
ปรีดิ์รติออกมารับแขกซึ่งทยอยกันมาถึงในชั่วโมงสุดท้ายก่อนงานเริ่มด้านหน้ามีสาวสวยต้อนรับอยู่ที่โต๊ะลงทะเบียน มีบรรดาช่างภาพจากนิตยสารหนังสือพิมพ์หลายสำนักยืนจับกลุ่มเพื่อเก็บภาพและข่าวไปลง...แขกที่มาถึงชุดแรกๆเป็สาวสังคมจ๋าอย่างคุณหญิงคุณนาย ที่เวลามีงานในแวดวงไฮโซที่ไหนพวกเขาเ่าั้มักปรากฏตัวทุกงาน แล้วส่วนใหญ่ แขกผู้ใหญ่เหล่านี้ก็สนิทชิดเชื้อกับครอบครัวของผู้จัดงานเป็อย่างดี
บรรดาแขกผู้ใหญ่ที่มาในงานต่างแข่งขันกันแต่งตัวมาประชันโฉมด้วยเสื้อผ้าราคาแพง มีเครื่องประดับเพชรพลอยสนนราคาสูงวับวาวอยู่รอบลำคอ ติ่งหูไม่ก็บนนิ้วและข้อมือ...แต่นั่นก็ยังไม่เท่ากับการที่พวกคนเ่าั้ ต่างพาลูกสาวลูกชายไม่ก็หลานๆในวงศาคณาญาติที่เริ่มจะโตพอออกงานได้แล้วชักชวนกันมาเปิดตัวในงานประเภทนี้
หนึ่งก็เพื่ออวดเบ่งฐานะ บารมีสองก็เพื่อเป็การทอดไมตรีต่อกันเผื่อจับจองเป็ทองผืนเดียวกันในวันข้างหน้าล้วนแต่มีผลดีเกินคุ้ม
ปรีดิ์รติเคยออกงานกับครอบครัวั้แ่อยู่ชั้นมัธยมด้วยซ้ำดังนั้นจึงเคยชิน เมื่อพบว่าผู้ใหญ่ที่หอบเอาบรรดาศักดิ์แบกไว้บนบ่าหลายรายมีจุดประสงค์จะพาบุตรชายมาแนะนำตัวกับหล่อนในงานนี้
แม้จะเคยชินแต่ความรู้สึกส่วนลึกของหญิงสาวนั้นรู้สึกเบื่อเต็มที ถ้างานในคืนนี้หล่อนไม่ได้เป็เ้าภาพ ไม่ได้หวังผลในเื่ของสินค้าไม่ได้มองเื่ธุรกิจที่ทำล่ะก็...รับรองได้ว่าหล่อนจะยืนหลบฉากอยู่มุมใดมุมหนึ่งไม่ออกมายืนปั้นยิ้มเสนอหน้าอยู่ตรงทางเข้างานแน่นอน
เสียงคุณหญิงท่านหนึ่งซึ่งเพียรจีบหล่อนไว้ให้ลูกชาย เจื้อยแจ้วมาก่อนที่ตัวจะก้าวมาถึงด้วยซ้ำ “สวัสดีจ้ะหนูปูจ๋า...คืนนี้หนูแต่งตัวได้หวานและเปรี้ยวในคนเดียวกันเลยนะจ๊ะ”
ปรีดิ์รติยกมือสวัสดีคุณหญิงผู้นั้นอย่างนอบน้อม“สวัสดีค่ะ ขอบพระคุณมากนะคะที่คุณหญิงกรุณามาเป็เกียรติในงานนี้ด้วยตัวเอง”
หล่อนยิ้มหวานให้คู่สนทนาก็จริงแต่ก็ปล่อยให้ยิ้มนั้นค่อยๆจางลงเมื่อไล่สายตาไปหยุดยังบุตรชายของคุณหญิงผู้นั้นซึ่งบัดนี้กำลังฉีกยิ้มกว้างมาทางหล่อน
