแม่ยอมรับที่เขาเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวได้เหรอครับ?”

                “ได้สิ แม่เองก็เคยเป็นนะ ผู้หญิงที่หย่าแล้วมีลูกติดสองคนด้วย ความรักมันห้ามกันได้ที่ไหน นารักใครแม่ก็รักด้วย แม่เชื่อว่านาต้องเลือกดีแล้ว ลูกแม่เป็นคนเรื่องมากขนาดนี้คงไม่เลือกผู้หญิงสุ่มสี่สุ่มห้า”

            ธเนศพยักหน้า “จริงครับ เลือกมานานขนาดนี้ พอจะตกหลุมรักก็ปุ๊บปั๊บ ถ้าคุณแม่ไม่ให้โอกาส เห็นทีชาตินี้อาจจะไม่ได้อุ้มหลาน”  

            ภัสรายิ้มรับ “อืม หนูเนศพูดถูก ถ้าพลาดคนนี้ไปแล้ว ไม่รู้ลูกชายแม่จะเอ่ยปากว่าชอบผู้หญิงคนต่อไปเมื่อไหร่ แม่อยากอุ้มหลานแล้วล่ะ อีกอย่างนะ แม่ไปดูเด็กมาแล้ว น้องพืชน่ารักมาก หน้าตาเหมือนลูกตอนเป็นเด็กไม่มีผิด ทั้งคิ้ว ตา จมูก อ้อ เว้นแต่ปากนะ เหมือนนาขนาดนี้แม่รักตายเลย”

                ธนาตาเหลือกหันไปจ้องน้องชายราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ “นี่แกพา    คุณแม่ไปโรงเรียนอนุบาลมาเหรอ?”

                “ก็คุณแม่ดูรูปแล้วอยากเห็นนี่นา ผมก็เลยต้องพาไปดู” ธเนศพูดเหมือนถูกบังคับขู่เข็ญ ทั้งๆ ที่ความจริงเขาเองก็อยากจะเห็นเหมือนกันก็เลยไม่คัดค้าน สองแม่ลูกพร้อมใจกันทำเรื่องนี้ แต่ถ้าธเนศสารภาพแบบนั้นมีหวังถูกพี่ชายต่อยคว่ำ เขาจำต้องหลบหลังผู้ใหญ่จะได้ปลอดภัย

                “เฮ้อ!” ธนาส่ายหัว “ผมกับเขาเพิ่งเจอกันได้เดือนเดียวเองนะครับ ถ้าเขารู้เข้าว่าครอบครัวผมเข้าไปวุ่นวายกับลูกเขา สงสัยจะชังน้ำหน้าผมซะก่อน” สีหน้าของชายหนุ่มไม่ค่อยดีนัก ตัวอย่างของความจุ้นจ้านอย่างวรภัทรก็มีให้เห็นแล้ว ในเมื่อทักษพรไม่ชอบ จะทำดีกับลูกชายเธอไปก็ไร้ผล

                ภัสรายกมือขึ้นตบบ่าลูกชายคนโต “ไม่ต้องห่วงแม่แค่แอบดู ไม่ได้เข้าไปหาเด็กสักหน่อย”

                ธเนศเล่าเรื่องที่มารดาทำที่ห้องผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลให้กับพี่ชายฟัง ธนาถึงกับอึ้ง “คุณแม่ เล่นแรงไปแล้วนะครับ ไหนบอกผมว่าแค่ไปแอบดู?”

                “จู่ๆ จะไปแอบดูเด็กในโรงเรียนได้ยังไงล่ะลูก แม่ก็ต้องไปแสดงตัวกับผู้อำนวยการเขาสักหน่อย ไม่งั้นเขาก็หาว่าแม่กับหนูเนศเป็นมิจฉาชีพสิ”

                ธนาเริ่มหงุดหงิด “ทำแบบนี้จะต่างกับคนพวกนั้นซะที่ไหนล่ะครับ?”

                ภัสราอ้าปากค้าง แสร้งทำหน้าตกใจพร้อมกับยกมือทาบอก“หนูนา! จะว่าแม่เป็นมิจฉาชีพเหรอ?”

                “คุณแม่ การละครมากครับ”

                คนเป็นแม่หัวเราะร่วน “เอาน่า ในเมื่อหนูนาชอบเขา แม่ก็อยากจะเห็นตัวจริงพวกเขาสองคนสักหน่อย ตอนนี้แม่ชอบน้องพืชแล้ว รอเจอคนเป็นแม่เขาก็แล้วกัน”​

                ธเนศยกมือขึ้นตบต้นแขนพี่ชาย “รีบๆ จีบเข้านะนา ถ้าแกกับเขาเป็นแฟนกันทุกอย่างก็น่าจะง่ายขึ้น”

     

                ธนาออกไปตรวจโรงงานกาแฟที่กำลังก่อสร้างครั้งที่สอง เขาได้พบกับญาติผู้พี่ที่คอยดูแลการก่อสร้างก็ถามไถ่ถึงครอบครัวอีกฝ่าย พอรู้ว่าพวกเขาซื้อบ้านจัดสรรโครงการเดียวกับลิลี่อยู่ก็ขอเข้าไปดูด้วย

