
ตอนที่150 กล่องสีชมพูลวดลายสีทอง
เสี้ยวนาบี ไม่รู้เลยว่าชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้ามีความสัมพันธ์ใดกับนางหรือชายหนุ่มมาจากเผ่าปรุงยาจริงๆ เพราะยาที่เขาให้คุณชายมู่หลงแห่งเผ่าสิงห์สั่งป่ากินเข้าไป มันช่างมีสรรพคุณวิเศษโคตรๆ จนน่าใจหาย ถ้านางคาดคิดไม่ผิด คนผู้นี้ต้องมีฝีมือการปรุงยาในระดับปรมาจารย์ปรุงยาเลยทีเดียว
"คารวะท่านปรมาจารย์..."
เสียงหญิงสาวชุดเขียวกล่าวขึ้นพร้อมกับยกมือคารวะกริชเพชร
"อัมมม..ข้าไม่ได้เป็นปรมาจารย์หรอกน้องเล็กเจ้าก็พูดเกินไป พี่เสี้ยวโจวก๋วยไงเจ้าจำไม่ได้เหรอ..."
กริชเพชรหน้าเหวอขึ้นมาทันทีเขา ตั้งชื่อตัวเองมั่วๆ ไป หญิงสาวขหมวดคิ้วพร้อมกะพริบตาถี่ๆ เหมือนพยายามใช้ความคิด
"ข้าเป็นลูกพี่ลูกน้องกับเจ้าไง แม่เจ้าเป็นพี่สาวของพ่อข้า พ่อข้าเป็นหลานของลุงเจ้าแล้วพวกเราก็มีปู่ทวดคนเดียวกันเจ้าจำข้าไม่ได้หรือ
กริชเพชรบอกศักดิ์ฐานะไปแบบมั่วๆ ทำให้ทุกคนต่างขมวดคิ้วทำหน้างวยงงสงสัย
"คารวะพี่ใหญ่ท่านเดินทางมาจากหมู่บ้านซ่อนพยัคฆ์หรือ.."
เสียงของเสี้ยวนาบีกล่าวขึ้นเพราะยอดคนส่วนมากของเผ่าปรุงยา มาจากหมู่บ้านซ่อนพยัคฆ์ ที่อยู่ในในป่าลึกแถบเทือกเขาด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ที่นั่นอุดมไปด้วยพืช ที่มีคุณค่าสายพันธุ์พิเศษ ที่หายากยิ่ง แม้พวกเขาจะมีกายอสูรไม่เด่นล้ำเหมือนนักรบทั่วไป แต่ก็สามารถปกป้องตัวเอง จากการลุกลาม ของเผ่าอื่นๆ ได้อย่างสบาย
ด้วยการขายโอสถที่มีคุณภาพสูงและยังสามารถผลิตเม็ดยาพิษที่ร้ายกาจทำลายกายอสูรและพลังบอลดวงจิตแก่นแท้ของอสูรระดับสูงได้อย่างสบาย ถ้าใครกินยาจำพวกนี้ลงไป
ดังนั้นโดยตรงแล้วเผ่าอื่นจึงไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวข้องแวะกับคนของหมู่บ้านซ่อนพยัคฆ์ สักเท่าไหร่ ถ้าไม่จำเป็นหรือคนกร่างจัดเหมือนพวกอสูรสิงห์สั่งป่า
"นี่แม่หญิงป้ายทองของข้า แล้วก็นี่เงินอีกแสนดอร์ ข้าให้กับท่านเป็นค่าป้ายทองของน้องสาวข้า ท่านโปรดรับไว้ ให้นางเข้าพักในโรงเตี๊ยมเดียวกับเราเถอะ..."
