เสียงของไก่ที่ขันยามเช้ามืดที่มันดังไปทั่วหมู่บ้านแถวนี้ แสงแดดจากพระอาทิตย์ที่กำลังสาดส่องเพื่อไล่ให้ความมืดมิดให้หายไป ซิงเยียนที่ยืนอยู่บริเวณใจกลางลานกว้างในมือขวาจับกระบี่เหล็กยกขึ้นเหนือศีรษะเล็กน้อย ปลายกระบี่ก็ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางของมือซ้ายประคองเอาไว้
แสงแดดที่กระทบเข้ากับตัวของกระบี่ก็ยิ่งทำให้ตัวของมันส่งแสงสีเงินระยิบระยับออกมา ก่อนที่นางจะเริ่มกวัดแกว่งกระบี่ไปมา ซ้ายทีขวาทีหมุนไปรอบๆทุกท่วงท่านั้นดูเรียบง่ายแต่กับบทรงพลังอย่างน่าประหลาด จากเร็วเป็ช้า จากช้าเป็เร็วยิ่งทำการกวัดแกว่งกระบี่มากเท่าไหร่ความไหลลื่นก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
เฟยหรงที่จ้องมองภาพตรงหน้าก็รู้สึกทึ่งเป็อย่างมากเขาไม่เคยเห็นซิงเยียนในมุมมองแบบนี้มาก่อนเหมือนกับว่านางไม่ได้กำลังกวัดแกว่งกระบี่อยู่แต่ว่ากำลังเต้นรำไปมาในอากาศต่างหาก
ฉับพลันท่วงท่าของนางก็ดูดุดันขึ้นการสะบัดกระบี่ที่เต็มไปด้วยความหนักแน่น ความแหลมคมที่สามารถััได้แม้ว่าจะยืนอยู่ห่างออกมากก็ตาม เกิดเป็กระบี่อีกสองเล่มทางด้านหลังของนางมันมีลักษณะคล้ายกับคลื่นพลังสีขาวที่ก่อตัวขึ้นจนมีรูปลักษณ์คล้ายกับกระบี่ที่นางถืออยู่
“นี่มันปราณกระบี่หรือ!”
เฟยหรงอุทานออกมาด้วยความใ ต้องเข้าใจก่อนว่าปราณกระบี่คือรูปลักษณ์ที่เกิดขึ้นจากความเชี่ยวชาญอันลึกซึ้งในศาสตร์ทางด้านกระบี่ของผู้ใช้ก่อนจะแปรเปลี่ยนจากพลังยุทธ์ให้กลายเป็ปราณกระบี่ได้ กล่าวออกมาเหมือนง่ายทว่าถ้าไม่มีสมาธิอันแน่วแน่และพร์ทางด้านกระบี่การสร้างปราณกระบี่ออกมาสักเล่มนั้นไม่ใช่เื่ง่าย
“ท่านเป็คนสอนให้นางอย่างงั้นหรือท่านพี่?”
เฟยหรงหันมาถามถังเว่ยด้วยความสงสัยเพราะว่าอาจารย์ในสถาบันศึกษาของเมืองซานผิงคงจะไม่มีใครที่มีความสามารถมากพอ จะสอนเพลงกระบี่ที่มีความลึกซึ้งขนาดนี้ให้กับซิงเยียนได้แน่ ได้ยินคำถามของผู้เป็น้องชายถังเว่ยก็ค่อยๆกล่าวออกมา
“ถูกต้องข้าเป็สอนกระบี่ให้กับนาง ชื่อของมันก็คือ ‘เพลงกระบี่ไร้รูปลักษณ์' "
เพลงกระบี่ไร้รูปลักษณ์? เฟยหรงไม่เคยได้ยินชื่อเพลงกระบี่แบบนี้มาก่อนในสถาบันศึกษาของเมืองซานผิงไม่สิตำราเกี่ยวกับกระบีี่ทั้งหมดในเมืองก็ไม่เคยปรากฏชื่อเพลงกระบี่ไร้รูปลักษณ์มาก่อน
“ปราณปราณกระบี่ก็ด้วย?”
“ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกจริงอยู่ที่ข้าเป็สอนแนวทางให้กับนาง แต่การที่นางสามารถสร้างปราณกระบี่ได้นั้นเป็เพราะความพยายามและความตั้งใจของนางเองต่างหาก”
ซิงเยียนยังคงกวัดแกว่งกระบี่อย่างต่อเนื่องเหมือนกับว่านางได้หลุดเข้าไปในห้วงความคิดของตัวเองแล้ว ไม่ได้จดจ่อไปที่สิ่งใด ต้นไม้ แสงแดด หรือพื้นดิน มีเพียงแค่นางกับตัวของกระบี่เท่านั้นวินาทีต่อมาก็พลันปรากฏคลื่นพลังสีขาวขึ้นมาอีกครั้งก่อนที่มันจะแปรเปลี่ยนเป็รูปลักษณ์ของกระบี่อีกเล่มขึ้นมา บัดนี้ซิงเยียนสามารถที่จะสร้างปราณกระบี่ได้ถึง 3 เล่มแล้ว
“นางก้าวหน้าขึ้นอีกแล้ว…”
ถังเว่ยกล่าวเสียงออกมาด้วยเสียงเบาออกมานับั้แ่ที่เขาสอนเกี่ยวกับวิชากระบี่ให้กับนางก็ผ่านมาเพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้นด้วยระยะเวลาสั้นๆ นางกับสามารถพัฒนาได้อย่างก้าวะโถึงเพียงนี้ หากมองไปทั่วทั้งเมืองซานผิงเกรงว่าคงจะไม่มีใครทำได้เหมือนกับนาง…
เมื่อจับจ้องไปอีกสักพักถังเว่ยก็คิดว่าเขาควรจะให้นางนั้นหยุดกวัดแกว่งกระบี่ได้แล้ว เขาเคลื่อนย้ายไปอยู่ด้านหน้าของนางก่อนจะใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้ข้างขวาหยุดกระบี่ของนางเอาไว้
“พอได้…ซิงเยียนเ้าพักได้แล้ว”
ซิงเยียนที่เห็นจู่ๆกระบี่ของนางก็ถูกหยุดเอาไว้ก็หลุดออกมาจากห้วงความคิดของนาง ก่อนที่จะสังเกตว่าเป็ฝีมือของถังเว่ยนั้นเอง
“ท่านพี่ท่านเห็นเป็เช่นไรบ้าง”
นางเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าถังเว่ยมาอยู่ตรงนี้ั้แ่เมื่อไหร่นางทำเพียงแค่จดจ่ออยู่กับการกวัดแกว่งกระบี่เท่านั้น ไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างเลยแม้แต่น้อย
“ถือว่าพัฒนาขึ้นมากการออกท่วงท่าก็ไหลลื่นตามแบบที่ข้าสอนไม่มีการติดขัดเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว…แต่ยังขาดความเด็ดขาดในตัวของกระบี่อยู่"
ซิงเยียนเองก็พยักหน้าพรางเข้าใจกับคำพูดของถังเว่ยนางยังไม่เคยใช้เพลงกระบี่ที่ถังเว่ยสอนที่สถาบันศึกษามาก่อน อย่างมากก็เพียงแค่โชว์ให้ตัวของถังเว่ยดูเท่านั้น นางจึงไม่รู้ว่าประสิทธิภาพของมันจะทรงพลังถึงขนาดไหน…
“แต่ก็ทำได้ดีมากเลยทั้งเ้าและเฟยหรงเอง”
ถังเว่ยกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยนแทนที่หน้าตาอันเข้มงวดเมื่อครู่ราวกับเปลี่ยนไปอย่างกับคนละคน ซิงเยียนและเฟยหรงเองก็รู้สึกดีใจเช่นกันที่ได้รับคำชมจากถังเว่ย
“วันนี้เอาไว้แค่นี้ก่อนถือว่าเป็วันแรกของเฟยหรง อีกอย่างซูลี่และฟางหรงน่าจะใกล้ตื่นแล้ว”
ณ ตอนนี้ก็เหลือเพียงแค่ซิงเยียนกับเฟยหรงเท่านั้นก่อนที่เฟยหรงจะเป็คนเปิดประโยคสนทนาขึ้นมาก่อน
“เ้าสร้างปราณกระบี่ได้ั้แ่เมื่อไหร่กัน”
เขาถามออกมาด้วยความสงสัยซิงเยียนพึ่งจะอายุแค่ 15 ปีเท่านั้นแต่นางกับสร้างปราณกระบี่ได้แล้วแถมยังมีถึง 3 เล่ม นางนั้นก้าวนำหน้าเขาไปไกลมากแล้วถ้าเขาไม่พยายามให้มากกว่านี้ระยะห่างระหว่างเขาและนางต้องมากขึ้นกว่านี้เป็แน่
“ข้าเริ่มเริ่มฝึกกระบี่กับท่านพี่เมื่อ 2 เดือนก่อน ส่วนเื่ปราณกระบี่ข้าสามารถสร้างมันได้เมื่อ 1 เดือนก่อน”
นางอธิบายสิ่งที่เฟยหรง้าทราบให้เขาได้รู้ เฟยหรงที่ได้ยินดังนั้นก็ถึงกับต้องนิ่งค้างไป
“เมื่อครู่เ้าบอกว่า 1 เดือนก่อนหรอ?”
