ลานประลองกลางของสำนักกระบี่เมฆาคล้อยในวันนี้คึกคักเป็พิเศษ แตกต่างจากบรรยากาศการฝึกซ้อมในยามปกติอย่างสิ้นเชิง ศิษย์นับร้อยในชุดฝึกสีฟ้าอ่อนยืนรวมกลุ่มกันอยู่รอบลานประลองหินแกรนิตขนาดใหญ่แปดลาน เสียงพูดคุยจอแจดังระงมไปทั่วบริเวณ บนอัฒจันทร์หลักที่ยกสูงขึ้นไป เฟยหยุนเทียน เ้าสำนักกระบี่เมฆาคล้อย นั่งสงบนิ่งอยู่บนบัลลังก์ประมุข ขนาบข้างด้วยเหล่าผู้าุโของสำนัก สีหน้าของแต่ละคนล้วนเคร่งขรึมและเปี่ยมด้วยความคาดหวัง
“เอาล่ะ! ศิษย์ทุกคนจงเงียบ!”
เสียงของผู้าุโจาง ผู้รับผิดชอบการทดสอบดังขึ้นกึกก้อง ทำให้เสียงจอแจทั้งหมดเงียบลงในทันที “วันนี้คือวันทดสอบฝีมือประจำปีของสำนักกระบี่เมฆาคล้อยของเรา! การทดสอบนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อชิงความเป็หนึ่ง แต่มีไว้เพื่อประเมินความก้าวหน้าในการฝึกยุทธ์ของพวกเ้าตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา! ขอให้ทุกคนแสดงฝีมือออกมาอย่างเต็มที่ อย่าได้ออมมือ แต่อย่าให้ถึงกับาเ็ล้มตาย เข้าใจหรือไม่!”
“ขอรับ/เ้าค่ะ!” เสียงตอบรับดังกระหึ่มพร้อมเพรียง
“ดีมาก! เช่นนั้นก็เริ่มการจับคู่ประลองได้!”
ศิษย์ผู้ช่วยสองคนเริ่มขานชื่อผู้ที่จะขึ้นประลองบนเวทีต่างๆ ทีละคู่ บรรยากาศกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ศิษย์แต่ละคนต่างภาวนาขอให้ไม่เจอคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งเกินไปนัก
เฟยหลงยืนปะปนอยู่ในกลุ่มศิษย์ระดับล่างอย่างเงียบเชียบ ใบหน้าของเขาเรียบเฉย แววตาดูเบื่อหน่ายราวกับว่าเื่ราวตรงหน้าไม่เกี่ยวกับตนเองแม้แต่น้อย เขากวาดสายตามองไปยังเย่เฉินที่ยืนโดดเด่นอยู่ท่ามกลางวงล้อมของเหล่าศิษย์น้องหญิงชาย เห็นอีกฝ่ายกำลังกล่าวให้กำลังใจสหายคนหนึ่งด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
‘บทบาทของพระเอกผู้แสนดี...ช่างน่าเบื่อหน่ายเสียจริง’ เฟยหลงคิดในใจ ‘แต่สำหรับข้าในวันนี้...คือบทบาทของตัวตลกสินะ’
“เวทีประลองที่สาม! เฟยหลง! ปะทะ! หวังเปียว!”
เสียงขานชื่อของเขาดังขึ้น ทำให้ทุกสายตาโดยรอบหันมามองเป็จุดเดียว เสียงกระซิบกระซาบและเสียงหัวเราะในลำคอดังขึ้นอย่างไม่ปิดบัง
“หึ...คุณชายน้อยเฟยหลงรึ? ดูท่าหวังเปียวคงโชคดี ได้ผ่านเข้ารอบไปอย่างสบายๆ แล้วสินะ”
“นั่นสิ ไม่รู้ว่าวันนี้คุณชายน้อยจะทนได้กี่กระบวนท่ากันเชียว ก่อนที่จะล้มแผ่ลงไปกับพื้นเหมือนเคย”
เฟยหลงแสร้งทำเป็ไม่ได้ยินเสียงดูแคลนเ่าั้ เขาเดินลากเท้าขึ้นไปบนเวทีประลองอย่างเกียจคร้าน ชักกระบี่เหล็กธรรมดาๆ ออกมาจากฝักอย่างทุลักทุเล บนเวทีนั้น ชายหนุ่มร่างท้วมที่ชื่อหวังเปียวยืนรออยู่ก่อนแล้ว เขามองมาที่เฟยหลงด้วยสายตาที่ทั้งสมเพชและดีใจที่เจอคู่ต่อสู้ที่อ่อนแอที่สุดในสำนัก
“คารวะศิษย์พี่เฟยหลง” หวังเปียวประสานมือคารวะตามมารยาท แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “ศิษย์น้องจะขอออมมือให้ก็แล้วกันนะขอรับ”
“ไม่ต้อง” เฟยหลงตอบเสียงยานคาง “เอาให้เต็มที่เถอะ ข้าเองก็อยากจะจบเื่น่าเบื่อนี่เร็วๆ เหมือนกัน”
คำพูดนั้นทำให้หวังเปียวหน้าตึงไปเล็กน้อย “หึ! ปากดีนักนะ! ในเมื่อคุณชายน้อยร้องขอมา ข้าก็จะสนองให้!”
