“ข้าชื่ออาทร อย่าเรียกลุง เรียกพี่จักดีมาก”
อาทรเปิดบทสนทนา เขาพยายามพูดด้วยภาษาปัจจุบันของที่นี่
“ก่อนหน้านี้ เ้าว่าพวกเขาคุยกับผีรึ?”
“อ๋อ ไม่ใช่ผีหรอกพี่ แต่เป็ิญญายุทธภัณฑ์”
ประดิษฐ์ตอบ
“ห๊ะ ผีอะไรนะ?”
อาทรถามไซ้ด้วยสีหน้างุนงง
“ิญญาอาวุธไงเล่า บางตนก็เป็ิญญาชุดเกราะ พวกมันเป็มิตร พี่มองไม่เห็นหรือไง?”
ประดิษฐ์คิ้วขมวด ถามกลับด้วยเสียงแหลมเหมือนเด็กประถม
“อ๋อผีดี …แต่ข้าไม่เห็นเลย มันซ่อน?”
ลุงอาทรตอบพร้อมส่ายหน้า สีหน้าผ่อนคลายแต่ก็งงงวย พลางมองไปรอบ ๆ
“ฉิบหาย!!”
เด็กหนุ่มผงะโพล่งเสียงแหลมลั่น ดีดตัวจากออกจากโต๊ะ หงายหลังไปทั้งเก้าอี้
“!! อกอีแป้นจะแตก”
“!! ใครหาย? ใครแตก?”
คนโต๊ะรอบข้างพากันใ บางคนสำลักน้ำ บางคนทำขนมหลุดมือ เริ่มมีเสียงซุบซิบกระจายวง พร้อมส่งสายตา
“ญาติใครมลายตายตก?!…”
“ใจเย็นไอ้หนุ่ม!”
คราวนี้เป็อาทรที่มือไว เขารีบกดไหล่เด็กหนุ่มไว้ไม่ให้ร่วงเก้าอี้
ครืด
“ข้ามิเป็ไร แต่พี่ยากนักจักรอดชีวิต”
ประดิษฐ์ใจเย็นลงแล้ว เขาขยับเก้าอี้เข้าดังเดิมอย่างอาย ๆ แล้วพูดด้ายท่าทีขึงขังขึ้น
อาทรได้ยินก็หนวดกระตุกเล็กน้อย พลางถอยไปนั่งทำหน้านิ่วคิ้วขมวด
“…”
อึก อึก
เด็กหนุ่มเว้น่หายใจ พลางมองดูอาทรที่นั่งงงอยู่ตรงหน้า ก่อนจะยกน้ำดื่มแล้วพร่ำบ่น
“ค่ำนี้ต้องรบรับกับผีทั้งสี่มุมเมือง ความโหดของมันเป็จันโจษ แต่พี่มองไม่เห็นผีก็มิต่างตาบอด คงได้ฉิบหายตายห่าเป็แน่แท้”
“หะ…เห็นอยู่ ข้าเคยเห็นควายผี! ควายอะไรนะที่มันพุ่งเร็วรี่”
อาทรพูดไปเสียงสั่นไป
“ควายสไลด์ เป็อสูร”
ประดิษฐ์คิ้วขมวด พูดแ่เบาพลางเอามือปาดเหงื่อก่ายหน้าฝาก
“นั่นแลหะ ข้าประสบพบเจอไม่นานนี้เอง”
อาทรพูดยิ้มแหยง
“ไอ้เชี่ยพี่มึงรอดมาได้เยี่ยงไร!? นั่นสัตว์ร้ายระดับสูงเชียวนะ! อสูรน่ะ อสูร !!”
หนุ่มผมจุกได้ยินพลันเปลี่ยนสีหน้า เดี๋ยวตะลึงเดี๋ยวเคร่งเครียด ก่อนจะพูดคำขอด้วยท่าทีขึงขัง
“พี่ส่งมือมา ให้ข้าตรวจคลื่นิญญาหน่อย”
“หมอดู?”
อาทรขมวดคิ้ว งุนงงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
ตึก ตึก
“เห็นแบบนี้แต่ข้าเป็หมอประจำกองร้อยเชียวนะ”
ประดิษฐ์ตบอกตัวเอง ก่อนพูดเสริมความมั่นใจ
“หมอทหารเด็ก?”
