“สร้างค่ายกลเพื่อปิดกั้นพลังของเจ้าโดยเฉพาะ ไม่ใช่ว่ากำลังประเมินตัวเองสูงไปอย่างนั้นหรือ แดนจันทราโลหิตถึงกับให้ความสำคัญของเจ้ามากเพียงนั้นเชียว?” ตงฟางชุนถาม จากคำกล่าวของอูหลินเฟิงนั่นหมายความว่าแดนจันทราโลหิตให้ความสำคัญมากถึงขนาดวางค่ายกลที่จะปิดผนึกพลังของอูหลินเฟิงโดยเฉพาะ หากเป็นเขาจะให้ความสำคัญกับหลางจวินและเนี่ยหลุนที่มีความแข็งแกร่งราวกับสัตว์ประหลาดมากกว่า
“ที่คาดคิดแบบนั้นก็เพราะว่า ข้าเคยทำลายแผนของอีกฝ่ายมาแล้วถึงสามครั้ง ไม่ว่าจะเป็นภายในเทือกเขาหมื่นอสูร ศึกที่ตระกูลอูของข้า...ศึกตระกูลโอวหยาง คนที่เคยถูกทำลายแผนการมาแล้วสามครั้ง ย่อมต้องยึดติดกับผู้ที่ทำลายแผนของตนเองเป็นธรรมดา และอีกอย่างพวกท่านน่าจะได้สัมผัสพลังมายาและความสามารถในการซ่อนตัวของลุค ในระหว่างที่เดินทางมายังที่นี่แล้ว ความสามารถในการซ่อนตัวของเขาในตอนนี้แม้แต่ชนชั้นจักรพรรดิยังไม่สามารถที่จะมองทะลุการซ่อนตัวนั้นได้ แม้จะไม่ได้มีพลังโจมตีแต่ว่าก็มีความสามารถในการซ่อนการโจมตีได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทางด้านแดนจันทราโลหิตก็มีคนที่เคยโดนวิชานี้เล่นงานมาแล้ว คนอย่างเสวี้ยเจ๋อย่อมต้องหาทางรับมืออย่างแน่นอน” อูหลินเฟิงกล่าว ภายในห้องแห่งนี้คนที่เห็นด้วยย่อมต้องเป็นเฟิ่งหวงหยางชุนและเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์พวกเขาทั้งสอง รับรู้ถึงพลังในการซ่อนเร้นของลุคเป็นอย่างดี
“แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่พวกนั้นจะวางค่ายกลประเภทโจมตี หรือว่างกับดักที่มีความสามารถในการสังหาร อย่างพวกกับดักระเบิด เอาไว้ก่อนที่เราจะไปก็ได้” ตงฟางชุนถาม
“เรื่องนั้นมีความเป็นไปได้น้อยมาก เพราะว่าหากพวกนั้นคิดจะวางค่ายกลประเภทโจมตี ค่ายกลประเภทนั้นจะทำงานโดยการที่ทำร้ายคนทั้งหมดที่อยู่ภายในค่ายกล ถ้าเป็นแบบนั้นไส้ศึกที่เป็นพวกเดียวกับแดนจันทราโลหิตย่อมต้องโดนลูกหลงไปด้วย เพราะฉะนั้นพวกนั้นจะต้องใช้ค่ายกลอะไรบางอย่างที่ทำให้พวกเรา ไม่สามารถสู้ได้อย่างเต็มที่และให้ไส้ศึกโจมตีอย่างฉับพลันโดยไม่ให้ฝ่ายเราตั้งตัว” อูหลินเฟิงอธิบายความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น เขาพยายามวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ที่จะเป็นไปได้ทั้งหมดหลังจากที่เข้าไปแล้ว
“แต่จะว่าไปแล้วพวกข้าเองก็รับรู้เพียงแค่ว่าแดนจันทราโลหิตจะเข้าไปแดนเทพรกร้าง แต่ก็ไม่ได้รู้ว่าพวกมันจะเข้าไปเพื่ออะไร ดูเหมือนว่าทางด้านของราชวงศ์โชติช่วงจะรู้ข้อมูลนี้สิ” ตงฟางชุนหันไปหาเฟิ่งหวงหยางชุนและเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ ข้อมูลนี้แดนเจ้าสมุทรก็พยายามหาข้อมูลแต่ก็ไม่ได้สิ่งใด สิ่งที่พวกเขารับรู้มีเพียงแค่ว่าราชวงศ์โชติช่วงอาจจะรู้ถึงเป้าหมายของแดนจันทราโลหิต