สิ้นเสียง ผู้ตัดสินก็ให้สัญญาณเริ่มการประลอง!
หวังเปียวไม่รอช้า เขารวบรวมลมปราณไว้ที่ปลายกระบี่ ตวาดลั่น “เพลงกระบี่เมฆาคล้อย กระบวนท่าที่หนึ่ง เมฆาลอยลม!”
กระบี่ในมือของเขาแทงออกไปอย่างรวดเร็ว แม้จะเป็เพียงกระบวนท่าพื้นฐาน แต่สำหรับศิษย์ระดับล่างแล้วก็นับว่าทรงพลังและมั่นคงพอสมควร
เฟยหลงเบิกตากว้างเล็กน้อย แสร้งทำท่าทีตื่นตระหนก เขายกกระบี่ขึ้นมาตั้งรับอย่างเงอะงะและไม่มั่นคง
*เคร้ง!*
เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้น เฟยหลงถึงกับเซถอยหลังไปสองก้าว แขนที่ถือกระบี่สั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด ราวกับจะรับแรงปะทะไว้ไม่ไหว
“ฮ่าๆๆ! แค่นี้ก็แย่แล้วรึ!” หวังเปียวหัวเราะอย่างได้ใจ “รับไปอีกท่า! เมฆาแยกสมุทร!”
เขาะโเข้าใส่พร้อมกับฟาดกระบี่ลงมาในแนวเฉียง เป็การโจมตีที่หนักหน่วงและเปิดเผย
เฟยหลงรีบกลิ้งตัวหลบไปด้านข้างอย่างทุลักทุเลจนฝุ่นตลบ เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนดินไปทั่วทั้งตัว เสียงหัวเราะจากข้างล่างเวทียิ่งดังขึ้นไปอีก
บนอัฒจันทร์หลัก เฟยหยุนเทียนกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เขาเบือนหน้าหนีอย่างไม่อยากจะทนดูภาพอันน่าสมเพชของบุตรชายตนเองอีกต่อไป เหล่าผู้าุโคนอื่นๆ ต่างก็ส่ายหน้าอย่างระอาใจ
มีเพียงเย่เฉินที่ยืนดูอยู่ข้างล่างเวทีเท่านั้นที่ขมวดคิ้วเล็กน้อย... ‘แปลก...’ เขาคิดในใจ ‘การกลิ้งหลบเมื่อครู่นี้...ถึงจะดูน่าเกลียด แต่จังหวะและทิศทางมันกลับพอดิบพอดีกับการหลบหลีกคมกระบี่อย่างเฉียดฉิวที่สุด...หรือว่าข้าจะคิดไปเอง?’
บนเวที การต่อสู้จอมปลอมยังคงดำเนินต่อไป เฟยหลงแสร้งทำเป็ตั้งรับอย่างเดียว เขาหลบซ้ายที ขวาที ปัดป้องอย่างสะเปะสะปะ บางครั้งก็เกือบจะสะดุดขาตัวเองล้มลงไปเสียดื้อๆ สร้างเสียงหัวเราะให้แก่ผู้ชมได้อย่างต่อเนื่อง
“พอได้แล้วน่า!” หวังเปียวเริ่มรู้สึกหงุดหงิดที่ยังปิดฉากไม่ได้เสียที “จบกันแค่นี้แหละ! คลื่นเมฆากระหน่ำ!”
เขารวบรวมพลังทั้งหมด แทงกระบี่ออกไปสามครั้งซ้อนอย่างรวดเร็วราวกับพายุ!
เฟยหลงแสร้งทำเป็ตั้งรับไม่ทัน เขาปัดป้องการโจมตีแรกและครั้งที่สองได้ แต่ในครั้งที่สาม เขากลับ ‘พลาด’ ปล่อยให้กระบี่ของหวังเปียวฟาดเข้าที่ลำตัวอย่างจัง!