            รถตู้สีดำคันใหญ่วิ่งตามหลังรถเอสยูวีคันใหญ่เข้าไปในหมู่บ้านอย่างช้าๆ ตอนเย็นถึงหัวค่ำจะมีผู้ปกครองพาพวกเด็กออกมาเล่น รถทุกคันจึงได้รับคำเตือนจากยามหน้าหมู่บ้านให้ขับช้าๆ

                เด็กชายตัวป้อมที่กำลังวิ่งอุ้มลูกบอลอยู่ในสนามหญ้าหยุดยืนมองรถสองคันแล้วใช้นิ้วชี้ “คุณพ่อมาแล้ว นั่น รถคุณพ่อ”

                “รถของพ่อทิกเกอร์เหรอ?” น้องพืชที่วิ่งมาข้างหลังหยุดยืนอยู่ข้างๆ

                “คันสีขาว”

                “รถข้างหลัง ผมเคยนั่ง” น้องพืชยิ้มกว้าง

                ทิกเกอร์หันมามองเพื่อนซี้ “จริงเหรอ?”

                “จริง เคยนั่งตั้งหลายครั้ง เป็นรถของลุงนา”

                ทักษพรที่นั่งอยู่ม้าหินใกล้ๆ มองตามนิ้วของเด็กชายสองคน รถคันข้างหลังคล้ายกับรถของผู้บริหารบริษัทวินเนอร์มาก เธอหน้าซีดลงเล็กน้อยแต่ก็พยายามปลอบใจตัวเองว่าเขาไม่น่าจะสงสัยถึงขนาดต้องตามมาสืบเรื่องเธอถึงในหมู่บ้าน

             ...แต่รถสองคันกลับวิ่งวนมาจอดใกล้สนามหญ้า...

                ร่างสูงที่สวมเสื้อเสื้อเชิ้ตสีขาวเดินตามหลังพ่อของเด็กชายทิกเกอร์มาในสนามหญ้ามองเด็กชายธนาธิปแล้วยิ้มให้

                “คุณพ่อ” ทิกเกอร์วิ่งตื้อเข้าไปหาบิดาที่กำลังกางแขนรอแล้วอุ้มขึ้นหอมแก้มซ้ายขวา

                สายตาของพืชเต็มไปด้วยอิจฉา เด็กชายอยากจะมีพ่อที่ตัวสูงหล่อมากางแขนรอแบบนี้บ้าง พ่อแบงค์ที่อยู่ร่วมบ้านทุกวัน ผอมบางและตัวเล็ก ไม่เหมือนกับพ่อของทิกเกอร์ที่รูปร่างดูแข็งแรงบึกบึน เด็กชายรู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างพ่อแบงค์กับพ่อของทิกเกอร์แต่ไม่อาจจะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้

                ทักษพรเห็นสายตาลูกชายแล้วก็สะท้อนใจ เธอกลั้นก้อนสะอื้นลงไปกำลังจะลุกขึ้นเพื่อเดินไปกอดลูกชาย

                “น้องพืช ลุงมาแล้ว” ธนายอบตัวลงนั่งท่าเดียวกับญาติผู้พี่และกางแขน

                เด็กชายตัวป้อมมองไปที่คนเรียกแล้วยิ้มกว้าง “ลุงนา”

                “มาสิ มาให้ลุงอุ้ม”​ น้องพืชวิ่งตรงไปยังบุรุษร่างสูงโปร่งที่แต่งกายภูมิฐานใบหน้าหล่อเหลาอย่างไม่ลังเล พอร่างถูกอุ้มหวือขึ้นไปอยู่ในอ้อมกอดและถูกหอมแก้มซ้ายและขวาเหมือนเพื่อน เด็กชายจึงรู้สึกถึงความเท่าเทียมและภูมิใจ

                “เราสูงเท่ากันแล้ว” เด็กชายทิกเกอร์ร้องออกมา

                ผู้ชายสองคนอุ้มเด็กหันหน้าเข้าหากัน มือป้อมของเด็กสองคนยื่นมาจับกันไว้ ธนากับญาติผู้พี่ของเขาสูงและหนาพอๆ กัน ทั้งสองดูดีจนทักษพรเผลอไผล

                “นา รู้จักเพื่อนทิกเกอร์ด้วยเหรอ?” ปกรณ์ทำหน้าฉงน

                “ครับ ลูกของพนักงานที่บริษัทสกายกิฟต์น่ะ” สายตาของธนาหันไปมองทางทักษพรแวบหนึ่ง

                หญิงสาวที่นั่งอยู่ม้าหินอ่อนจึงลุกขึ้นมาสวัสดีปกรณ์และธนา

                “นี่ล่ะพี่กรณ์ คุณผักอยู่ฝ่ายการตลาด”

                “คุณผัก นี่คุณปกรณ์ ผู้จัดการโรงงานกาแฟที่กำลังก่อสร้าง เป็นญาติผมเอง ได้ยินว่าเพิ่งซื้อบ้านใหม่อยู่ที่นี่ ผมเลยมาเยี่ยมหลาน”

     

     ***********