เสียงของกริชเพชรกล่าวกับสือหงษ์ลูกสาวเจ้าของโรงเตี๊ยม ขณะยื่นเงินแสนดอร์ให้นาง
"คิก! คิก! ..คุณชายเงินแสนดอร์นี้ข้ามอบคืนให้เป็นของกำนันแก่ท่าน ที่พวกเราเจอกันครั้งแรก ข้าไม่อาจรับเงินของท่านได้หรอก น้องสาวท่านผู้เดียวเชิญด้านในเถอะ ถือว่าเป็นการให้เกียรติแก่ข้า ถ้าข้าคาดคิดไม่ผิด ท่านคงเป็นปรมาจารย์จากเผ่าปรุงยามาร่วมงานประมูลครั้งนี้ใช่หรือไม่..."
เสียงของหญิงสาวกล่าวพร้อมกับยิ้มแย้มการยื่นไมตรีของนางเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับบุคคลสำคัญที่นางอยากจะค้าขายด้วย เพราะสือหงษ์ เห็นแล้วว่าชายหนุ่มมีเม็ดยาที่ล้ำเลิศ เขามาถึงที่นี่อย่างน้อยต้องมีไม่ต่ำกว่าสิบ เม็ด ซึ่งแค่สิบเม็ด มันก็เป็นที่ต้องการของเหล่าอสูรที่มาเข้าร่วมประมูลครั้งนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
"คุณชายท่านพกโอสถมาถึงสิบ เม็ดหรือไม่.."
หญิงสาวกล่าวขึ้นกริชเพชรสำรวจดูแล้วเม็ดยาของเขามีเหลือเพียงแค่ห้าเม็ด นอกนั้นใช้ไปจนหมดสิ้นในการพัฒนากายอสูรของตน
"ขอโทษแม่นางสือด้วย ข้าบอกตามตรงเลยโอสถที่ข้าขายไปเมื่อครู่มีเพียงห้าเม็ดมันหาวัตถุดิบยากยิ่ง ตอนนี้เหลือแค่สี่เม็ดเท่านั้น.."
หญิงสาวยกยิ้มอย่างเสียดาย แต่สี่เม็ดนี้ก็มีค่าควรเมือง ราคาของมันต้องไม่น้อยกว่าเม็ดละสองร้อยล้านดอร์เป็นอย่างต่ำ อาจจะประมูลถึงห้าร้อยล้านดอร์ต่อเม็ดเลยทีเดียว เพราะมันสามารถยกระดับกายอสูรครึ่งเทพขั้นสามขึ้นไปถึงขั้นสี่ ซึ่งมันไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย
โอสถชนิดนี้ย่อมมีคนต้องการมันมากมาย เหลือล้นในเขตแดนอสูรพฤกษานี้ เสี้ยวนาบียืนคอตก นางอุตส่าห์ปรุงโอสถมาเป็นร้อยเม็ดเพื่อขายประมูล แต่โอสถของนางทั้งหมดหนึ่งร้อยเม็ดก็ยังไม่มีประสิทธิภาพ พอที่จะขยับกายอสูรระดับนั้นขึ้นมาให้เลื่อนขั้นได้
หญิงสาวไม่รู้ว่าญาติผู้พี่ของนางไปได้สูตรปรุงยาอะไรจากที่ไหนมา ทำไม? มันถึงมีสรรพคุณเวอร์วังสังกะสีได้ขนาดนี้
หมาล่าหันไปมองชายหนุ่ม นางไม่แปลกใจเลยว่าพลังรบของเขาทำไมถึงสูงส่งเพราะคนผู้นี้ปรุงยาเป็นนั่นเอง ร่างกายของเขาจึงบริสุทธิ์ถึงขีดสุดแม้ว่าจะมีกายอสูรที่ต่ำกว่าผู้อื่น