เสียงของคุณหญิงดังขึ้นคั่นความคิดหล่อน“ฉันต้องมางานของหนูปูจ๋าอยู่แล้ว...เพราะว่าครอบครัวของเราต่างก็สนิทกันมาั้แ่หนูยังตัวเล็กๆนี่เป็ธุรกิจใหญ่ชิ้นแรกที่หนูเป็เ้าของเอง ฉันก็ต้องให้การสนับสนุนหนูเต็มที่เพราะยังไงหนูก็เป็เหมือนลูกเหมือนหลานของฉัน...เรามันก็เหมือนคนในครอบครัวเดียวกันนี่จ๊ะ”
ฟังแล้วก็เลี่ยนดีแท้...หล่อนได้แต่คิดทั้งที่ในใจนั้นกระอักกระอ่วนกับคำหวานที่ฉาบความหวังบางสิ่งของสตรีสูงวัยตรงหน้าเอาไว้
“ถ้าคุณพ่อคุณแม่ได้ยินท่านคงจะปลื้มไม่น้อยนะคะที่ได้รับเกียรติให้เป็เหมือนคนในครอบครัวเดียวกันกับคุณหญิง”
หล่อนแกล้งตอบประชดประชันไปอย่างนั้นทั้งที่น้ำเสียบราบเรียบ...ก็จะให้หล่อนปรี๊ดแตกได้อย่างไรในเมื่อคืนนี้มันเป็งานแฟชั่นของธุรกิจหล่อนเอง ครั้นเหลือบตามองไปยังบุตรชายของคุณหญิงซึ่งยืนขนาบข้าง ทำหน้าตาปั้นจิ้มปั้นเจ๋อ เห็นแล้วอยากวิ่งหนีไปให้ไกลๆ
ผู้ชายหน้าตาอย่างนี้น่ะหรือ...ได้แค่สองเต็มสิบคะแนนเท่านั้นล่ะเพราะมีดีแค่ความเป็ลูกคนใหญ่คนโตครอบครัวมีพร้อมบริบูรณ์ที่จะปูทางให้ดำเนินตามรอยในธุรกิจแค่นั้นที่เหลือล้วนเป็ข้อเสียในสายตาหล่อนทั้งนั้น ทั้งอ้วนตุ๊ต๊ะ หุ่นเป็โอ่งัน้ำหนักตัวมากกว่าหล่อนเกือบสามเท่า หล่อนหนักแค่ห้าสิบแต่นายอ้วนกะละมังนี่เดาได้ว่าคงเกินหนึ่งร้อยกิโลขึ้นไป...เมื่อน้ำหนักตัวไม่ผ่านหล่อนไม่ต้องประเมินส่วนอื่นให้เปลืองสมอง คิดถึงตอนต้อง ‘นอนคุยกัน’หล่อนเผลอทำปากร้อง ‘ยี้’ เบาๆ
“ตายแล้ว...ทำไมยืนเงียบอย่างนี้ล่ะอวบอ้วนไม่ทักน้องเขาหน่อยล่ะ ดูสิ...น้องเขายืนม้วน อายเราใหญ่แล้ว”
หา! ฉันนี่นะ ยืนม้วนอายนายนั่น...นึกแล้วก็อยากจะหาอะไรสักอย่างไปครอบปากคุณหญิงเอาไว้จะได้ไม่พูดอะไรออกมาให้ระคายหู
โชคดีเหลือเกินที่พี่ชายคนรองเดินมาขัดจังหวะได้ทันพอดิบพอดีไม่รอช้าหล่อนจึงรีบขยิบตาให้พี่เป็การส่งสัญญาณว่าช่วยด้วย...ช่วยพาคุณหญิงกับลูกชายจอมอ้วนเข้าไปข้างในงานก่อนที่จะทำให้อารมณ์หล่อนถึงขีดสุด ปรอทแตกโวยวายจนเสียงาน
“ป๋าเป็ดมาพอดีค่ะคุณหญิง...ถ้ายังไงคุยกับป๋าเป็ดก่อนนะคะพอดีปูจ๋าจะขอตัวไปดูแลความเรียบร้อยด้านหลังอีกสักหน่อย”
