[จบ]Psychokinesis พลังจิตเหนือเทพยุทธ์

    52 การต่อสู้เลื่อนระดับ

    “เฮ่ย นี่มันบ้าอะไรกัน” ตงฟางเบิกตากว้างกับภาพที่เขาเห็น สนามประลองที่พึ่งเดินเข้ามาเป็นสนามประลองตั้งอยู่เขตศิษย์สายนอก พวกเขาจึงไม่เคยเข้ามาใช้งานมาก่อน แต่เมื่อมาถึงทุกคนล้วนมองจ้องไปรอบๆเพราะตอนนี้มีศิษย์มากกว่าตอนสมัครเข้าสถาบันหลายเท่าตัว


    มองไปทางซ้ายบนอัฒจันทร์ถูกสร้างมาจากหินขนาดใหญ่เต็มไปด้วยศิษย์ทั่วไปมากกว่าสามหมื่นคน มองไปทางขวาเป็นโซนของศิษย์สายนอก พวกเขามีราวหมื่นกว่า แล้วด้านหน้าของตรงฟางขั้นกลางด้วยสนามประลองเป็นที่นั่งของศิษย์สายในและศิษย์สายตรงรวมไปถึงเหล่าอาจารย์ แม้จะยังมีคนมาไม่ครบ กลับทำให้พื้นที่แห่งนี้มีคนเยอะกว่าที่เคยเห็น


    “ลู่จิว แกเห็นสิ่งที่ใช้แบ่งแยกระดับศิษย์ไหม”


    “เห็นสิ”


    “ลูกพี่ น่าจะเป็นเข็มขัดนะ” ในระหว่างเดินทางไปนั่งยังโซนของศิษย์ทั่วไป ตงฟางถามคนของเขาเกี่ยวกับสิ่งที่ใช้แบ่งแยกความเป็นศิษย์ โดยสิ่งนั้นอยู่ที่เอวของพวกเขาทุกๆคน


    ศิษย์สายนอกเขาเห็นไม่กี่คน จึงไม่คิดว่ามันจะเป็นเครื่องบ่งบอกสถานะศิษย์ ตอนนี้การมีศิษย์มากมายมารวมตัวกัน ทำให้เขารู้ว่าเข็มขัดที่พวกเขาไม่มี เป็นการแบ่งแยกระดับศิษย์


    โดยศิษย์ทั่วไปไม่มีเข็มขัดคาดเอว พวกเขาเพียงสวมใส่เสื้อผ้าสีน้ำตาลเข้มเท่านั้น ส่วนศิษย์สายนอกจะสวมใส่เข็มขัดสีดำ ศิษย์สายในที่ตงฟางมองจ้องพวกเขาจะสวมใส่สีขาว สำหรับศิษย์สายตรงได้รับการฝึกสอนจากอาจารย์ เขาเห็นพวกมันสวมใส่เครื่องแต่งกายที่ต่างออกไปจากศิษย์คนอื่นๆ


    น่าจะเป็นเพราะการที่พวกเขาเป็นศิษย์สายตรงจึงสามารถสวมใส่เสื้อผ้าแบบไหนก็ได้ เสื้อผ้าของศิษย์สายตรงจึงไม่ใช่เครื่องแบบของสถาบัน เพียงแต่ว่าพวกเขาจำเป็นต้องสวมใส่เข็มขัดสีทอง บ่งบอกว่าพวกเขามาจากศิษย์สายตรง


    “เฮ่ ได้ข่าวมาจากศิษย์สายนอกที่ฉันซักเสื้อผ้าให้ พวกเขาบอกว่าการต่อสู้เลื่อนระดับศิษย์จะมีการท้าสู้ระดับศิษย์ทั่วไปและศิษย์สายนอก 1,007 คู่” 


    เสียงพูดคุยขอศิษย์มากมายเริ่มถูกแยกด้วยหูทิพย์ ตงฟางต้องเก็บข่าวให้ได้มากที่สุด จากสถานการณ์ผู้คนในสถาบันมารวมกันมากขนาดนี้