“อ๋อ ได้ ๆ ”
ลุงเสื้อเขียวชะงักครู่หนึ่ง แต่ก็ยอมยื่นมือขวาให้เด็กหนุ่ม
“…เกือบลืมไปว่านี่ในความฝัน ลองหน่อยเผื่อมีอะไรน่าตื่นเต้น”
“กำลังสำรอง อายุสามสิบ ชื่ออาทร กองร้อย ๕๒๒ คลื่นิญญาถูกต้อง ติดสถานะผู้ป่วยจิตเวชประเภทที่ ๑ …ก็ปกติดีนี่”
ประดิษฐ์กำลังอ่านข้อมูลจากคลื่นิญญา โดยคีบจับข้อมือลุงอาทรแล้วหลับตาทำมีสมาธิ ทว่าครู่ต่อมากลับขมวดคิ้วแน่น
“ปกติ!?”
อาทรได้ยินแล้วหนวดและคิ้วกระตุกเล็กน้อย
“เดี๋ยวนะ !! มีกระแสชีพจริญญา …แต่ไม่มีเส้นิญญา?!”
อยู่ ๆ เสียงเด็กหนุ่มก็ดังกระชั้นขึ้นด้วยความแปลกใจ ใบหน้ายู่ยี่เปลี่ยนอารมณ์ไปมา เดี๋ยวใเดี๋ยวเคร่งเครียด ก่อนจะลืมตาขึ้นแล้วพูดอย่างเถรตรง
“ควายนั่นเป็อสูรมีเนื้อหนังใคร ๆ ก็มองเห็น และวิญญาญยุทธภัณฑ์ก็มิได้ซ่อนตัว หากแต่พี่ป่วยโรคเส้นิญญาพิการ! จึ่งมองไม่เห็นพวกภูตผี …ศึกนี้พี่ต้องตายเป็แน่!”
“เอ็งก็ปากไม่เป็มงคล พูดมาเสียยืดยาว สรุปมีทางแก้รือไม่?”
อาทรเริ่มรำคาญใจ ไม่รู้เพราะตัวภาษาที่ฟังดูหยาบคายโดยธรรมชาติ หรือตัวคนพูดที่มันเถรตรงจนคนฟังไม่สบอารมณ์
ตุบ ตุบ ตุบ
“เื่นี้ไว้ใจข้า หมอผีมือหนึ่งกองร้อย ๕๒๒”
เ้าประดิษฐ์ตบอกพูดอย่างหนักแน่น เื่รักษาคนเขาเต็มที่เสมอ
“มันเป็หมอผี! หมอผีประจำกองร้อย! ห่าเอ้ย…ไอ้เราก็นึกว่าหมอทหารจริง ๆ แต่ยังดีที่ไม่ใช่หมอดู”
อาทรคิดไปอมยิ้มไป
“โรคเส้นิญญาพิการ เมื่อกาลก่อนมีให้เห็นอยู่ร่ำไป แต่มันผ่านมาสองพันกว่าปีแล้ว…”
เด็กหนุ่มเริ่มอธิบาย
“…ทางแก้บัดนี้หามีไม่ แต่ทางเลี่ยงไซร้ยังพอมี ต้องฝึกสายนักยุทธไม่ก็นักเวท อย่าหาไปสายนักอาคม หากข้าเป็พี่จักเลือกนักยุทธเป็หลัก เพราะอาจมีตำรารักษาปรากฏบ้าง สายอื่นมีแต่ปรับปรุงเส้นิญญา มิได้ช่วยสร้างจากศูนย์”
“อ๋อ ต้องหาวรยุทธ์มาสร้างเอาเอง ว่าแต่ศัตรูของเรามีสามสายด้วยไหม?”
