หลี่เป่า น้องสาวคนเล็ก
บทที่ 38 ตอบโต้
วันรุ่งขึ้นหลี่ชุนลุกขึ้นมาช่วยเช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ภรรยาเหมือนอย่างทุกวันและเอ่ยขึ้นว่า
"วันนี้ข้าต้องออกไปทำงานก่อนนะ แล้วจะรีบกลับมา"
เขาเอ่ยเช่นนี้ทุกเช้าเพื่อไปดูแลการค้าที่เขาสร้างขึ้นมา และจะกลับมาในตอนค่ำ เพราะคิดว่าการที่เขากลับบ้านช้าในทุกวันจะช่วยกระตุ้นให้ภรรยาลุกขึ้นจากเตียงมาวิ่งไล่ตีเขาเหมือนก่อนหน้านี้ได้
แม้จะผ่านมาเป็นสิบปีแต่เขาไม่คิดที่จะหยุดทำเช่นนี้ เพียงเพราะหวังว่าคนรักของเขาจะฟื้นคืนและเขาจะได้อยู่เคียงคู่กับภรรยาตลอดไป ถึงจะผ่านไปอีกนานสักแค่ไหนเขาจะยังคงทำทุกอย่างให้กับภรรยาด้วยความรักเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
หลังหลี่เอ้อได้เจอกับครอบครัว เขาได้พาภรรยามาแนะนำให้ทุกคนรู้จัก ซูซินผู้เป็นภรรยารู้สึกประหม่าและกังวลเป็นอย่างมาก แต่เมื่อได้พบครอบครัวของสามี นอกจากทุกคนจะต้อนรับนางเป็นอย่างดีแล้ว พวกเขายังน่ารักและเป็นกันเอง ทำให้นางรู้สึกสบายใจขึ้น
"ท่านอา ในนี้คือน้องสาวใช่หรือไม่เจ้าคะ"
หลี่เยว่ซินเอ่ยถามขึ้นด้วยความรู้สึกคาดหวัง แต่หลี่เยว่เล่อผู้เป็นน้องชายกลับเอ่ยขึ้นว่า
"ต้องเป็นน้องชายแน่ๆ พอโตมาเขาจะได้มาเล่นกับข้า"
"ไม่ว่าจะเป็นน้องสาวหรือน้องชายพวกเจ้าก็เล่นกับน้องได้เหมือนกัน จริงหรือไม่?"
เด็กน้อยทั้งสองที่กำลังถกเถียงกัน เมื่อได้ฟังคำพูดที่เป่าเปาเอ่ยก็รู้สึกว่ามันมีเหตุมีผลจึงพยักหน้าเห็นด้วย หลังจากเล่นอยู่กับซูซินพักหนึ่งพวกเขาก็ออกไปวิ่งเล่นที่สวนแทน
ทางด้านหลี่ชุนที่ออกจากบ้านเขามุ่งหน้าตรงไปที่หอดนตรีที่ตัวเองดูแลอยู่ทันทีโดยไม่ได้แวะที่ไหน
เมื่อประมาณห้าปีที่แล้ว บุตรสาวคนเล็กที่เห็นเขาซึมเศร้าอยู่กับบ้าน จึงเสนอให้เขาทำการค้าโดยนางจะเป็นผู้ออกทุนให้ ตอนแรกหลี่ชุนผู้เป็นพ่อปฏิเสธ เขาอยากใช้เวลาทั้งหมดที่มีดูแลภรรยาอยู่กับบ้าน แต่ก็เป็นคำพูดของเป่าเปาที่เอ่ยขึ้นว่า
'หากท่านพ่อไปทำการค้า ท่านแม่อาจจะคิดว่าท่านหนีไปเที่ยว แล้วลุกขึ้นมาจัดการกับท่านก็ได้นะเจ้าคะ'
หลี่ชุนผู้เป็นพ่อที่ได้ยินถึงกับตาลุกวาว เห็นด้วยกับความคิดของบุตรสาว เขาจะพยายามทำตัวให้ภรรยาหึงหวงจนต้องลุกจากเตียงมาจัดการ ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจเปิดหอดนตรี ช่วยหาข่าวสนับสนุนโรงน้ำชาของเป่าเปา โดยมีหลี่ซานลูกชายคนที่สามผู้ช่ำชองและเชี่ยวชาญด้านบริหารจัดการเป็นผู้ช่วย จนหอดนตรีเป็นที่รู้จักและโด่งดังไปทั่วเมืองทังโจวและเมืองข้างเคียง
หลี่ชุนที่เคยซึมเศร้าดูมีชีวิตชีวามากขึ้น ไม่ใช่เพราะเขาได้ออกไปทำงาน แต่เพราะเขามีความหวัง หวังว่าเมื่อเขาทำแบบนี้แล้วภรรยาจะมีโอกาสฟื้นขึ้นมาพบเขามากขึ้นกว่าเดิม
---------
ณ บ้านตระกูลจิ้น
สิบปีผ่านไปแต่ตระกูลจิ้นยังคงมีจำนวนสมาชิกในบ้านเท่าเดิม จนฮูหยินใหญ่และฮูหยินผู้เฒ่านั่งไม่ติด
"หลานรัก เจ้าไม่คิดจะแต่งงานให้ย่าตายตาหลับเสียหน่อยหรือ?"