    “เห็นว่ามีศิษย์ใหม่ที่พึ่งเข้ามาได้ 1 เดือน จะประลองเป็นตายกับศิษย์สายนอกด้วยนะ”


    “ฮะ จริงเหรอ”


    “ใช่ น่าจะเป็นคู่ที่สนุกที่สุด แล้วก็มีการต่อสู้ระหว่างศิษย์สายนอกและศิษย์สายใน 17 คู่”


    “น้อยมากๆ”


    “จะไม่ให้น้อยได้ยังไงล่ะ ระดับก่อตั้งวิญญาณจะสู้กับระดับผสานวิญญาณมันคนละเรื่องเลยนะ แม้ระดับก่อตั้งวิญญาณจะส่งพลังออกไปโจมตีนอกร่างกายได้ ระดับผสานวิญญาณกลับเรียกวิญญาณยุทธ์มาใช้งาน ด้วยสิ่งนี้ยังไงระดับก่อตั้งก็แพ้เห็นๆ ดังนั้นการต่อสู้จึงมีเพียงแค่ศิษย์สายนอกที่กลายเป็นระดับผสานวิญญาณต่อสู้กับศิษย์สายใน”


    ตึง~!


    เสียงกลองดังกระหึ่มไปทั่วสนามประลองเขตศิษย์นอก ทำให้ตงฟางยกมือปิดหูเพราะการตีกลองกระทบหูทิพย์ของเขาไม่น้อย


    ตึง ตึง ตึง ตึง~!


    “ใกล้แล้ว ใกล้จะเริ่มแล้ว”


    สายตาของศิษย์มากมายล้วนจับจ้องไปยังตำแหน่งอาจารย์ผู้เข้ามาดูการแข่งขัน ถึงอย่างนั้นเหล่าอาจารย์กลับปรากฎเพียงแค่ 2 คนเท่านั้นจากหลักร้อย ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติมากๆ หากการต่อสู้เริ่มต้นแล้วศิษย์ในการอบรมของเหล่าอาจารย์ไม่ได้รับการท้าทาย พวกเขาจะไม่ปรากฎตัวออกจากห้องทำงาน  เหล่าศิษย์สายตรงพวกเขาก็มาเพียงแค่หยิบมือเท่านั้น ภายใต้เสียงกลองที่กำลังดังกังวาน แผ่นหยกสีเขียวเข้มก็ได้ลอยลงมาจากบนท้องฟ้าลงไปหยุดนิ่งใจกลางลานประลองพร้อมกับเสียงกลองที่หยุดลง


    วิ๊ง~!


    กลิ่นไอทรงพลังแผ่กระจายออกมาจากแผ่นหยกเข้าปกคลุมทุกอย่างในสนามประลอง ภายใต้สายตาของทุกคนที่จับจ้องแผ่นหยกก็ได้ปลดปล่อยพลังงานสีเขียวเข้มลอยขึ้นเหนือหัวของมันเกิดเป็นวังวนสีเขียวมีผิวสะท้อนไม่ต่างจากผิวน้ำ 


    ศิษย์ที่เข้ามาปีก่อนพวกเขาต่างนั่งนิ่งเพราะรู้ว่ามันคืออะไร ศิษย์ที่เข้ามาใหม่ต่างรู้สึกตื่นเต้นดีใจกับสิ่งที่กำลังเกิดด้วยความไม่รู้มาก่อน ทันใดนั้นแผ่นหยกที่พวกเขาจ้องก็เกิดภาพขุ่นมัวของใครบางคน ด้วยการปรากฎของภาพของคนที่อยู่ในแผ่นหยก ทำให้ศิษย์ปีก่อนลุกยืนโค้งคำนับจนศิษย์ที่เข้ามาใหม่ต้องทำตาม