คุณลุงสงสัยใคร่รู้
“มีสองสาย พวกิญญากับพวกสัตว์ร้าย แต่ละสายมีสาม่ชั้นวิวัฒน์”
เ้าผมจุกเริ่มอธิบาย
“พวกิญญาเริ่มที่ผี เก่งขึ้นมาหน่อยก็ชั้นภูต ชั้นสุดท้ายคือมาร ส่วนพวกสัตว์จักเริ่มที่ชั้นเดรัจฉาน วิวัฒน์เป็ชั้นอสูร และสุดที่ชั้นปีศาจ ควายที่พี่เจอเป็ชั้นอสูรระดับสูง เรา ๆ ทำอะไรมิได้ ส่วนคืนนี้คือชั้นนผีระดับต่ำสุด เราช่วยกันก็ฆ่าได้”
“แบบนี้ก็สบายสิ เกาะกลุ่มกันไปฆ่าเป็พอ”
อาทรพอจะเห็นหนทางแล้ว สีหน้าไร้ความกังวล
“ทำเยี่ยงนั้นมิได้ดอก มันยากจักหาหาคำกล่าว ไว้เจอกับตัวจักรู้เอง”
ประดิษฐ์พูดดัก ท่าทางเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมก่อนจะพูดต่อ
“เชื่อข้า ปกป้องตนได้เป็ยอดดี เพลานี้พี่ต้องหาอาวุธคู่กายที่พอใช้ได้ก่อน มีดหมอข้าก็ยังซ่อมบำรุง ต้องหาของใหม่ใช้ต่าง ไปด้วยกันรือไม่?”
“ยังช้าอยู่ใย”
อาทรรีบตอบรับ ท่าทางฮึกเหิม เขาเริ่มจะเบื่อการนั่งรอที่นี่แล้ว
เด็กหนุ่มลุกออกจากโต๊ะกำลังจะเดินนำไปกลางโถง ทว่าลุงเสื้อเขียวกลับนั่งนิ่งมือกุมหัวเกรียน หน้าดำคร่ำเครียดเป็ที่สุด
“พี่ไม่ไปรึ? !!”
ประดิษฐ์หยุดถามไถ่ ก่อนจะชะงักไปครูหนึ่ง
บึก บึก บึก บึก
“กองร้อย ๕๒๒ มิเคยทิ้งใครไว้ข้างหลัง มีเหตุกลุ่มใจอันใดเล่า บอกข้าได้รือไม่?”
เด็กหนุ่มทุบอกพูด เสียงแหลมของเขาฟังดูฉะฉาน ไม่อายสายตาคน
“มีปัญหาจริง ๆ นั่นแหละ”
อาทรตอบพลางเปลี่ยนท่าเป็บีบมือใต้โต๊ะ เสียงแหบสากของเขาเต็มไปด้วยความกังวล
“ข้าเพิ่งคิดได้ว่าพลาดอะไรไป”
เขาก้มหน้ามองแขนขาตัวเอง สองมือดึงขยายชายเสื้อสีเขียว เห็นลายสกรีนยี่ห้อปุ๋ยเต็มครรลองตา จึงพูดในสิ่งที่กำลังคิดด้วยเสียงเรียบนิ่งจริงจัง
“เหมือนข้าขับรถหลับในลงไร่ไถนา ข้าต้องรีบตื่นก่อนรถจะวิ่งลงคลองแล้วจมน้ำทั้งคนทั้งรถ! …พูดไปเอ็งคงไม่เข้าใจ”
เพี๊ยะ!
พูดจบอาทรพลันตบแก้มตัวเองฉาดหนึ่ง
“!! ฉิบหายตายโหง”
เสียงตบมันดังจนโต๊ะรอบข้างสบถใแล้วหันมอง
“! โต๊ะนั้นมีเื่อะไรกันอีก…”
“! มันบ้าหรือกระไร”
“เข้าใจสิ!”
เด็กหนุ่มพุ่งปรี่ไปหยุดมือลุง สีหน้าท่าทางขึงขังจริงจัง สบตาพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมขึ้น
“ข้าพอเปรียบปานอาการได้ คงเหมือนจอมยุทธ์ขี่กระบี่หลับใน เผลอไผลพุ่งลงเหว! แต่รถราหาสิ้นไปครั้นกึ่งพุทธกาลแล้วนี่… หรือว่าพี่เป็มนุษย์โบราณ!”