แต่พลังทำลายล้างมีประสิทธิภาพทุกอนูขุมขน ตอนนี้แม้ว่าแต่อสูรระดับราชันย์ ถ้าไม่ถึงขั้นห้าขึ้นไป รับรองว่าจัดการคนผู้นี้ไม่ได้ง่ายๆ หมาล่านึกไม่ออกจริงๆ เลยว่า ถ้าเขาสามารถพัฒนากายอสูรขึ้นถึงระดับราชันย์แล้ว เหล่าอสูรราชันย์ทั้งหลายแหล่ ในทวีปที่เจ็ดนี้ จะสู้เขาได้น้อยยิ่งกว่าน้อย อาจนับได้ไม่ถึงสิบคน
ยิ่งกลเม็ดเด็ดพรายที่เขามีอยู่ มันช่างร้ายกาจล้นเหลือ และอีกอย่างที่หมาล่าสงสัยอยากถามกริชเพชรคือ เขาสามารถผูกสัญญากับภูตสองตนด้วยวิธีใด เพราะโดยหลักการแล้ว อสูรตนหนึ่งสามารถผูกสัญญากับภูตได้แค่ตนเดียว และต้องเป็นภูตที่มาจากต้นกำเนิดเดียวกันด้วย ถ้าเป็นภูตอสูรพฤกษาก็ต้องผูกสัญญากับนายที่เป็นอสูรพฤกษาเท่านั้น
แต่สำหรับชายคนนี้กลับผูกสัญญาทีเดียวได้ สองตน ในตำนานที่เล่าขานมาไม่ใช่ว่าไม่มีคนเคยผูกสัญญาภูตมากกว่าหนึ่งตน แต่คนผู้นั้นต้องมี บอลดวงจิตแก่นแท้ตบะแก่กล้ามากเป็นพิเศษกว่าแปดพันปีขึ้นไป ซึ่งมีน้อยกว่าน้อยในทวีปอสูรที่เจ็ด
"ไปสิพวกเราเข้าไปพักผ่อนกัน น้องเล็กตามข้ามา..."
เสี้ยวนาบี ยืนงงหน้าเหวออยู่ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี สุดท้ายนางก็เดินตามกริชเพชรเข้าไปในโรงเตี๊ยม
"ท่านเสี้ยวโจวก๋วยท่านพักหนึ่งห้องนะ ส่วนแม่นางทั้งสองไปพักด้วยกัน..เสี่ยวเอ้อเอากุญแจมา แล้วนำแขกของเราทั้งสามท่าน เข้าห้องพัก อาหารของเรากินฟรีได้ตลอดเวลา แม้ว่ามันจะเป็นอาหารปรุงสุก แต่มันก็มีคุณค่าต่อการพักผ่อนหย่อนใจ โรงเตี๊ยมเรามีระบำร่ายรำในช่วงหนึ่งทุ่ม ท่านสามารถลงมาเพื่อเพลินจิตใจได้นะเจ้าคะ..ท่านเสี้ยวโจวก๋วย..."
กริชเพชรยกยิ้มให้หญิงสาวพร้อมกับพยักหน้ารับทราบ ยกมือคารวะขอบคุณสือหงษ์บุตรสาวเจ้าของโรงเตี๊ยม
"ข้าขอตัวเข้าห้องพักก่อน ข้ามีธุระเล็กน้อยตอนเย็นหนึ่งทุ่มเจอกันนะแม่นางสือ...."
กริชเพชรกล่าวพร้อมกับเดินนำหน้าหญิงสาวทั้งสองตรงไปห้องพัก
"ท่านพี่โจวก๋วย ข้าอยากถามอะไรท่านสักเล็กน้อยจะได้หรือไม่..."
เสี้ยวนาบีถามขึ้นเบาๆ กับกริชเพชรขณะที่เดินตามหลังชายหนุ่มไป
"พรุ่งนี้ท่านปู่ทวดของข้าจะเดินทางมาสมทบที่นี่ ท่านพี่รู้จักท่านปู่มือปรุงโอสถหรือไม่เจ้าคะ..".