    “คาราวะผู้นำนิกายเฟยเทียน~!!!” เสียงกล่าวทำความเคารพจากศิษย์จำนวนมากดังขึ้นพร้อมๆกัน ทำให้เกิดเสียงก้องกังวานกระจายไปทั่ว ทันใดนั้นตงฟางกลับอ้าปากกว้าง เพราะการเรียกชื่อคนที่ปรากฎตัวผ่านแผ่นหยกมันไม่ถูกต้อง


    “ฮะ เดี๋ยวก่อนนะ เราเข้าเรียนในสถาบันจะต้องทักทายผู้อำนวยการไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงคาราวะผู้นำนิกาย ลู่จิว แกรู้ข้อมูลนี้ไหม”


    “ไม่”


    “พวกเราก็ไม่รู้เลยลูกพี่” ตงฟางถามทั้ง 4 ที่มาด้วยกัน พวกเขาต่างส่ายหน้า ไม่รู้ว่าพวกเขาทำไมถึงทักทายคนที่ปรากฎแผ่นหยกว่าผู้นำนิกาย แทนที่พวกเขาจะทำความเคารพผู้นำสถาบัน แล้วคำตอบของตงฟางก็เริ่มได้ยินจากเสียงศิษย์ทั่วไปจำนวนมากที่กำลังถามศิษย์สายนอกที่เป็นคนหนุนหลังของพวกมัน


    “อ๋อ เข้าใจแล้ว”


    “แกเข้าใจอะไรตงฟาง”


    “สาเหตุที่ต้องเรียกผู้นำนิกายก็เพราะว่า เมื่อหลายร้อยปีก่อน คำว่าสถาบันยังไม่ถือกำเนิดขึ้นมา จักรวรรดิเทียนหยวนก็เป็นเพียงแค่เมืองเท่านั้น  หลังจากจักรวรรดิเทียนหยวนก่อตั้งขึ้น พวกเขาได้เปลี่ยนนิกายให้เป็นสถาบัน เพื่อลดความน่ากลัวของนิกายลงมา เนื่องจากนิกายเป็นแหล่งบ่มเพาะพวกมีความคิดไม่ถูกต้องแล้วคิดว่ามันเป็นความคิดที่ถูก ยกตัวอย่างเช่น การนับถือความดีแล้วบอกว่ามารเป็นสิ่งชั่วร้าย ทำให้เกิดการต่อสู้ ต่อให้มารจะไม่ได้ฆ่าคน พวกเขาก็ถูกมองว่าไม่ดี ทางจักรวรรดิจึงเข้ามามีส่วนควบคุมเปลี่ยนจากนิกายให้เป็นสถาบัน เพื่อให้มันเป็นแหล่งผลิตผู้แข็งแกร่งที่ทางจักรวรรดิสามารถควบคุมได้ แล้วยังลบเส้นแบ่งของผู้ใช้พลังจิตวิญญาณทั่วไปกับผู้ใช้พลังมารลง เนื่องจากศัตรูของพวกเขาไม่ใช่มนุษย์แต่เป็นปีศาจ”


    “อ๋อ เดิมทีนิกายป่าเถื่อนมาก จักรวรรดิเลยเข้าควบคุมเปลี่ยนพวกเขาเป็นสถาบัน”


    “ใช่ จะบอกว่านิกายป่าเถื่อนก็ไม่ได้ เพราะยังมีอีกหลายนิกายไม่ยุ่งกับนิกายอื่น อยู่อย่างสันโดษฝึกพลังวิญญาณของพวกเขาภายในพื้นที่ลึกลับส่วนผู้นำนิกายที่เราเคารพไปก็เพราะว่าเขา อยู่มาตั้งแต่ช่วงที่นิกายเกิดขึ้น ยังไม่ถูกเปลี่ยนมาเป็นสถาบัน ทุกคนจึงเรียกเขาว่าผู้นำนิกาย ไม่เพียงเท่านั้นนะ สถาบันอื่นๆในเมืองหลงไห่ก็เรียกผู้นำนิกายเช่นเดียวกัน ยังไม่มีใครถูกเรียกว่าผู้อำนวยการ เพราะพวกเขายังไม่ได้เปลี่ยนมือการดูแล”