ประดิษฐ์พูดไปวิเคราะห์ไปจนได้คำตอบที่น่าใ ปากอ้าตาค้างชั่วขณะก่อนจะกลับมาเคร่งเครียด
“คนข้ามเพลามาสองพันห้าร้อยปีเชียวรึ? เช่นนี้จึงป่วยโรคเส้นิญญาพิการ ตาบอดิญญาก็มิแปลก! …มาตรว่าบ้านเมืองวิกฤติหนักอักโข เบื้องบนจึงทำทุกวิถีทาง กระทั่งชิงคนจากอดีต!”
“เอาไงดี… ไอ้เราก็คนดีซะด้วย จะปล่อยทิ้งไว้แบบไม่ได้ มันผิดต่อจริยธรรมในจิตใจ”
ยิ่งคิดคิ้วเด็กหนุ่มก็ยิ่งขมวดมุ่น
ผ่านไปครูหนึ่ง เด็กหนุ่มจึงตัดสินใจพูดออกไปด้วยความเป็ห่วง
“ใช้ชีวิตที่นี่จักลำบากมากโข ให้ข้าช่วยส่งพี่กลับไป”
ผัวะ!
พูดจบประดิษฐ์ก็เกร็งมือตบเข้าหัวลุงอาทรเต็มแรง
“!! โต๊ะนั้นมีเื่อีกแล้ว?…”
“! ตีกันเอง?…”
ผู้คนโดยรอบส่งเสียงซุบซิบดังระงมกว่าทุกครั้ง บ้างชะเง้อมอง บ้างยืนขึ้น ฝูงชนหนาตาเริ่มเดินมามุงดู
“…พวกมันบ้ารึเปล่าไอ้ชาย!”
“ดี! ตีแรง ๆ เอาให้ตื่น!”
อาทรกล่าวชื่นชมประดิษฐ์ด้วยเสียงฉะฉาน สีหน้าท่าทางเขาดูจริงจัง ก่อนจะทำร้ายตัวเองอีกครั้งโดยมีเด็กหนุ่มร่วมด้วย
เพี๊ยะ ผัวะ เพี๊ยะ ผัวะ
“บัดซบ! ตื่นสิวะ!”
อาทรบ่นอุบเพราะไม่ได้ผล หัวเกรียนและใบหน้าเริ่มออกสีแล้ว แต่เขายังคงไม่ตื่น
เพี๊ยะ ผัวะ เพี๊ยะ ผัวะ เพี๊ยะ ผัวะ
เขาและเด็กหนุ่มลงมือหนักหน่วงและรุ่นแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนมีเืซิบที่มุมปากและหนังหัวมีรอยมือ
เพี๊ยะ ผัวะ เพี๊ยะ ผัวะ เพี๊ยะ ผัวะ
ฝูงชนเริ่มเดินมารุมล้อมดูคนตีกัน
“เ้านั่นดูเหมือนคนบ้า…”
“พวกมันสติไม่ดี?…”
“เราต้องช่วยแล้วไหม?”
“หยุดเถิดประดิษฐ์”
อาทรกลัวเหตุการณ์จะวุ่นวายเกินไป จึงหยุดการกระทำและยกมือห้ามเ้าประดิษฐ์ พลางยกมือเช็ดเืกบปาก
“มันไม่ได้ผล การทำร้ายตัวเองไม่ได้ช่วยให้ตื่นขึ้น หรือความตายจะเป็ทางออก… ต้องรีบแล้ว ยิ่งเสียเวลาอยู่ที่นี่นานเท่าไร ฉันก็ยิ่งอันตรายในชีวิตจริง!”
ลุงอาทรคิดได้จึงลุกขึ้นพรวด
“ร่างกายไม่ไหว ต้องอาศัยหยูกยา”
ประดิษฐ์พูดดักด้วยความเคร่งเครียดทั้งสีหน้าและน้ำเสียง ก่อนจะหันกลับไปหยิบเครื่องดื่มมายื่นให้ลุง
“นี่น้ำสมุนไพรช่วยรักษาได้ ดื่มแล้วมาตีกันต่อ!”