“ใช่”
เพียงแค่ประโยคเดียวแต่ความหมายของมันช่างหนักหน่วงยิ่งนัก 1 เดือนสามารถสร้างปราณกระบี่ได้ 3 เล่มนี่มันเื่ตลกอะไรกัน? ตามตำราที่เขาเคยอ่านเจอ ว่ากันว่ามือกระบี่ที่จะสามารถสร้างปราณกระบี่ได้สักเล่มพวกเขาต้องใช้เวลาและความพยามยามทั้งชีวิตของพวกเขาในการที่จะสร้างพวกมันขึ้นมา
บางคนก็ใช้เวลาเป็ปีกว่าจะสร้างได้เพียง 1 เล่ม บางคงที่ไม่มีพร์ก็ใช้เวลานับ 10 ปีถึงจะสร้างออกได้สักเล่มบางคนก็ไม่สามารถที่จะสร้างมันขึ้นมาได้เลยตลอดชีวิตของพวกเขาเลยก็มี ถ้าเกิดว่าพวกเขารู้ว่าซิงเยียนสามารถสร้างพวกมันได้ถึง 3 เล่มเพียงแค่ระยะเวลา 1 เดือนพวกเขาจะไม่กัดลิ้นตัวเองตายเลยหรือ?
“เ้ารู้ตัวบ้างไหมว่าตัวเองพัฒนาได้รวดเร็วขนาดไหน?”
ทั้งที่นางสามารถพัฒนาได้รวดเร็วราวกับสัตว์ประหลาด แต่เมื่อดูจากสีหน้าของนางเหมือนกับว่านางไม่ได้รู้สึกภูมิใจกับมันเท่าไหร่นัก
“เร็วรึ? ท่านพี่บอกว่าความเร็วในการพัฒนาด้านกระบี่ของข้าอยู่เพียงแค่ระดับกลางเท่านั้นเอง”
เฟยหรงไม่เข้าใจว่าทำไมถังเว่ยถึงบอกกับนางแบบนั้นทั้งๆที่ความสามารถระดับนางต่อให้เป็อัจฉริยะของ 10 เมืองอันดับแรกเมื่อนำมาเทียบกับซิงเยียนก็ไม่นับว่าเป็อะไร
“ท่านพี่อาจจะไม่อยากให้เ้าประมาทก็เลยบอกแบบ ในบ้านของเราคงจะไม่มีใครทำได้อย่างเ้าหรอก ไม่สิต่อให้ทั่วทั้งอาณาจักรฟ้าครามก็คงจะไม่มี”
“มีสิก็ท่านพี่ไง! เขาบอกข้าว่าเขาใช้เวลาแค่ 1 ชั่วยามก็สร้างได้ถึง 9 เล่มแล้วแถมยังหลอมรวมให้มันเป็จิตกระบี่ เ้าจำเหตุการณ์ที่จู่ๆก็มีูเา 2 ลูกข้างหลังบ้านเราถูกฟันขาดเป็สองซีกไม่ได้หรือที่ท่านพี่บอกว่ามีผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงต่อสู้กันถึงทำให้เป็แบบนั้น แต่จริงๆแล้วเป็ฝีมือของท่านพี่เองต่างหากแค่เขาไม่ยอมบอกใคร…”
นิ่งเงียบไม่มีสัญญาณการตอบกลับจากตัวของเฟยหรงอีกเหมือนกับว่าสติของเขาได้หลุดออกร่างกายไปแล้ว
'ครอบครัวข้าใช่มนุษย์จริงๆหรือ แล้วสักวันนึงข้าจะกลายเป็แบบพวกเขาไหมนะ?'