“เป้าหมายของพวกมันที่เรารู้ตอนนี้ก็คือ การช่วยเหลือชนชั้นเทวะในอดีตของราชวงศ์ราชันโลหิต ที่ถูกผนึกอยู่ภายในแดนเทพรกร้าง” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ตอบ
“แล้วเจ้านั่นถูกผนึกไว้นานแค่ไหนแล้ว” หลางจวินถาม
“ก็ราวๆ หนึ่งพันปี ก่อนที่ราชวงศ์จันทราโลหิตจะล่มสลายไม่นาน” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ตอบ
“หากผ่านมานานขนาดนั้น ไม่ได้แน่ว่าต่อให้แดนจันทราโลหิตไม่อาศัยช่วงเวลานี้ในการช่วยเหลืออีกฝ่าย ผนึกนั้นอาจจะอ่อนแรงลงจนเจ้านั่นอาจจะออกมาเองได้ ถ้าอย่างนั้นข้าขอเสนอ หลังจากที่พวกมันคิดว่าเราตายไปจนหมด แอบตามพวกมันไปและรอให้มันปลดผนึกชนชั้นเทวะนั่นออกมาได้ จากนั้นก็ลงมือสังหารพวกมันให้หมด” หลางจวินกล่าว
“ลงมือสังหารชนชั้นเทวะ?? เจ้าบ้าหรือไง! คิดว่าสิ่งนั้นจะเป็นไปได้อย่างนั้นหรือ” เฟิ่งหวงหยางชุนกล่าว หากให้ต่อสู้กับชนชั้นราชันหรือร่วมมือกันเพื่อต่อสู้กับชนชั้นจักรพรรดิขั้นต้นยังอาจจะเป็นไปได้ แต่สิ่งที่อีกฝ่ายเสนอมาคือการสังหารชนชั้นเทวะ ขนาดปราชญ์ยังไม่อาจที่จะสังหารชนชั้นเทวะได้เลย นับประสาอะไรกับพวกเขาที่เป็นเพียงแค่จอมยุทธ์
“ถ้าเกิดว่าชนชั้นเทวะผู้นั้นถูกผนึกมานานขนาดนี้ เป็นไปได้ที่ว่าระดับพลังของเขาจะลดลงอย่างมหาศาลไม่ใช่หรือไง” หลางจวินกล่าว
“คิดดีแล้วงั้นเหรอ ต่อให้ระดับพลังของอีกฝ่ายลดลงจริงๆ แต่ว่าสำนึกในการบรรลุถึงสิ่งต่างๆ ย่อมยังคงอยู่ ไม่แน่ว่าคนคนนั้นอาจจะบรรลุถึงระดับเจตจำนง หลายเจตจำนง เราเองก็ยังไม่รู้ถึงรูปแบบการต่อสู้ของอีก การจะสู้กับคนที่เคยเป็นถึงชนชั้นเทวะ จอมยุทธ์อย่างพวกเราไม่อาจทำได้ง่ายๆ แน่นอน” เนี่ยหลุนกล่าว ความอันตรายในการต่อสู้กับชนชั้นเทวะนั้นมีมากเกินไป
“ถ้าเป็นข้อมูลรูปแบบการต่อสู้ของเทพศพโลหิตละก็ ข้ามีนะ ในช่วงที่ข้าไปช่วยตระกูลโอวหยาง ได้มีโอกาสแอบเข้าไปยังหอคัมภีร์ของตระกูลโอวหยาง พวกนั้นเคยบันทึกการต่อสู้ภายในแดนเทพรกร้างกับเทพศพโลหิตเอาไว้
พลังที่น่ากลัวของเทพศพโลหิต ก็คือการสร้างละอองโลหิตที่ไม่มีใครมองเห็นขึ้นรอบๆ ของตัวเองจนเป็นอาณาเขตละอองโลหิตที่มองไม่เห็นและยากก็การสัมผัส หากผู้ใดก็ตามที่สูดละอองโลหิตเข้าไป เทพศพโลหิตจะสามารถควบคุมเลือดภายในร่างกายของคนๆ นั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมให้ต่อสู้กับผู้อื่น กลายเป็นหุ่นเชิดที่มีชีวิต หรือทำให้เลือดภายในร่างกายเป็นพิษ และยังสามารถใช้เลือดนั้นโจมตีออกมาจากร่างกายของศัตรูได้อีกด้วย” อูหลินเฟิงอธิบายความสามารถของเทพศพโลหิต ชนชั้นเทวะที่ถูกผนึกไว้ในแดนเทพรกร้าง