“พอแล้วประดิษฐ์ เหมือนความเ็ปไม่ได้ช่วยให้ตื่นขึ้น ข้าสงสัยว่าถ้าฆ่าตายที่นี่…”
อาทรยกมือปรามพลางกล่าวด้วยสีหน้าท่าทางขึงขังจริงจัง
“ทำเยี่ยงนั้นมิได้ดอก ทั้งค่ายนี้มีระบบปกปักษ์รักษาชีวิต ตราบใดที่ยังอยู่ที่นี่พี่จะไม่ตาย ไม่ว่าฆ่าตัวตายหรือถูกคนอื่นฆ่า ทุกคนจะเจ็บหนักสุดก็แค่ระดับอุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ เว้นแต่พี่จะตายไม่เหลือซากด้วยภูตผีปีศาจระดับสูงที่เป็ศัตรูของมนุษย์”
เด็กหนุ่มพูดดับความหวังแต่ยังมอบทางเลือกให้
“อยากตายต้องรอไปตายในสมรภูมิเท่านั้น และถ้ารีบก็ส่งตัวเองไปช่วยรบล่วงหน้าในเขตอื่นได้!”
“เช่นนั้นข้้าขอล่วงหน้าไปสนามรบก่อน ข้ารีบ”
ลุงอาทรตัดสินใจได้อย่างไม่ยากเย็น ยกเลิกการเล่นไปตามน้ำ ตอนนี้เขา้าวิ่งเข้าหาความตายโดยเร็วที่สุด
“มิได้ดอก หากระดับของพี่ยังต่ำกว่าเกณฑ์ ระบบย่อมไม่ส่งตัวไป เว้นแต่จะรอเรียกส่งตัวตามกำหนดการระดมพล”
ประดิษฐ์ห้ามปรามและเริ่มอธิบายเหตุผล
“อย่างน้อยพี่ต้องมีอาวุธที่ใช้ได้ เมื่อนั้นระบบแสงส่งตัวย่อมประเมินให้ระดับสูงขึ้น จึงจักเข้าเงื่อนไขให้ไปรบล่วงหน้าได้”
“เข้าใจแล้ว เช่นนั้นข้าจะไปโรงยุทธภัณฑ์กับเอ็ง”
อึก อึก อึก
อาทรพูดจบก็คว้าน้ำสมุนไพรมาดื่มจนหมดแล้วปาดคราบที่ไหลเลอะติดหนวด อาการาเ็หายเป็ปกติอย่างรวดเร็ว
“ดี!”
เ้าเด็กหน้าแหลมผมจุกตอบสั้น ๆ พร้อมยิ้มแป้นจนมองไม่เห็นตา
“ไป ๆ ไม่มีอะไรแล้ว”
“แยกย้าย ๆ”
เสียงคนมุงคนหนึ่งดังขึ้น ทุกคนจึงกลับไปทำธุระของตนเอง บรรยากาศจึงกลับสู่ความสงบดังเดิม
ลุงอาทรและเ้าประดิษฐ์เดินออกจากเขตมุมโถงมาที่ลานกลาง
จุดนี้ผู้คนหนาแน่นขึ้นมาก ยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งมีคนใหม่เข้ามา เสียงประกาศเรียกกำลังเสริมยังมีอยู่ตลอด แต่นั่นแทบไม่ได้ช่วยให้จำนวนคนในโถงลดลงเลย สังเกตได้จากม้านั่งรอบนอกที่แน่นขนัด แน่นจนบางกลุ่มที่มาด้วยกันต้องยืนคนนั่งคน
สิ่งที่แปลกคือเกือบทุกคนล้วนคุยกับอากาศ บางคนก็ชี้ไม้ชี้มือ แต่จุดร่วมคือเหนือลานกลางโถง ลุงเสื้อเขียวกับเด็กผมจุกก็เช่นกัน
“พวกเขาดูอะไรกัน เอ็งรู้รือไม่?”
อาทรถามพลางชะเง้อหน้ามองเหนือลานโถง
“จอฉายภาพไงเล่า พี่ไม่เห็นรึ?”
เด็กหนุ่มตอบ หน้าตางุนงงก่อนจะตาตั้งเพราะคิดได้
“!! อ๋อ ลืมไปว่าพี่มองไม่เห็น มันบอกระดับและฉายภาพศัตรูที่เขาจักส่งคนไป”
“แล้วระดับมันต่างกันเยี่ยงไร?”
