เกสโต ดี. อูริค
ข้าอยู่ที่ไหนเนี่ย จงลั่วสะลึมสะลือ สองตายังคงปิดสนิท แต่จมูกกลับสูดได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ เขารู้สึกดีกับกลิ่นนี้มาก แต่เมื่อสติค่อย ๆ แจ่มใสขึ้น จนมาอยู่ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น เขาก็สะดุ้งตัวตื่นขึ้นมาในทันที และสิ่งแรกที่ทำเมื่อได้สติ คือการเอามือทั้งสองข้างสำรวจก้นตัวเอง
ฮ่า ฮ่า ฮ่า เสียงหัวเราะใสกังวาลราวกระดิ่งแก้ว ของหญิงสาวสวมหมวกปีกว้างพร้อมผ้าคลุมหน้าสีดำ ทำให้จงลั่วแปลกใจ ก่อนจะหันไปมองชายร่างั์ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ จงลั่ว
"อย่าใไปเลยเ้าหนู มาคัสนะไม่ใช่พวกชอบไม้ป่าเดียวกันหรอก"
"...แต่ว่า"
"เห็นไหมท่านหญิง ข้าบอกท่านแล้วว่าการพรางตัว เป็สาวใช้มันน่าอายจะตาย"
"เอาน่ามาคัส ไหน ๆ เื่มันก็จบลงแล้ว" หญิงสาวทำท่าป้องปากเพื่อกั้นเสียงหัวเราะของตัวเอง
เหตุการณ์ตรงหน้าทำเอา จงลั่วงงเป็ไก่ตาแตก แต่เมื่อได้พูดคุยกับมาคัส จงลั่วก็เข้าใจเื่ราวต่าง ๆ
อืม...หญิงสาวปิดหน้าเป็นายหญิงของตระกูลเกสโต โดยมีมาคัสเป็ บอดี้การ์ดส่วนตัว และเพื่อทำภารกิจบางอย่าง นายหญิงแห่งตระกูลเกสโต ้าใช้เด็กผู้ชายที่ไม่อาจสืบประวัติได้ อายุราว 10-14 ปี เพื่อมาสวมรอยเป็ ลูกชายคนสุดท้ายที่ถูกเก็บซ่อนไว้ของตระกูล ทำให้เ้าหล่อนออกอุบายให้มาคัส ปลอมตัวเป็เมดที่ชอบกินเด็ก โดยความคิดว่าพวกที่มีงานอดิเรกแนวนี้มักเก็บตัว ทำให้ไม่เป็ที่สงสัยของผู้คน หาก้าจะชุบตัวจงลั่วจากทาสเด็ก กลายมาเป็นายน้อยของตระกูลเกสโต อย่างถูกต้องตามระเบียบของจักรวรรดิ แต่ทั้งสองคนก็ไม่มีใครปริปากว่าทำไมจึงต้องทำเช่นนี้ แต่เมื่อคนที่ได้ประโยชน์คือจงลั่วมีหรือที่เขาจะตอบปฏิเสธ
เสียงพูดคุยของคนในรถม้าค่อย ๆ สงบลง แต่รถม้ายังคงแล่นต่อไป มันมุ่งตรงไปยังด้านตะวันตกสุดของเมืองหลวง ผ่านย่านเมืองเก่าไปจนพ้นเขตอาศัยที่หนาแน่น และยังคงแล่นต่อไป...