เสียงนางถามขึ้น กริชเพชรขมวดคิ้วยกสูง หันไปมองหน้าหญิงสาว ไม่รู้ว่าจะปฏิเสธหรือว่าจะตอบรับดี เรื่องนี้เขาไม่ทันได้คิดมาก่อน
"เจ้าอย่าพึ่งถามอะไรมากไปเลยน้องสาว..เดี๋ยวท่านปู่ทวดของเจ้ามา ก็รู้เองแหละ ว่าพวกเขารู้จักกันหรือไม่ ตอนนี้อย่ารบกวนคุณชายโจวก๋วยเลย เขามีธุระด่วนจะต้องทำ...."
หมาล่าพูดตัดบทกับหญิงสาวพร้อมจูงมือนางไปอีกห้องหนึ่ง
"เจ้าค่ะ..แล้วตอนเย็นเจอกันนะเจ้าคะ..."
เสี้ยวนาบี ยกยิ้มให้กับกริชเพชร นางรู้สึกชอบและศรัทธาในตัวชายผู้นี้ขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว จะเป็นเพราะเขาเข้ามาช่วยเหลือนางหรือเพราะความเก่งกาจในการใช้โอสถของชายหนุ่มเสี้ยวนาบี ก็ไม่อาจตอบตัวเองได้
กริชเพชรยิ้มตอบนางแล้วรีบเข้าห้องไป ชายหนุ่มมีแผนการอะไรดีๆ เกิดขึ้นในสมอง
'งานนี้รวยแล้วเอิ๊กๆ ยาเม็ดเดียวขายได้เป็นร้อยล้านดอร์ ดีที่เราเก็บพวกเนื้อมาไว้บ้างปรุงยาสักกระทะสองกระทะผลิตออกขายงานนี้รวยเละแน่กริชเพชรเอ๋ย..'
เมื่อชายหนุ่มเข้าไปในห้อง เขารีบส่งกระแสจิตออกตรวจสอบรอบด้านในรัศมีที่มีห้องติดกัน ตอนนี้ยังไม่มีผู้ใดพักอยู่ในห้องข้างๆ ของชายหนุ่ม ช่วงอีกด้านหนึ่งเป็นที่พักของสองสาว หมาล่าและเสี้ยวนาบีสาวน้อยชุดเขียว
กริชเพชรนำเกล็ดอาวุธเทพวิญญาณมังกรโลกันตร์บรรพกาลออกมา เร่งเร้าด้วยพลังบอลดวงจิตแก่นแท้ กลายเป็นกระทะขนาดใหญ่รัศมียี่สิบวา แล้วคัดสรรเนื้อเทพที่เขาเก็บมาเตรียมไว้ให้องค์หญิงเจ้าเฟิงและหลงไป๋ ในการพัฒนาชีวิตนางทั้งสองขึ้น
แต่ตอนนี้ชายหนุ่มเตรียมใช้มันผลิตเม็ดอาหาร สำหรับภายในวันพรุ่งนี้สักสองร้อยเม็ดกริชเพชรเอาเนื้อระดับเทพทั้งหมด และเครื่องปรุงที่เหลือน้อยนิดชุดสุดท้าย ออกมามีพริกข่าตะไคร้เห็ดชิเมจิมันเหลือไม่มากนัก น่าเสียดายพวกเนื้อวานรเทพ ที่ถูกพลังมือมารกระแทกมันแตกกระจายเป็นผุยผงไม่อาจนำกลับคืนมาได้ ถ้าไม่อย่างนั้นเขาคงได้เนื้อที่มีคุณภาพสร้างอาหารปรุงสุกได้อีกหลายเม็ด
กริชเพชรใช้พลังบอลดวงจิตแก่นแท้ประสานกับพลังจิตอสูรระดับสูงของเขาเพิ่มความร้อนเข้าไปในกระทะ ทำให้เกิดเป็นพลังไฟมังกรโลกันตร์บรรพกาล ก่อตัวขึ้นเป็นสีแดงอมเขียวเหมือนเปลวไฟในเตาแก๊สที่ใช้หุงต้มเคลือบอยู่ใต้ก้นกระทะ เป็นประกายออร่า