“หมายความว่า สิ่งมีชีวิตที่ประกอบด้วยโลหิตจะไม่สามารถที่จะต่อสู้ระยะประชิดกับเทพศพโลหิตสินะ” หลางจวินกล่าว ในตอนแรกเขาคิดที่จะเข้าไปเผชิญหน้ากับเทพศพโลหิตที่ยังไม่สามารถจะฟื้นคืนพลังได้อย่างสมบูรณ์ แต่ดูจากความสามารถของอีกฝ่ายแล้ว ขอเพียงอีกฝ่ายสามารถแทรกแซงเลือดของตนเองเข้าไปยังเลือดของคนอื่นได้ก็เท่ากับว่าอีกฝ่ายชนะแล้ว
“ถ้าเป็นแบบนั้นคนที่จะสู้กับเทพศพโลหิตได้คงมีเพียงแค่ยักษ์ขาวแล้ว เพราะร่างของยักษ์ขาวไม่มีโลหิตอยู่ภายในร่างเลยแม้แต่น้อย แต่อาศัยเพียงแค่อยากขาวอาจจะไม่สามารถที่จะชนะเทพศพโลหิตได้” เนี่ยหลุนกล่าว ดูจากความสามารถของอีกฝ่ายแล้วจะต้องใช่สิ่งที่ไม่มีเลือดภายในร่างกายเท่านั้นถึงจะสามารถเข้าปะทะกับอีกฝ่ายในระยะประชิดได้
“ไม่ใช่แค่ยักษ์สักหน่อย ร่างของลุคที่เป็นชิกิงามิก็ไม่มีเลือดภายในร่างกายแม้แต่น้อย” อูหลินเฟิงกล่าว เรียกว่าเป็นโชคดียิ่งนักที่อาจารย์ของเขาช่วยสร้างชิกิงามิระดับพิเศษนี้โดยการที่นำเลือดออกไปทั้งหมด และใช้โลหะเหลวระดับสูงแทนเลือด เพื่อสร้างชิกิงามิจิ้งจอกเก้าหาง และ ชิกิงามิมังกรเหมันต์
“เพียงสองคนเองงั้นหรือ เป็นงานหนักเลยนะเนี่ย” เนี่ยหลุนกล่าว หากใช้เพียงแค่ยักษ์ขาวและลุคเขาคิดว่าอาจจะสามารถถ่วงเวลาได้ แต่หากจะให้สังหารอีกฝ่ายคงเป็นไปได้ยาก
“ไม่หรอก ไม่ใช่แค่สองคนแน่นอน” อูหลินเฟิงและลุคต่างยิ้มและมองหน้ากัน พวกเขาทั้งสองคนไม่อธิบายอะไรเพิ่มเติม
“แล้วเหตุใดเราไม่ วางกับดักพวกมันหลังจากที่มันออกมาจากสถานที่ผนึกได้แล้วล่ะ สร้างค่ายกลที่ประสานพลังที่จะรุนแรงของหลายๆคนเอาไว้ ไม่แน่หากเราสามารถทำได้ เราอาจจะสามารถสังหารชนชั้นเทวะคนนั้นได้ โดยไม่ต้องสู้กับอีกฝ่ายเลยก็ได้” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์เสนอความคิดเห็น
“เป็นความคิดที่ดีเลยท่านหญิง หากมันคิดที่จะวางกับดักเรา เราก็ลองกับดักกลับคืนไปบ้าง” อูหลินเฟิงเห็นด้วยกับความคิดของอีกฝ่าย หลังจากนั้นอูหลินเฟิงก็ พยายามเสนอนัดแนะจังหวะกับผู้คนที่จะเข้าไปยังแดนเทพรกร้างให้ทุกคน ว่าควรให้แต่ละคนเคลื่อนไหวในจังหวะไหนถึงจะทำให้แผนการนี้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด เพราะว่าทันทีที่เข้าไปยังแดนเทพรกร้างทุกๆ คนจะต้องเคลื่อนไหวทันที ใช้ชิกิงามิร่างปลอมเพื่อแทนตัวจริง และให้ตัวจริงหลบออกไปอย่างรวดเร็ว ทุกสิ่งต้องเสร็จก่อนที่ไส้ศึกจากแดนจันทราโลหิตจะตามมาสมทบกับพวกเขาได้
“ข้ามีอีกคำถาม ดูเหมือนว่าที่แห่งนี้จะมีคนที่ไม่ได้ไปแดนเทพรกร้างอยู่มากนัก เหตุใดถึงได้นำพวกเขามาด้วย” ตงฟางชุนถาม เพราะว่าในตอนนี้น้องชายของเขาตงฟางจิ๋ว ก็ถูกเรียกมาเช่นเดียวกัน และดูเหมือนว่าภายในห้องนี้จะมีคนไม่น้อยที่ไม่ได้ไปยังแดนเทพรกร้างแต่ก็ยังอยู่ภายในห้องแห่งนี้
