ยอดหญิงงามได้ยินดังนั้นก็จ้องมองเฉียวเฟิง ในใจรู้สึกอาลัย นางเอามือรูปใบหน้าของเฉียวเฟิงในใจของนางรู้สึกประหลาดยิ่ง ก่อนจะวางเด็กหนุ่มลงหยิบหมวกที่มีผ้าเนื้อบางเบาเป็นม่านสีดำปิดบังใบหน้า ก่อนจะใช้วิชาตัวเบาล่องลอยหายไป
เฉียวเฟิงมองนางจากไป... ในหัวใจส่วนลึกของมันเองก็สับสน 'นี้คือความรู้สึกของข้าเอง หรือว่ามันคือความรู้สึกของคนอื่นกันแน่... จ้าวหมื่นมารนี้เป็นความรู้สึกของท่านงั้นรึ แต่ถ้านี้คือความรู้สึกของข้า... ข้าจะ...'
เฉียวเฟิงหยุดคิดไม่กล้าคิดถึงสิ่งใดต่อ แม้แต่ในความคิด มันก็ไม่กล้าที่จะคิดรักนาง เพราะนับตั้งแต่มาใช้ชีวิตที่โลกแห่งนี้ มันบอกกับตัวเองเสมอ มันก็คือมัน จ้าวหมื่นมารก็คือจ้าวหมื่นมาร มันจะมีชีวิตที่ใจเขาปรารถนา... และจะทำตามความปรารถนาของเจ้าหมื่นมารโดยที่ตัวมันเองยังเป็นตัวมันเองอยู่
แต่เมื่อพอมันได้เจอกับยอดหญิงงามเข้าจริงๆ ในหัวใจของเฉียวเฟิงเองก็ไม่อาจจะแยกแยะได้แล้วว่า ความรู้สึกในหัวใจที่เกิดขึ้นของมันนั้นคือสิ่งใด และมันควรทำอะไรกับความรู้สึกเหล่านี้ดี...
'หรือข้าจะเป็นชายที่โง่อีกคน เช่นเดียวกับจ้าวหมื่นมาร'
.
.
.
ภายในสถานการณ์ที่วุ่นวายสวีอันฉีจัดแจงแก้ปัญหาสิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว
ในไม่ช้าสถานะการณ์วุ่นวายจึงคลี่คลายอย่างง่ายดายในเวลาไม่นานนัก ส่วนหนึ่งก็เพราะชื่อเสียงของสำนักบรรจบฟ้าที่มีอิทธิพลในเมืองนี้เป็นอย่างมาก ทำให้เหล่ามือปราบประจำเมืองนั้นต้องรีบทำงานกันอย่างเต็มที่และรวดเร็ว เพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาทต่อสำนักบรรจบฟ้า
และในการสืบสวนนี้เรื่องราวก็ไม่ได้จบแค่ที่ตรงหน้าบ้านของเด็กหนุ่มและมารดาผู้ยากจน
การสืบจากบ้านของเด็กหนุ่มและมารดาทางกองปราบได้มีการสืบสาวเชิงลึกจากประวัติของคนร้าย
จนสาวไปถึงต้นต่อของผู้สั่งการได้จนสำเร็จ หากแต่เหตุด้วยตัวผู้บ่งการนั้นได้ถูกสังหารด้วยยอดฝีมือลึกลับที่ทางกองปราบไม่อาจจะทราบได้ทำให้ทางกองปราบจึงไม่อาจทำการปิดคดีและสืบหาร่องรอยใดๆ ต่อไปได้
ทางกองปราบจึงได้แต่แจ้งเรื่องนี้ต่อไปยังทางสำนักบรรจบฟ้า เพื่อให้ทางสำนักบรรจบฟ้านั้นได้เข้าร่วมพิสูจน์หาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เพราะเกรงว่าเรื่องนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องธรรมดาอีกต่อไป เหตุเพราะการตายของผู้บ่งการ ซากศพชายหญิงนั้นมีความผิดปกติจนเกินไป มันดูน่าหวาดกลัวสำหรับผู้ฝึกยุทธ์เหลือเกิน
.
.
.
