วันต่อมาช่วงสายของวัน มิ้นต์ มายด์และโจได้อยู่ต่อหน้าหลุมศพ เบื้องหน้ามีรูปของชายผู้สูงอายุยิ้มด้วยความอบอุ่น
“ปู่คะ หนูขอโทษที่ไม่ได้มาอยู่ข้างๆปู่ก่อนที่ปู่จะจากไป” มายด์พูดกับปู่ของเธอ เธอรู้สึกโศกเศร้าเสียใจที่ไม่ได้อยู่ข้างๆปู่ในวาระสุดท้ายของเขา เธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นหลานอกตัญญู น้ำตาแห่งความเสียใจอาบใบหน้าของเธอ
“คุณปู่พักผ่อนให้สงบนะคะ จากนี้ไปหนูจะดูแลและปกป้ององค์กรของปู่เอง หนูจะทำให้ดีที่สุดไม่ให้ชื่อเสียงของคุณปู่ต้องเสียหาย” มายด์ยังคงกล่าวกับปู่ของเธอ แม้ว่าใบหน้าจะเต็มไปด้วยน้ำตาแต่สายตาของเธอกลับมีแต่ความมุ่งมั่นและแน่วแน่
โจไม่รู้ว่าการสูญเสียคนสำคัญในครอบครัวจะมีความรู้สึกเช่นไร แต่เขาก็สูญเสียพวกพ้องและเพื่อนสนิทมาไม่น้อย เขาไม่รู้ว่ามันจะเทียบกันได้หรือไม่แต่เขารู้ว่าหญิงสาวในตอนนี้เธอเสียใจและเจ็บปวดมาก
โจไม่ใช่คนพูดเก่งเขาจึงแสดงออกด้วยการคอยอยู่เคียงข้างเธอเพื่อไม่ให้เธอรู้สึกโดดเดี่ยว
การปลอบโยนคนที่สูญเสียสิ่งสำคัญไปไม่ใช่คำพูดเท่านั้น การคอยอยู่ข้างๆก็ถือเป็นการปลอบโยนอย่างหนึ่ง แม้ไม่ต้องพูดแต่อีกฝ่ายจะรู้ตัวเองว่ามีใครบางคนคอยอยู่ข้างๆเสมอ
“พี่คะ คุณปู่ไม่ได้โกรธพี่เลย ในช่วงเวลาสุดท้ายของท่าน ปู่บอกกับหนูว่าพี่เป็นหลานที่ปู่ภาคภูมิใจมากที่สุด” มิ้นต์กล่าวปลอบพี่สาวของตนไปร้องไห้ไป แม้ว่าผ่านไปหนึ่งปีและเธอทำใจได้แล้วแต่ก็ยังรู้สึกเศร้าอยู่เสมอ
มิ้นต์เป็นหญิงแกร่งไม่ต่างไปจากพี่สาว ลองคิดดูว่าตอนที่เธอเสียปู่ไป เธอตัวคนเดียวที่โลกไม่มีพี่สาวคอยอยู่เคียงข้างและไหนจะภาระหน้าที่ในฐานะประธานอีก แต่เธอก็สามารถผ่านมันมาได้แม้ว่าพายุจะโหมกระหน่ำก็ตาม
ถูกน้องสาวปลอบใจมายด์รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อยและก็ทำให้เธอคิดขึ้นมาได้ว่า เธอไม่ได้โดดเดี่ยวเธอยังมีน้องสาวอยู่
“ขอบใจนะมิ้นต์” มายด์ยิ้ม
“พี่…” มิ้นต์สะอื้นและกอดพี่สาวของตน
ผ่านไปสักครู่มายด์ก็หันมาหาโจแล้วพูดว่า “ฉันหิวแล้วล่ะ หัวหน้าไปหาอะไรกินกันนะคะ”
โจยิ้มอบอุ่นพร้อมพยักหน้า “เอาสิ”
จากนั้นทั้งสามคนก็จากไป ปล่อยหลุมศพของปู่ชิตไว้ด้านหลัง เมื่อทั้งสามหายไปจู่ๆก็มีสายลมอ่อนๆพัดผ่านหลุมศพของปู่ชิตอย่างอ่อนโยน
คนบางคนจากไปคนที่อยู่ก็ต้องดิ้นรนต่อไป
โจและสองสาวมาทานอาหารในร้านอาหาร 5 ดาวแห่งหนึ่ง ที่นี่เงียบสงบ ห้องอาหารถูกตกแต่งให้ความรู้สึกโรแมนติก อาหารสี่ถึงห้าอย่างบนโต๊ะดูน่ารับประทานมาก นอกจากนี้ยังมีไวน์รสเลิศราคาแพง
“ยังไม่สายเกินไปที่จะฉลองกลับบ้านใช่ไหมคะ?” มายด์หัวเราะคิกคัก เธอแทบจะลืมความเศร้าไปทั้งหมด
“แน่นอน…นานๆที่พวกเราจะได้กลับมา ทำไมจะไม่ฉลองล่ะ” โจยิ้ม
มิ้นต์มองไปที่ทั้งสองคนก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “ฉันอิจฉาจริงๆเลยนะที่หัวหน้าและพี่ได้ออกไปไกลตั้ง 2,000 ปีแสง คิดดูสิว่ามันไกลขนาดไหน!! ฉันยังไม่เคยไปไกลขนาดนั้นเลย”
“ช่วยไม่ได้นี่ องค์กรต้องมีคนดูแลและน้องพี่เก่งที่สุด!!” มายด์หัวเราะและลูบหัวน้องสาว
“อือ” มิ้นต์แสดงอาการแง่งอนเล็กน้อย