หล่อนพูดรัวเร็วไม่ปล่อยให้คู่สนทนาตั้งตัว ผายมือเชิญแขกคุณหญิงกับลูกชายเข้าไปด้านในส่วนตัวเองก็รีบหลบฉากทันควัน
คุณหญิงรู้ตัวเหมือนกัน จึงแอบส่งค้อนวงเล็กๆให้...ทักทายกับปริญญาโทพอเป็พิธีแล้วก็ดึงมือบุตรชายร่างอ้วนหายเข้าไปในงาน
ปรีดิ์รติแอบไปยืนซุ่มมองในมุมที่ลับตาเมื่อเห็นคุณหญิงกับลูกไม่อยู่ตรงจุดต้อนรับแขกแล้วจึงเดินกลับมายังด้านหน้าอีกครั้ง
เป็ไปตามคาด...นอกจากปริญญาโทส่งสายตาตำหนิยังพูดตักเตือนอย่างเอ็นดูเช่นเคย “ทำไมถึงต้องชิ่งนายอวบอ้วนนั่นด้วยคุณหญิงท่านก็อุตส่าห์มาเป็แขกตามคำเชิญของพ่อกับแม่เราแค่อยู่คุยต้อนรับนิดๆหน่อยๆเอง ปูจ๋าทำแบบนี้ ดีไม่ดีเกิดคุณหญิงไม่พอใจขึ้นมาจะได้ต่อว่าถึงพ่อกับแม่เอานะ ทีนี้ล่ะเสียถึงผู้หลักผู้ใหญ่”
ผู้เป็น้องขึงตาใส่ขบเม้มปากอย่างแง่งอน “ปูจ๋าไม่ชอบนายนั่น ป๋าเป็ดก็รู้...อ้วนก็อ้วน หน้าตาก็ยิ่งกว่าตือโป๊ยไก่ใครจะไปรักไปชอบลงคอ คุณหญิงก็ช่างพามายัดเยียดอยู่ได้”
พี่ชายจุปากขยิบตาและส่ายหัวไปพร้อมกัน “ปูจ๋าพูดไม่เพราะเลยนะ ไม่ชอบก็คือไม่ชอบสิใครจะบังคับเราได้ ที่ผ่านมา พี่ก็ไม่เห็นว่าใครจะปราบเราอยู่สักคน”
ก่อนที่จะเถียงกันยืดเยื้อ...หล่อนจึงตัดบทถามถึงบุพการี“แล้วนี่คุณพ่อกับคุณแม่จะมาหรือเปล่าคะป๋าเป็ด”
พี่ชายคนรองมองนาฬิกาข้อมือพลางเหลียวมองโดยรอบ “เมื่อครู่คุณแม่โทร.บอกพี่ว่าจวนจะมาถึงแล้วนะพี่ก็นึกว่าเข้ามาแล้วซะอีก...นั่นไง เดินมาแล้ว”
ชายหนุ่มชี้มือไปยังจุดที่พ่อกับแม่กำลังก้าวลงจากตอนหลังของรถเบนซ์สีดำรุ่นล่าสุดหล่อนจึงหันไปยิ้มกว้างเพราะคิดว่ามีเื่ราวที่อยากจะอวดโอ่ถึงงานในคืนนี้ให้พวกท่านฟังแต่เมื่อสังเกตผ่านความมืดภายในรถยนต์คันหรู กระจกรถซึ่งลดลงมาเกินกว่าครึ่งมองเห็นเงาคนขับไม่ถนัดนัก แต่หล่อนมั่นใจว่าไม่ใช่ลุงจืด คนขับรถประจำตัวบิดาแน่
ทำไมถึงรู้สึกว่าคนๆนั้นมันช่างคล้ายกับ ‘ผู้ชายต้องสงสัย’ คนนั้นกำลังจะสาวเท้าเพื่อเดินไปดูใกล้ๆ แต่กระจกรถก็เลื่อนขึ้นปิดจนมิดขณะเคลื่อนออกไปยังลานจอดรถเสียแล้ว
........................................................