*ปั้ก!*
กระบี่ไม้ฝึกซ้อมฟาดเข้าที่สีข้างของเฟยหลง แม้จะไม่ได้คม แต่แรงกระแทกก็ทำให้เขาร้องออกมาเสียงหลง ก่อนที่ร่างของเขาจะล้มลงไปนอนแผ่กับพื้น ปล่อยกระบี่ในมือหลุดกระเด็นออกไป
“ผู้ชนะ! หวังเปียว!” ผู้ตัดสินประกาศผลทันที
หวังเปียวเก็บกระบี่เข้าฝัก เชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ ก่อนจะเดินเข้าไปหาเฟยหลงที่ยังนอนอยู่บนพื้น “ข้าบอกแล้วว่าจะออมมือให้ แต่คุณชายน้อยกลับอ่อนแอเกินไปเองนะขอรับ”
พูดจบเขาก็เดินลงจากเวทีไปท่ามกลางเสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องยินดีของเพื่อนฝูง
เฟยหลงค่อยๆ พยุงร่างของตนเองลุกขึ้นอย่างยากลำบาก เขากุมสีข้างที่ถูกฟาดเอาไว้ พลางทำหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเ็ป ก่อนจะเดินกะโผลกกะเผลกลงจากเวทีไปอย่างน่าสมเพช
เสียงหัวเราะเยาะและสายตาดูแคลนจากรอบทิศทางสาดมาที่เขาราวกับห่าฝน แต่เฟยหลงกลับไม่สนใจแม้แต่น้อย ในใจของเขากำลังคิดถึงเื่อื่น... ‘พลาด...ข้าพลาดไป’
สมองของนักฆ่าอัจฉริยะกำลังทบทวนการต่อสู้เมื่อครู่อย่างละเอียด ‘การโจมตีครั้งสุดท้ายของหวังเปียว...ข้าควรจะแค่ถูกกระแทกจนกระบี่หลุดมือก็พอแล้ว แต่ข้ากลับปล่อยให้มันฟาดโดนลำตัว...สัญชาตญาณนักสู้มันทำงานเร็วเกินไป ทำให้การแสร้งทำเป็พลาดของข้าดูไม่เป็ธรรมชาติ...มันดู ‘จงใจ’ เกินไปนิดหน่อย’
ขณะที่เขากำลังจมอยู่ในความคิดของตนเองนั้นเอง เขาก็รู้สึกได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่จับจ้องมาที่เขาอย่างไม่วางตา เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง เขาก็เห็นบิดาของตน...เฟยหยุนเทียน...กำลังมองลงมาจากอัฒจันทร์หลัก แววตาของท่านไม่ได้มีเพียงความผิดหวังอีกต่อไป แต่กลับเจือปนไปด้วยความสับสนและ...ความสงสัยจางๆ ราวกับกำลังพยายามมองให้ทะลุเข้าไปในตัวตนของบุตรชายคนนี้
และเมื่อเฟยหลงละสายตาจากบิดาของตน เขาก็ประสานเข้ากับสายตาอีกคู่หนึ่งโดยบังเอิญ...เย่เฉิน...
พระเอกของโลกใบนี้ไม่ได้มองเขาด้วยสายตาสมเพชเหมือนคนอื่นๆ แต่กลับมองด้วยแววตาครุ่นคิด คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ราวกับกำลังพิจารณาภาพปริศนาที่ยังหาคำตอบไม่ได้
เฟยหลงรีบก้มหน้าลงทันที แสร้งทำเป็ไอค่อกแค่กเพราะความเ็ป
‘บัดซบ...พวกเขาเริ่มสงสัยแล้ว’ เขาสบถในใจ ‘ทั้งท่านพ่อและเย่เฉิน...การแสดงของข้าในวันนี้มันไม่สมบูรณ์แบบพอ...มันมีช่องโหว่...ช่องโหว่เล็กๆ ที่ทำให้จิ้งจอกเฒ่ากับลูกเทพอย่างพวกเขาเริ่มระแคะระคาย’
นี่คือความผิดพลาดครั้งแรกของเขาในโลกใบนี้...ความผิดพลาดที่เกิดจากการประเมิน ‘สัญชาตญาณ’ ของตัวเองต่ำเกินไป และประเมินความช่างสังเกตของตัวละครหลักในโลกใบนี้ต่ำเกินไป
เขารีบเดินปะปนเข้าไปในฝูงชนเพื่อหลบเลี่ยงสายตาเ่าั้ แต่เขารู้ดีว่าเมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัยได้ถูกหว่านลงไปแล้ว
“ดูเหมือนว่า...แผนการเป็ ‘ตัวประกอบที่ถูกลืม’ ของข้า...อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยเสียแล้ว” เขากระซิบกับตัวเองขณะที่เดินหายเข้าไปในเงามืด “การแสดงบทคนไร้ประโยชน์ต่อไปอาจจะไม่ปลอดภัยอีกแล้ว...บางที...อาจถึงเวลาที่ต้องแสดง ‘ความก้าวหน้า’ เล็กๆ น้อยๆ ให้พวกเขาเห็นบ้าง...เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจไปจากความจริงที่อันตรายกว่า”
รอยยิ้มที่อ่านไม่ออกปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขาอีกครั้ง ความผิดพลาดในวันนี้ไม่ได้ทำให้เขาท้อแท้ แต่กลับทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม
“เอาเถอะ...ละครที่ไม่มีบทพลิกผัน...มันก็น่าเบื่อเกินไปหน่อยจริงไหม?”