อาทรถาม
“พี่ฟังนะ ระดับพวกนี้น่ะ คิดตามความสามารถของคนหลายคนรวมกัน เช่น ระดับแรก…”
เด็กหนุ่มเริ่มการอธิบาย
ระดับศูนย์ กำหนดด้วยค่าอย่างใดอย่างหนึ่งจาก พลังโจมตี ความเร็ว ความอดทน ปริมาณพลังิญญา ปริมาณลมปราณ ปริมาณพลังเวท เทียบเท่าค่าเฉลี่ยความสามารถของเด็กอายุสิบสองคนหนึ่ง ที่ไม่ได้ฝึกฝนอะไร
ระดับหนึ่ง วัดเหมือนกัน แต่เทียบกับค่าเฉลี่ยหนุ่มสาวธรรมดาอายุยี่สิบ หนึ่งคน
ระดับสอง เท่ากับหนุ่มสาวอายุยี่สิบ สองคน
ระดับสาม เท่ากับหนุ่มสาวอายุยี่สิบ สามคน
ระดับมากขึ้นก็คิดแบบนี้ทบกันไปเรื่อย ๆ เช่น ควายสไลด์ระดับสิบห้า เคลื่อนที่เร็วสี่ร้อยห้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนคนวิ่งเร็วประมาณสามสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ระดับสิบห้านี้คือคิดจากความเร็วของคนสิบคนรวมกัน
แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะวัดกันที่พลังโจมตีเป็หลัก
“แบบนี้ฉันคงอยู่ระดับหนึ่ง”
“เช่นนี้นี่เอง ขอบใจมากเ้าหนูประดิษฐ์”
ลุงอาทรกล่าวขอบคุณหลังจากฟังจบ
ประดิษฐ์ได้ยินก็คิ้วกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ
“ระดับสูงสุดตอนนี้คงเป็อสูรแสงทะลวงจันทร์นี่ล่ะ”
“นั่นก็ภาพฉายเหตุการณ์จริง ทหารระดับสูงรบรับกับอสูรตนนั้น”
เด็กหนุ่มพูดต่อพลางชี้ไปยังอากาศว่าง ๆ เหนือลานกลางโถงเหมือนคนอื่น
“ส่วนตรงนั้นกำลังฉายภาพเมื่อครึ่งชั่วยามก่อน เสียระดับพระนายไปหลายคน”
ประดิษฐ์ชี้ไปทางนั้นทีทางนี้ทีพลางพูดไปด้วย
“มีพระนายลมโชยด้วยรือไม่”
อาทรถาม เขานึกถึงชายผมแดงก่อนหน้า
“ใช่… ไฉนพี่มองเห็นได้!? นี่มันวิทยาการิญญานะ!”
เด็กหนุ่มแปลกใจ
“ข้ามิได้เห็นในจอ เห็นกับตาต่างหากเล่า”
อาทรตอบ
[“เตรียมเคลื่อนย้ายไปยัง… โรงยุทธภัณฑ์ ๑”]
อยู่ ๆ เสียงประกาศที่ทั้งคู่รอคอยก็ดังขึ้น
“ไปกัน” “ไป”
อาทรกับประดิษฐ์เหมือนหลานลุงเดินเข้าไปในปะปนฝูงชนกลางลานโถง ก่อนลำแสงจะยิงสาดลงมา
วูม วูม วูมมมม
วื้ง วื้ง วื้ง วื้ง วื้ง วื้ง วื้ง
ในเสี้ยววินาทีก่อนจะถูกลำแสงส่งตัว ลุงอาทรบังเอิญเหลือบไปเห็นผู้มาใหม่สองสามคน พวกเขากำลังเดินออกมาจากอุโมงค์สามเหลี่ยม
คนหนึ่งสวมชุดลำลองปกติ คนหนึ่งสวมชุดพนักงานออฟฟิศ ทั้งคู่มีคนสวมชุกทหารโค้ทดำเดินประกบมาด้วย ภาพไม่ต่างจากลุงอาทรกับน้ำตก
“ผู้ร่วมชะตากรรม? ขอให้ตื่นไว ๆ ละกัน”