พวกเขาทั้งสามรับประทานอาหารและพูดคุยกันอย่างผ่อนคลาย มีเสียงหัวเราะดังออกมาเป็นบางครั้ง
เป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะได้ผ่อนคลายและหัวเราะออกมา ทุกคนมีหน้าที่ของตัวเองและหนักหนาพอสมควร โจและมายด์ต้องออกไปด้านนอกเพื่อไปต่อสู้กับศัตรูในขณะที่มิ้นต์ต้องคอยดูแลองค์กรและต่อสู้กับคนที่คิดจะฉวยโอกาส ไม่เคยมีวันไหนเลยที่จะได้หัวเราะออกมาอย่างวันนี้
วันที่สงบสุขได้ผ่านไปอีกวัน
สามวันต่อมาช่วงสายของวัน ในขณะที่มายด์กำลังตรวจเอกสารแทนน้องสาวของตนในขณะนั้นประตูห้องก็เปิดออกโดยไม่ได้รับอนุญาติ มายด์กำลังจะต่อว่าแต่เมื่อเห็นคนที่เข้ามาเธอก็หยุดและยิ้มออกมา
“ลมอะไรหอบมานี่ล่ะ? ยัยทิพย์”
“ไม่ต้องมาพูดเลย กลับมาทั้งทีไม่คิดจะมาหาเพื่อนรักบ้างเหรอ!!” หยาดทิพย์ตะโกนพูดด้วยความโกรธเล็กน้อย
ได้ยินเช่นนั้นมายด์รู้สึกเสียใจและกล่าวขอโทษ “ขอโทษนะ มันยุ่งมากเลย”
หยาดทิพย์หัวเราะคิกคักแล้วกระโดดเข้าไปกอด “พูดอะไรน่ะ ฉันล้อเล่นเอง”
ทั้งสองคนไม่ได้เจอกันนานเกือบสิบปี รูปร่่างหน้าตาของทั้งคู่แทบไม่เปลี่ยนไปเลย
“ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง?” มายด์กล่าวถาม
หยาดทิพย์ถอนหายใจออกมา “จะเป็นยังไงได้อีกล่ะ หลังจากที่ฉันฝึกมากขึ้นฉันก็ควบคุมตัวเองได้ดี แต่ก็ยังคงได้ยินเสียงหื่นกามของพวกแฟนๆ จนฉันชินชากับมันแล้ว”
จากนั้นเธอก็ทำหน้าทะเล้นและกล่าวถามว่า “แล้วเขาล่ะ?”
“เขาไหน?” มายด์สับสน
“อย่ามาทำเป็นไขสือ!! คนที่ชื่อโจนั่นไง!!”
“ก็ปกติดีนะ เขาก็สบายดีนี่ไม่เห็นเป็นอะไรสักหน่อย” มายด์งงว่าทำไมเพื่อนเธอถึงได้ถามอะไรแบบนี้ไหนจะทำหน้าแปลกๆนั่นอีก
“นี่ อย่ามาแอบอ่านความคิดฉันนะ!! ไม่งั้นฉันโกรธจริงๆด้วย” มายด์รีบกล่าวเมื่อเห็นสีหน้าเพื่อนรักเปลี่ยนไป
“โธ่ ฉันไม่ทำหรอกหน่า คิดว่าฉันเป็นคนยังไงกันเนี่ย” หยาดทิพย์ทำหน้ามุ่ย
“ก็เพราะรู้ไงถึงได้พูด” มายด์ถลึงตา
“นี่แน่ะๆๆๆ” เมื่อรู้ว่าถูกจับได้ หยาดทิพย์จึงใช้นิ้วจี้เอวมายด์
“ฮ่าๆๆๆ หยุดนะ ฮ่าๆๆๆ” มายด์หัวเราะก๊ากพร้อมกับดิ้นไปมา
ในขณะนั้นเองโจได้เดินเข้ามาและได้เห็นสองสาวอยู่ในสภาพที่ไม่เรียบร้อย เขาได้เห็นต้นขาขาวๆและเสื้อที่ดูรุ่มร่าม มันทำให้เขารู้สึกกระสับกระส่าย
แม้แต่การเผชิญหน้ากับศัตรูที่น่ากลัวเขายังไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน!!
“อะแฮ่ม!!” โจส่งเสียงเรียกหญิงสาวทั้งสอง พวกเธอตกใจไม่คิดว่าจู่ๆจะมีคนเข้ามา
“นี่นาย…นายนั่นเอง อีตาบ้า ลามก!!” หยาดทิพย์จำชายหนุ่มได้ทันทีและเมื่อเห็นว่าตัวเองอยู่ในท่าที่ไม่สุภาพนักและถูกเห็นโดยผู้ชายทำให้เธอตกใจ
“โทษที ผมไม่ได้ตั้งใจน่ะ” โจกล่าวขอโทษ เขาไม่รู้ว่าสองสาวกำลังทำสิ่งที่ไม่สมควรอยู่ และเขาก็บุ่มบ่ามเข้ามา
“ถ้างั้นก็รีบออกไปสิย่ะ!!” หยาดทิพย์หยิบหนังสือขึ้นมาแล้วปาใส่โจด้วยความโกรธปนอาย
แต่โจหลบได้จากนั้นเขาก็ออกจากห้องพร้อมปิดประตู
หลังจากนั้นสักครู่หนึ่ง
“เข้ามาได้!” หยาดทิพย์ตะโกนออกไปนอกห้อง
โจได้เปิดประตูเข้ามาอีกครั้ง เมื่อมองไปที่ใบหน้าของหญิงสาวทั้งสองเขาเห็นใบหน้าของพวกเธอมีสีแดงจางๆ ดูเหมือนว่าพวกเธอจะยังคงอายอยู่