"ท่านย่าแข็งแรงขนาดนี้จะตายได้อย่างไรขอรับ อีกสิบยี่สิบปีค่อยแต่งก็ยังได้"
"คุณหนูตระกูลหวงก็ไม่เลว ทั้งหน้าตางดงามและกิริยามารยาทเรียบร้อย ถือได้ว่าเป็นหญิงงามที่หาได้ยากคนหนึ่ง"
"นางดูบอบบางเกินไป ข้าคงดูแลนางไม่ไหวหรอกขอรับ"
"เช่นนั้นคุณหนูตระกูลเหอดูเป็นคนเข้มแข็ง เก่งทั้งขี่ม้ายิงธนู เจ้าคงดูแลไหวแน่นอน"
"ท่านย่า ท่านก็รู้ว่าตระกูลของเรายึดมั่นในรักเดียว หากข้าไม่ได้แต่งกับคนที่รักจริงๆ ท่านย่าจะไม่สงสารหลานคนนี้หรือขอรับ"
"สตรีดีๆ ในเมืองหลวงมีตั้งมากมาย เหตุใดเจ้าถึงไม่ถูกใจเสียที หรือว่าเจ้ากำลังรอใครอยู่ ฮึ?"
จิ้นอันยิ้มน้อยๆ แต่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา เขาเองก็ตอบไม่ได้ว่าตัวเองกำลังรออะไร แต่เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังรอใครบางคนอยู่จริงๆ
ฮูหยินผู้เฒ่าได้แต่ถอนหายใจออกมา นางและลูกสะใภ้พยายามโน้มน้าวให้หลานชายคนนี้แต่งงาน แต่เขาไม่เคยตอบรับหรือสนใจสตรีคนไหนที่พวกนางแนะนำให้รู้จักเลยแม้แต่คนเดียวซ้ำยังหาทางหลีกเลี่ยง หรือเขาไม่ชอบสตรีกันนะ
"หลานรัก ไม่ว่าหลานเป็นอะไร ย่าพร้อมอยู่ข้างหลานเสมอนะ"
"ขอรับ"
จิ้นอันตอบรับด้วยความงุนงง ก่อนจะขอตัวออกไปทำงาน ตอนนี้เขาเป็นขุนนางระดับเจ็ดทำงานอยู่ในห้องฎีกา ซึ่งมีเฟยหลงเป็นเพื่อนร่วมงาน
"เฟยหลง เหตุใดเจ้าถึงยังไม่แต่งงาน?"