ภายในสำนักมือปราบเมืองหางมังกรสะบัดน้ำ ณ ปัจจุบัน
มีสองยอดบุรุษรูปร่างสง่างามดูภูมิฐาน ทั้งสองกำลังยืนพูดคุยกันอยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
คนหนึ่งในที่นี่มันดูหล่อเหลา พร้อมมีแววตาสงบเย็นลุ่มลึก ผิวพรรณละเอียด พร้อมหนวดเคราตัดแต่งเรียบร้อยอย่างดีแสดงถึงความพิถีพิถันเหนือบุรุษผู้อื่น คนผู้นี้คือ “สวีเป่า” อาของยอดหญิงงามสวีอี้เฟยและยังเป็นบิดาของสวีอันฉีอีกด้วย
ส่วนอีกหนึ่งก็หล่อเหลาไม่แพ้กัน รูปหน้าหมดจด ใบหน้านิ่งเฉย ไร้นวดไร้เครา หากแต่ผิวคล้ำแดดอยู่บ้างเท่านั้น ท่าทางองอาจยิ่ง มองลงไปที่ดวงตาดั่งอาชาไนยที่ไม่เกรงกลัวภัยอันตรายใดๆ ไม่ว่าจะหอกดาบหรือคมอาวุธ
แสดงถึงความเป็นยอดฝีมือชั้นสูงที่หาตัวจับยากได้เป็นอย่างดี บุรุษผู้นี้คือ “สวีชาง” บิดาแท้ๆ ของยอดหญิงงามนั่นเอง
ตอนนี้ทั้งสองกำลังตรวจสภาพศพด้วยใบหน้าเคร่งเครียด
“ศิษย์พี่ท่านดูที่รอยตัดนี้สิ มันช่างเรียบเนียน หากไม่ตัดด้วยอาวุธระดับสูงก็ต้องเป็นการใช้ปราณดาบที่เหนือล้ำและถูกขัดเกลามาอย่างดี นอกจากนั้นเวลาลงมือต้องเฉียบขาดและแม่นยำถึงที่สุด นั่นเพราะทั้งสองคนนี้มีฐานพลังถึงระดับนักรบแต่กลับไม่สามารถดิ้นรนหรือหลบหลีกได้เลยแม้แต่น้อย” สวีชางกล่าวนัยน์ตานิ่ง
สวีเป่าพูดพลางมองสองศพที่รอยตัดมีเพียงแค่รอยเดียวเหมือนกัน
“ใช่แล้ว ข้าได้สืบรู้มาว่าบุรุษผู้ตายคนนี้ก็ไม่ใช่คนสามัญธรรมดานับได้ว่าเป็นยอดยุทธ์คนหนึ่ง ระดับฐานพลังก็เป็นถึงนักรบขั้น 9 เพียงอีกก้าวเดียวเขาก็จะเข้าสู่ระดับจอมยุทธ์แล้ว หากแต่การถูกสังหารในหนึ่งกระบวนท่าเช่นนี้ผู้ลงมืออย่างน้อยที่สุดข้าคิดว่าต้องเป็นผู้ที่อยู่ขอบเขตระดับจอมยุทธ์ขั้นที่ 5 ขึ้นไปเป็นอย่างน้อย ไม่เช่นนั้นไม่น่าจะมีปราณดาบที่เหนือล้ำแบบนี้”
เมื่อสวีเป่ากล่าวจบสวีชางก็พลิกฝ่ามือ ปราณพลังคล้ำจุณศพทั้งสองลอยขึ้น “ถ้าเป็นเพียงแค่ระดับจอมยุทธ์ขั้น 5 หรือจอมยุทธ์ขั้นกลางทั่วไปก็คงดี แต่ถ้าเขามีระดับที่สูงกว่านั้นข้าเกรงว่าเรื่องนี้อาจไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยอีกต่อไป ท่านพี่ ณ ตอนนี้ท่านอยู่ในระดับจ้าวยุทธภพขั้นที่ 2 แล้ว ท่านคิดว่าถ้าอยู่ในสถานการณ์ซึ่งหน้าไม่ใช้ดาบ ไม่ใช้กระบี่ท่านจะสังหารผู้มีระดับพลังนักรบขั้น 9 ในหนึ่งกระบวนท่าได้หรือไม่”
สวีเป่าทำหน้าครุ่นคิดตัวมันเองแม้จะมีความมั่นใจในการสะบั้นสังหารผู้คนในหนึ่งกระบวนท่าได้ก็จริง แต่ความหมดจดของผลงานก็เกรงว่าจะสู้ผู้สังหารนักรบขั้น 9 คนนี้ไม่ได้เป็นแน่
“และเจ้าละน้องสวีชาง เจ้าคิดว่าเจ้าทำได้ไหมระดับฐานพลังของเจ้าตอนนี้อยู่สูงกว่าข้าหลายขั้นนัก”
“3 ใน 4 ส่วนขอรับท่านพี่สำหรับการต่อสู้ในสถานการณ์ซึ่งหน้า และด้วยเหตุนี้ข้าคิดว่าเราจึงไม่ควรประมาท ควรแจ้งให้ทางการและสำนักต่างๆ ระวังตัวเกี่ยวกับนักฆ่าลึกลับผู้นี้ หากเขาเพียงแค่ทำภารกิจล่าสังหารแล้วจากไปคงเป็นเรื่องดีไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าเหตุการณ์ไม่หยุดเพียงเท่านี้และมีการลงมือต่อเนื่อง เกรงว่าคงจะต้องมีเหตุวุ่นวายในเมืองของพวกเราเป็นแน่ ด้วยระดับฝีมือของเขาข้าขอประเมินให้เขามีระดับฝีมือไม่ต่ำกว่าจ้าวยุทธภพขั้น 1 เป็นอย่างน้อยที่สุดก่อน สถานการแบบนี้พวกเราไม่ควรประมาทขอรับ ท่านพี่ ท่านคิดเห็นว่าอย่างไร”
สวีเป่าพยักหน้าเห็นด้วย… มันคิดว่าความคิดของสวีชาง ณ ขณะนี้เหมาะสมแล้ว