    “อ๋อ” ฉาน เป่า จ้าน และลู่จิวพยักหน้า ตอนนี้พวกเขาหายสงสัยเกี่ยวกับเรื่องผู้นำนิกายแล้ว ทันใดนั้นรูปขุ่นมัวของผู้นำนิกายก็เริ่มขยับปากพูดบางอย่าง


    “ขอต้อนรับศิษย์ใหม่ที่พึ่งเข้ามาในปีนี้อย่างเป็นทางการ นับได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ผ่านมาไม่นานหลังจากพวกเจ้าเข้ามาศึกษาในสถาบันเฟยเทียน ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่พวกเจ้าได้พบเจอ ได้เห็น ได้ดู การต่อสู้เลื่อนระดับศิษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกๆคนจะต้องผ่านมันหากอยากเป็นผู้แข็งแกร่ง ”


    ศิษย์ใหม่ที่ได้ฟังล้วนแล้วเกิดแรงบันดาลใจในการฝึกฝน แต่สำหรับศิษย์เก่าที่มาในช่วงปีก่อนพวกเขากลับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เพราะกำแพงที่พวกเขาต้องก้าวข้ามไปเพื่อกลายเป็นผู้แข็งแกร่งสูงมากๆ ยิ่งมาจากครอบครัวยากจนพวกเขาไม่เห็นลู่ทางก้าวข้ามไปเป็นศิษย์สายนอกได้เลยสักนิด


    “เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา ข้าในฐานะเจ้านิกายเฟยเทียนรุ่นที่ 27 ข้าขอประกาศให้เริ่มการประลองได้”


    หยกสีแดงแตกสลายกลายเป็นละอองแสงวิ่งเข้าไปล้อมรอบสนามประลองเอาไว้ ทำให้ทุกคนเห็นม่านพลังวิญญาณขนาดใหญ่แยกแผ่นหินมากมายออกจากสนามประลอง


    “ลูกพี่ตงฟาง แสงสีเขียวนั่นคืออะไร”


    “น่าจะเป็นค่ายกลป้องกันไม่ให้พลังวิญญาณที่เกิดบนสนามประลองกระจายออกมาโจมตีผู้ชม”


    “อ๋อ เข้าใจแล้ว”


    การเล่าเรื่องของตงฟางจบลง ไม่นานสนามประลองขนาดใหญ่ก็เริ่มแตกตัวออกจากกันเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมกว้างสิบเมตรนับร้อยสนาม ทันทีที่การแบ่งตัวของสนามประลองจบลงไปนั้น รายชื่อของผู้ที่ท้าทายกันได้ปรากฎบนสนามทั้ง 100 ก่อนจะมีศิษย์สายนอกและศิษย์ทั่วไปกระโดดขึ้นบนสนาม


    “ช่วงแรกเป็นการต่อสู้ของศิษย์สายนอกและศิษย์ทั่วไปก่อนสินะ”


    ตงฟางเท้าคางพลางสำรวจพลังของคนที่อยู่บนสนาม ศิษย์สายนอกที่ถูกท้าประลองนั้นล้วนแล้วมีพลังระดับแค่ก่อตั้งวิญญาณขั้น 3 - 5 เท่านั้น ทางฝั่งศิษย์ทั่วไปเป็นระดับก่อตั้งเช่นเดียวกันเพียงแต่พวกเขามีขั้นอยู่ที่ 1  - 2 ไม่มีเกินกว่านี้เลย


    “ถือว่าเราอยู่ในระดับมาตรฐานสินะ”