เฟยหลงมองหน้าสหายทีหนึ่งแต่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด จิ้นอันเองก็ไม่ได้หวังว่าเขาจะตอบคำถาม ตลอดสิบปีที่ผ่านมาทั้งคู่เรียนมาด้วยกัน แล้วยังได้มาทำงานที่เดียวกัน เรียกได้ว่าเฟยหลงคือสหายสนิทที่สุดของเขา ทำให้เขารู้จักนิสัยใจคอของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี
งานในส่วนนี้มีหน้าที่ให้ทำมากมาย เพราะแต่ละวันจะมีฎีกามาไม่ต่ำกว่าร้อยฉบับ หน้าที่ของพวกเขาคือคัดกรองฎีกาที่ไม่มีสาระออกไป เหลือไว้เพียงฎีกาที่มีสาระเท่านั้น หลังจากนั้นจะมีขันทีคนสนิทของฮ่องเต้พิจารณาฎีกาที่ควรนำขึ้นเสนอฮ่องเต้ เพื่อนำเรื่องเข้าในที่ประชุมอีกครั้ง
ซึ่งตำแหน่งในส่วนนี้จะว่าเป็นตำแหน่งที่สำคัญมากตำแหน่งหนึ่งเลยก็ว่าได้ ปกติแล้วฮ่องเต้จะเป็นคนเลือกคนเข้ามาทำงานในส่วนนี้ด้วยตัวเอง และสองคนนี้เป็นผู้โชคดีที่ถูกเลือกเข้ามาพร้อมกันในตอนที่เป็นขุนนางอยู่ที่ส่วนงานอื่น
ขณะเฟยหลงกำลังตรวจสอบฎีกาจากที่ต่างๆ ก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อเห็นฎีกาฉบับหนึ่งในมือ
"เจ้าดูนี่"
เฟยหลงยื่นฎีกาฉบับนั้นให้สหายของเขาดู เมื่อจิ้นอันได้เห็นเช่นนั้นก็มีสีหน้าไม่ต่างกัน เพราะมันเป็นฎีการ้องเรียนความผิดของขุนนางผู้หนึ่งในกองคลัง โดยมีหลักฐานแนบมาพร้อมเสร็จสรรพ
ที่พวกเขาแปลกใจไม่ใช่หลักฐานที่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นลายมือบนเอกสารฉบับนี้
"เหตุใดข้าถึงคุ้นตาลายมือของฎีกาฉบับนี้"
เฟยหลงพยักหน้ารับ ที่เขาเรียกสหายมาดูก็เพราะคุ้นตากับลายมือบนฎีกา แต่คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก ฝ่ายจิ้นอันเองก็คิดไม่ออกเช่นกัน ดังนั้นแม้ทั้งสองจะรู้สึกว่ายังมีบางอย่างติดอยู่ในใจแต่ก็ส่งฎีกาฉบับนี้ขึ้นไปให้กงกงพิจารณาอีกครั้ง
กงกงผู้รับฎีกาต่อ ตัดสินใจนำฎีการ้องเรียนเรื่องยักยอกเงินหลวงขึ้นถวายฮ่องเต้ เพราะเรื่องสำคัญเช่นนี้หากเขาไม่นำไปถวายแล้วถูกตรวจสอบขึ้นมาจะไม่เป็นผลดีต่อตัวเองแน่นอน
ในท้องพระโรงวันนั้นผู้คนล้วนถกเถียงถึงเรื่องยักยอกทรัพย์ของขุนนางในกองคลัง แต่เพราะหลักฐานที่แน่นหนา เมื่อลงไปตรวจสอบก็ได้พบว่าตรงตามที่ปรากฏในหลักฐานที่ส่งมา ทำให้ขุนนางผู้นั้นโดนปลด ยึดทรัพย์ และเนรเทศไปอยู่ชายแดนทั้งครอบครัว
"ท่านเสนาบดีโปรดช่วยข้าด้วย"
ขุนนางผู้ต้องโทษแอบลอบไปพบกับเสนาบดีไป๋เพื่อขอให้ผู้เป็นนายช่วยเหลือ แต่อีกฝ่ายตอบกลับอย่างไม่สนใจไยดีว่า
"กลับไปซะ ทำอะไรไม่คิด แม้เทวดาก็ช่วยเหลือเจ้าไม่ได้ พวกเจ้าพาคนพวกนี้ออกไป!!"
"ท่านเสนาบดี..."
เสนาบดีไป๋ไม่ได้สนใจเสียงบุรุษที่ถูกลากออกไป เขาสนใจเรื่องคนที่ร้องเรียนบุรุษผู้นี้มากกว่า เหตุใดคนผู้นั้นถึงมีหลักฐานมัดแน่นขนาดนี้ หากเป็นคนใกล้ตัวที่รู้สึกอิจฉาแล้วนำมาเปิดเผยก็แล้วไป แต่หากเป็นคนที่มีจุดประสงค์อื่นล่ะ
ดังนั้นเขาจึงสั่งคนไปตรวจสอบเรื่องนี้ แต่ก็ไม่พบหลักฐานบ่งชี้ไปที่ใคร อย่างไรก็ตามเสนาบดีไป๋รู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ แม้จะหาที่มาของคนร้องเรียนไม่พบ เขาก็ยังสั่งให้คนพยายามสืบหาต่อไป
...และนี่แหละคือจุดเริ่มต้นเล็กๆ ในการตอบโต้ผู้ที่ทำลายครอบครัว และทำร้ายคนที่พวกเขารักของบรรดาพี่น้องครอบครัวตระกูลหลี่