กริชเพชรรู้สึกแปลกใจมันไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน ตั้งแต่เขาเลื่อนกายอสูรและพลังจิตอสูรขึ้นมาอยู่ในระดับที่เจ็ด ก็ไม่เคยปรุงอาหาร วันนี้ลงมือปรุงอาหารอีกครั้ง รู้สึกว่าพลังที่เขากระจายเข้าสู่กระทะเทพเกล็ดมังกร มันมีความแรงกล้านุ่มนวลยืดหยุ่น จนรู้สึกได้ว่าการประสานพลังทั้งสามของตน มีความเหนือล้ำกว่าเก่าไปหลายพันเท่า แม้ว่าจะเลื่อนขึ้นมาขั้นเดียวก็ตาม
"มาลองดูซิว่าอาหารปรุงสุกของข้าจะมีคุณค่ามากขึ้นเพียงใด เจ้ากระทะเกล็ดมังกรเทพโลกันตร์บรรพกาล พลังของข้าจะกระตุ้นพลังวิเศษของเจ้าออกมาได้มากน้อยเพียงใด เรามาลองดูกัน..."
กริชเพชรกล่าวขึ้นเบาๆ ขณะปรุงอาหารในกระทะเทพเขาใช้เวลาไม่ถึงจิบชาก็สามารถผลิตแกงโฮะขึ้นอีกกระทะหนึ่งด้วยวัตถุดิบที่มีน้อยกว่าครั้งก่อน เขาจึงผลิตมันได้เพียงหนึ่งร้อยยี่สิบแปดเม็ดเท่านั้น
กริชเพชรระบายไอร้อนออกจากปากหลังจากที่ใช้พลังทั้งสามประสานกันปรุงอาหารเคี่ยวมันจนเป็นเม็ด คล้ายแคปซูลเท่านิ้วก้อย เขาเก็บรวบรวมมันเข้าไปไว้ในถุงนิมิตขั้นเทพ ก่อนที่จะลุกขึ้น เพื่อจะออกไปหาคนทดสอบโอสถที่ถูกปรุงขึ้นมาใหม่
ก๊อกๆ ..!!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเขาขมวดคิ้วส่งกระแสจิตออกไปตรวจดูพบว่าเป็นสือหงษ์ลูกสาวเจ้าของโรงเตี๊ยม ยืนอยู่ที่หน้าประตู ชายหนุ่มขมวดคิ้วอย่างสงสัย
"เชิญแม่นางสือเข้ามาด้านใน.."
สิ้นเสียงของกริชเพชร หญิงสาวก็เปิดประตูเข้ามาพร้อมกับยกยิ้มให้กับชายหนุ่ม
"พลังการรบของท่านช่างยอดเยี่ยมจริงๆ แม้ว่าข้าอยู่นอกประตู ท่านยังสัมผัสได้ว่าเป็นข้าพลังกายอสูรของท่านไม่น่าจะอยู่ในระดับคนครึ่งอสูรน่าจะเลื่อนขั้นอย่างน้อยถึง อสูรครึ่งเทพ ข้าไม่รู้ว่าท่านทำอย่างไรจึงซ่อนประกายความสามารถได้มิดชิดขนาดนี้ แต่จากที่ข้าคำนวณแล้วท่านต้องฝึกฝนพลังรบอีกไม่กี่ก้าว ก็จะเลื่อนขั้นถึงกายอสูรระดับราชันย์แน่นอน..."
สือหงษ์พูดพร้อมกับเดินนวยนาดเข้ามานั่งเก้าอี้ตรงหน้าชายหนุ่ม นางวางกล่องสีชมพูลวดลายสีทองไว้บนโต๊ะด้านหน้าของกริชเพชร
.............................................................................................................................................................................................