ระหว่างการเดินทาง จงลั่วยังคงพูดคุยกับมาคัสถึงเื่ราวต่าง ๆ ของอวาเรส
(จงลั่วถามทุกสิ่ง เพราะเขา้าข้อมูลทุกสิ่งเพื่อทำความเข้าใจกับโลกนี้ให้เร็วที่สุด จะได้ลงมือกำหนดแผนการเพื่อกลายเป็ฮีโร่ตามความฝันของตัวเองอีกครั้ง)
มาคัสเองก็ชอบที่จะอธิบายสิ่งต่าง ๆ ที่จงลั่วสอบถาม แม้จะถูกเลดี้เกสโต ส่งเสียงสัญญาณเตือนหลายหน แม้จะเป็การแอบทำเชิงสัญลักษณ์ แต่ก็ไม่พ้นหูตาที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนของจงลั่ว
จงลั่วจึงได้ข้อสรุปว่าเขากลับมาเกิดใหม่ในดินแดนที่ชื่อว่าไกอา และตอนนี้เขาอยู่ในอาณาจักรอวาเรส หนึ่งในอาณาจักรใหญ่ของไกอา และตอนนี้จงลั่วอยู่เมืองหลวงของอวาเรส ที่มีชื่อเรียกเดียวกับอาณาจักร ก็คือเมืองอวาเรส แต่เมื่อสอบถามเื่ราวเกี่ยวกับตระกูลเกสโต กลับไม่ได้รับรู้ข้อมูลมากนัก รู้เพียงว่าเป็ตระกูลเก่าแก่ ั้แ่ก่อนตั้งอาณาจักรอวาเรสเสียอีก ส่วนผู้คนในตระกูลก็ตอนนี้เหลือเพียงเลดี้เกสโตเพียงคนเดียว
รถม้าแล่นจนผ่านเขตสุสานของเมืองหลวง และค่อย ๆ ชะลอความเร็วลง ก่อนจะหยุดอยู่ที่ปราสาทเก่า ซึ่งตั้งอยู่โดดเดี่ยวหลังหนึ่ง ที่ด้านหน้าประตูทางเข้า มีป้ายขนาดใหญ่ติดอยู่ ระบุว่าปราสาทเป็ทรัพย์สินของตระกูลเกสโต และมีตราประทับของจักรวรรดิอยู่ที่มุมด้านขวาล่าง แม้จะดูแปลกอยู่บ้าง แต่จงลั่วก็ไม่ได้ซักถามอะไรเพิ่มเติม เขายังคงเหม่อมองดูปราสาทหลังนี้มองภายนอก ซึ่งตอนนี้เป็เวลาพลบค่ำแล้ว ทำให้บรรยากาศรอบตัวปราสาทดูอึมครึม และน่ากลัว ราวกับปราสาทผีสิง
เมื่อทั้งหมดก้าวลงจากรถม้า เลดี้เกสโตก็พูดกับจงลั่ว
"จำไว้ละ ชื่อของเ้าคือ อูริค" เลดี้เกสโตย้ำอีกครั้ง "เกสโต ดี. อูริค นายน้อยของตระกูลเกสโต"
จงลั่วพยักหน้ารับ "เกสโต ดี. อูริค" จงลั่วทวนชื่อตัวเองให้เลดี้เกสโตฟัง ก่อนจะพยายามขออนุญาตเดินสำรวจปราสาท แต่คำขอนั้นก็ตกไป
เลดี้เกสโต ดูจะไม่อยากให้เขาไปเผ่นผ่านยังที่ต่าง ๆ ของปราสาทมากนัก หล่อนกำชับให้มาคัสนำทางจงลั่วเข้าไปข้างในปราสาท(แต่ในความคิดของจงลั่วมันเหมือนการคุมตัวไปเสียมากกว่า)
มาคัสเดินนำจงลั่วมายังห้องว่างทรงสี่เหลี่ยมจตุรัสห้องหนึ่ง ขนาดของห้องแค่สิบกว่าตารางเมตร อากาศภายในดูอับชื้น จงลั่วใช้สายตาสำรวจเพียงแวบเดียว ก็เห็นเครื่องเรือนในห้องได้ครบทุกชิ้น เพราะภายในห้องมีแค่เตียงเก่า ๆ หลังหนึ่ง ที่มีฟูกปะขาดอยู่้า ที่ด้านข้างเตียงตั้งไว้ด้วยโต๊ะเตี้ยที่ดูเหมือนจะมีฝุ่นจับหนาอยู่ในทุกจุด กับเก้าอี้ที่สภาพไม่สมประกอบนักอีกหนึ่งตัว แต่จากการกะด้วยสายตาของจงลั่ว มันน่าจะนั่งได้โดยขาเก้าอี้ไม่พังลง หากไม่ทิ้งน้ำหนักลงไปที่มันทั้งหมด ก่อนที่มาคัสจะจากไป เขาหยิบขนมปังหยาบก้อนหนึ่งส่งให้จงลั่ว และกำชับว่าอย่าออกมาเดินนอกห้องตัวเอง
"แล้วเจอกันพรุ่งนี้เช้า ข้าจะมารับเ้าไปทานข้าวที่ห้องอาหาร"
เสียงประตูหนักปิดเคลื่อนตัวปิดลง พร้อมเสียงฝีเท้าที่ค่อย ๆ ก้าวห่างออกไปของมาคัส