“ท่านไม่สังเกตหรือว่า ไม่ว่าจะเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์หรือคนจากพรรคอื่นๆ ภายในหนึ่งแดนจะมีทั้งคนที่ได้ไปและไม่ได้ไป อีกทั้งบางคนที่ไม่ได้เข้าไปยังแดนเทพรกร้าง กลับมีพลังที่เป็นประโยชน์ต่อการเข้าไปยังแดนเทพรกร้าง” อูหลินเฟิงกล่าวคำถามต่อคนทั้งหมดที่อยู่ในห้องนี้ แต่สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่สะกิดใจและใครหลายคนที่อยู่ภายในห้องนี้ตั้งแต่แรกแล้ว ว่าเหตุใดคนบางคนที่มีพลังมากพอที่จะเข้าไปภายในแดนเทพรกร้างได้ และยังมีประโยชน์อย่างมหาศาลอย่างเช่นเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ เพลิงฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ของนางมีความสามารถในการโจมตีและรักษา สามารถปรับเปลี่ยนคุณสมบัติทั้งสองนี้ได้ดั่งใจ เป็นกำลังรบที่สามารถต่อสู้และรักษาพวกเดียวกันได้ในเวลาเดียวกัน แต่เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์กลับไม่ถูกรับเลือกให้เข้าไป
“ข้าเองก็สังเกตว่ามันแปลก คนบางคนสมควรที่จะได้เข้าไปยิ่งนัก แต่ก็ไม่ได้เข้าไป” ตงฟางชุนกล่าว เรื่องนี้เองเขาก็คิดว่ามันแปลกประหลาดเช่นเดียวกัน
“มีความเป็นไปได้ว่า นอกจากจะทำให้กองกำลังภายในแดนเทพรกร้างไม่แข็งแกร่งมากเท่าที่ควร คนที่ไม่ได้รับเลือกให้เข้าไป มีสิทธิ์ที่จะถูกจับเป็นตัวประกันสูงมาก หลังจากที่กองกำลังพันธมิตรเข้าไปยังแดนเทพรกร้างแล้ว” อูหลินเฟิงกล่าวความคิดของตนเองออกมา
“ตัวประกัน? คิดจะจับคนที่ไม่ได้ไปทั้งหมดเป็นตัวประกัน ต่อรองกับแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ งั้นสินะ” เนี่ยหลุนกล่าวพร้อมคิดไปด้วย คำพูดนี้ก็มีความเป็นไปได้สูงเช่นเดียวกัน หากว่าคนระดับสูงของสถาบันเทพราชันเป็นพวกเดียวกับแดนจันทราโลหิตแล้วละก็ หากสามารถจับตัวของลูกหลานที่แสนสำคัญของแดนศักดิ์และตระกูลที่อยู่ในระดับมหาตระกูลที่มาร่วมประลองภายในครั้งนี้ ความได้เปรียบของแดนจันทราโลหิตก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
“ถ้าอย่างนั้น หมายความว่าพวกเราที่อยู่ฝั่งนี้จะต้องเอาตัวรอดเองงั้นเหรอ” มิซากิกล่าวออกมา ดูเหมือนว่าภายในคนที่ไม่ได้ไปนั้นที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ ตงฟางจิ๋ว หลางหลินหลิน และ นาง ต่อให้นางจะมีอาวุธลับอย่างหุ่นเชิดศพที่ได้รับมาจากอาจารย์ แต่ว่าสิ่งนั้นก็ใช้เพียงแต่ป้องกันตัวในยามฉุกเฉินเท่านั้น ภายในสถาบันแห่งนี้ย่อมต้องมีทั้งชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ อย่างผู้อำนวยการ และชนชั้นจักรพรรดิอย่างรองผู้อำนวยการแต่ละสาขาของสถาบันแห่งนี้ การจะหนีรอดไปได้นั้นเรียกได้ว่ายากเป็นอย่างยิ่ง
“ถ้าเรื่องนั้นข้าก็คิดไว้แล้ว หากทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดคิดล่ะก็ พวกท่านจะสามารถรอดไปจากที่นี่ได้แน่ๆ” อูหลินเฟิงกล่าวพร้อมกับยิ้มไปด้วย
…
..