    การวิเคราะห์ของตงฟางจบลง หลังจากการประกาศต่อสู้ของแต่ละสนามเริ่มต้นขึ้น เขาเคยอ่านหนังสือทักษะในชั้น 2 ของตึกทักษะมาทั้งหมด ทำให้รู้วิธีการใช้พลังทักษะหลากหลายอย่าง เพียงแต่ว่ายังไม่เคยเห็นของจริงเลยสักครั้ง วันนี้เขาจึงจะเปิดหูเปิดตามองดูการใช้งานทักษะของศิษย์ที่กลายเป็นระดับก่อตั้งวิญญาณ ด้วยความสามารถส่งพลังวิญญาณออกไปโจมตีระยะไกล จะต้องทำให้เขาเห็นรูปแบบการต่อสู้มากมายที่นำมาปรับใช้กับตัวเองเพื่อหาช่องว่างเข้าไปฆ่า ทันทีที่ตงฟางมองจ้องลงไปบนสนามเขาก็เปลี่ยนวิธีการไปเป็นนั่งหลับตาใช้หนึ่งในรูปแบบตาทิพย์ในการมอง


    เขาไม่ต้องการเห็นแสงสีของทักษะ ไม่ต้องการทราบว่าใครใช้ธาตุอะไรในการโจมตี เขาอยากเห็นการเคลื่อนไหวรวมไปถึงพลังที่พุ่งออกมาจากร่างกายผ่านทักษะที่พวกเขาใช้งาน ดังนั้นจึงหลับตาใช้พลังจิตตรวจจับทุกอย่างที่กระทบพลังจากตาทิตย์ที่ส่งออกไป ก่อเกิดเป็นร่างกายของคนทั้ง 200 ที่กำลังต่อสู้ภายในสนาม 


    หลังจากร่างกายของพวกเขาถูกสะท้อนด้วยพลังจิตจนก่อเกิดเป็นรูปร่าง พวกเขาก็เริ่มเคลื่อนไหวเข้าต่อสู้กันด้วยทักษะมากมาย ตงฟางที่เห็นรูปแบบการเคลื่อนไหวรวมไปถึงทักษะที่กำลังกระหน่ำโจมตีเขาก็พยายามเก็บข้อมูลเหล่านี้เอาไว้ในหัวพร้อมกับนำพวกมันผสมรวมกับหนังสือทักษะที่ได้อ่าน ให้เกิดเป็นข้อมูลใหม่ที่นำมาใช้งานได้ดียิ่งขึ้น เมื่อเขาต้องเจอกับผู้คนที่ใช้ทักษะเหล่านี้


    “อย่ารบกวน เขากำลังทำสมาธิ เราแค่บอกเขาหากได้เวลาต่อสู้”


    ลู่จิวบอกฉาน จ้าน เป่า หลังจากเห็นตงฟางหลับตาทำสมาธิ ระหว่างนี้เองพวกเขาต่างก็ตื่นตาตื่นใจกับพลังงานมหาศาลของคนทั้ง 200 ที่กำลังต่อสู้กัน บางครั้งโจมตีด้วยกระบี่พลังวิญญาณ สร้างกระบี่ขนาดใหญ่พุ่งโจมตีศัตรู บางคนเรียกระฆังสีทองออกมาครอบร่างกาย บางคนปลดปล่อยหมัดที่ก่อรูปร่างเป็นกระทิงพุ่งออกไป ทุกอย่างที่พวกเขาเห็นล้วนแล้วเป็นความฝัน ที่บอกตัวเองว่าสักวันจะต้องใช้ทักษะเหล่านั้นให้ได้


    “หืม พลังนั่นอีกแล้ว เป็นพลังที่ไม่เคยเห็นมาก่อน นับว่าน่าสนใจ” ชายแก่สวมชุดขาวเปื้อนไปด้วยโคลนตมนั่งมองจ้องศิษย์ทุกๆคนจากยอดตึกทักษะ เขารู้สึกสนใจไอ้เด็กสารเลวที่เคยทักทายเขาว่าตาแก่มาก เพราะตอนนี้กำลังปลดปล่อยพลังงานบางอย่างที่เขาสนใจออกมารอบๆตัวเพื่อสำรวจการต่อสู้ในสนาม ด้วยคลื่นพลังที่ปลดปล่อยออกมานั้นมันบางเบา ไม่เคยเห็นมาก่อน





    คล้ายกับเรื่อง[จบ]Psychokinesis พลังจิตเหนือเทพยุทธ์ ที่คุณอ่าน