“อูหลินเฟิง!!!!! เป็นเจ้าอีกแล้วงั้นสินะ” เสวี้ยเจ๋อที่ปกติใบหน้าของเขามักจะมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าตลอดเวลา กลับตะโกนออกมาอย่างหัวเสีย แม้ว่าเขาจะรอดจากลอบโจมตีของอีกฝ่าย แต่การที่อีกฝ่ายสามารถมาอยู่ตรงนี้ได้พร้อมกับจอมยุทธ์ทั้งหมด สิ่งนี้ทำให้เสวี้ยเจ๋อที่ถูกทำลายแผนการอีกครั้งตะโกนขึ้นมาอย่างหัวเสียที่สุด ใบหน้าของเขาแทบจะไม่ยิ้มอีกแล้ว
“ไง ไม่ได้เจอกันนานนะ เสวี้ยเจ๋อ คงไม่ลืมที่ข้ากล่าวเอาไว้ ครั้งนี้ข้าจะสังหารเจ้าภายในแดนเทพรกร้างแห่งนี้ให้ได้” อูหลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงยียวนตามแบบฉบับของเขา
“คิดว่าจะทำได้งั้นเหรอ ต่อให้เจ้ารอดจากลอบสังหารมาได้ทั้งหมดแต่ว่า คนสำคัญของพวกเจ้าไม่ว่าจะเป็น พี่ น้อง หรือ สหาย ที่กำลังอยู่ภายในสถาบันเทพราชันตอนนี้อาจจะกำลังเดือดร้อนอยู่ก็ได้” เสวี้ยเจ๋อพยายามปรับอารมณ์ของตัวเอง กล่าวออกมาพร้อมรอยยิ้มอีกครั้ง เขาพยายามที่จะทำให้จอมยุทธ์ทั้งหลายภายในที่แห่งนี้ไขว้เขว เสวี้ยเจ๋อพยายามแสดงความเหนือกว่าอีกครั้งแม้ว่าจะโดนซ้อนแผนก็ตาม หากว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่เขาวางไว้ตอนนี้คนที่อยู่ภายในสถาบันเทพราชันจะต้องถูกจับไว้จนหมดแล้ว
“ถ้าเป็นเรื่องนั้นล่ะก็ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก คนทั้งหมดย่อมต้องรอดไปได้อย่างแน่นอน” อูหลินเฟิงกล่าวพร้อมรอยยิ้มแล้วน้ำเสียงยียวน ตัวเขาไม่หลงกลคำพูดของเสวี้ยเจ๋อเลยแม้แต่น้อย แต่คำพูดของอูหลินเฟิงปรับทำให้ใบหน้าของเสวี้ยเจ๋อเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง
‘จะบอกว่าเจ้านี่ มีแผนการที่จะทำให้คนที่เหลือภายในสถาบันเทพราชันรอดไปได้งั้นหรือ แต่จะทำยังไงกัน?...ไม่ใช่แค่นั้นการที่มันพูดออกมาแบบนี้หมายความว่ามันต้องรู้ว่าสถาบันเทพราชันและแดนจันทราโลหิตเป็นพันธมิตรกัน แต่มันรู้ได้อย่างไรกัน??’ เสวี้ยเจ๋อคิดอย่างสงสัย คำพูดและใบหน้าของอูหลินเฟิงที่เขาเห็น ณ ตอนนี้ราวกับว่าอีกฝ่ายมั่นใจมากว่าคนที่อยู่ภายในสถาบันเทพราชันจะต้องรอดไปได้ทั้งหมด และ สิ่งที่เขาไม่เข้าใจก็คือเหตุใดพวกมันถึงรู้ว่าสถาบันเทพราชันกับแดนจันทราโลหิตเป็นพันธมิตรกัน
..
..
จบตอน