สวีหยางอี้กำลังนอนหลับ
เพราะขั้นเลี่ยนชี่ยังไม่สามารถอดกินอดนอนได้เหมือนขั้นจู้จีดังนั้นเขาจึงต้องพักผ่อน
พอได้หลับ เขาก็หลับลึก
เช้าวันถัดมา เสียงกระดิ่งของโทรศัพท์ก็ปลุกเขาจนตื่น เขาไม่ได้ตั้งค่าเป็เสียงเพลงอื่นใดเพราะมันยุ่งยากเกินไป
เขาผิวปากฮัมเพลงอาบน้ำจนเสร็จ แม้เขาจะผิวปากเป็ทำนองเพลงอื่นไม่เป็แต่ตอนที่สอบจบการศึกษาที่นครซานสุ่ย กลับจำทำนองเพลงเสี่ยวผิงกั่ว[1]ได้อย่างไม่รู้ตัวซึ่งมันเป็เพลงได้ยินมาจากที่พวกป้าๆ เปิดเต้นแอโรบิคกันในลานกว้าง และตอนนี้เขาก็กำลังผิวปากเป็ทำนองเพลงนี้
หลังหวีผมเสร็จเขาก็สูบบุหรี่ไปหนึ่งมวน เขาไม่ออกไปทานข้าวแต่กลับหยิบขนมปังในกระเป๋าออกมาสองสามแผ่นทานคู่กับนมเป็ข้าวเช้าแทน
ดูจากอากัปกิริยาของเขาแล้ว เหมือนอารมณ์ดีเป็ยิ่งนักแต่ถ้ามีคนอยู่ต่อหน้าเขาตอนนี้คงจะต้องรับรู้ได้ว่ารอยยิ้มของเขาไม่ได้สดใสมีชีวิตชีวาเหมือนคนเพิ่งตื่นนอนในตอนเช้าและไม่ได้ดูกระปรี้กระเปร่าเหมือนคนพักผ่อนมาเต็มอิ่ม หากแต่เป็รอยยิ้มที่เฉยเมยเรียบนิ่ง และกระหายเื
รอยยิ้มแบบนี้เป็รอยยิ้มที่ชวนให้ผู้คนหวาดกลัวจนตัวสั่น
ใช่ เขารู้ตัวเป็อย่างดี เป็ดั่งที่ฉู่เจาหนานคาดเดาไว้เมื่อวานไม่มีผิดเขาวางแผนจะสาวไส้ตัวบงการออกมา!
จ้องเล่นงานฉันเหรอ?
ชอบลองดีนักเหรอ?
ชอบลอบกัดลับหลังใช่ไหม?
ไม่เป็ไร คราวนี้ฉันจะทำให้นายจดจำไปตลอดกาล!
ในเมื่อไม่ยอมคุยกับเขาด้วยเหตุผล เขาก็ไม่คิดจะคุยด้วยเหตุผลอะไรทั้งนั้นตราบจนกระทั่งจะลากคนบงการคนนั้นออกมาให้ได้
ในเมื่อเกรงกลัวราชสีห์งั้นก็จงจำให้ขึ้นใจว่าราชสีห์ตัวนี้หน้าตาเป็อย่างไร!
“ครืด...” บานประตูหินค่อยๆ เคลื่อนเปิดเสียงดังครึกครื้นก็ดังลอยมาทันทีทันที
“คณปู่ ที่นี่กว้างขว้างใหญ่โตมาก!” ในเวลาเดียวกันหญิงสาวในชุดเสื้อยืดสีขาวและกางเกงยีนกำลังคล้องแขนคนแก่ใบหน้าตกกระสวมแว่นสายตายาว แต่น้ำเสียงและท่าทางกลับยังกระฉับกระเฉงเหลือคณาพวกเขามองดูสนามประลองหนึ่งในใต้หล้าที่กึกก้องไปด้วยเสียงฝูงชนอย่างตื่นเต้นจนแทบจะมีไฟปะทุออกมาจากดวงตา
ประโยคที่เขียนว่าหนึ่งในใต้หล้าบนเพดาน ทำเอาผู้คนเบื้องล่างแลดูเหมือนมดตัวกระจิด ทว่าในทางกลับกัน มดตัวกระจิดเหล่านี้กลับขับให้สังเวียนดูยิ่งใหญ่โอฬารเป็ความยิ่งใหญ่ที่เปรียบเสมือนผืนฟ้าและผืนป่าอันไร้ที่สิ้นสุด
ช่างไม่เหมือนกับสองสามวันก่อนหน้า เหนือสังเวียนขนาดใหญ่ขึ้นไปวันนี้บนอัฒจันทร์ชั้นบนสุดมีศิลาหินแผ่นใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่หนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดแผ่น!
คราบตะไคร่เขียวเกรอะกรังเต็มไปหมด ้าศิลาบางแผ่นถึงกับมีรอยแตกร้าวทว่าศิลาทุกแผ่นล้วนแต่มีชื่อที่สลักด้วยตัวหนังสือพลิ้วไหวงดงาม ในบรรดาตัวหนังสือเ่าั้มีครึ่งหนึ่งเป็สีดำส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็สีแดงฉานดั่งโลหิต
ศิลาหินกว้างห้าเมตรสูงสิบห้าเมตรเหล่านี้ขับให้รังสีบารมีของอักษรชื่อขนาดสามเมตร้าเด่นชัดขึ้น
แลดูเป็ศิลาหินที่แฝงเร้นไปด้วยมนตร์ขลัง
“รุ่นที่ 2380 ผู้ชนะ ซ่งจื่อเหวินแห่งนครอวี๋หยาง”
“รุ่นที่ 2393 ผู้ชนะ จ้าวฉุนแห่งนครเทียนเฟิง”
“รุ่นที่ 2397 ผู้ชนะ อู๋ชุนหลายแห่งนครเจาผิง”
“รุ่นที่ 2420 ผู้ชนะ อวี๋หลิงเอ๋อแห่งนครเฟิงอี้”
รายชื่อพวกนี้ราวกับเป็ส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ราวกับเป็อนุสาวรีย์ที่คอยย้ำเตือนทุกคนว่าที่นี่คือที่ใด!
ศิลาหินขนาดใหญ่ประหนึ่งเสาค้ำฟ้ายืนต้นตั้งตระหง่านอย่างเงียบสงัดภายใต้ตัวหนังสือหนึ่งในใต้หล้าและบนที่นั่งอัฒจันทร์เบื้องหน้าศิลาหินในตอนนี้ก็ถูกผู้คนมากกว่าหมื่นคนนั่งจับจองเป็ที่เรียบร้อย!
โดยส่วนใหญ่แล้วต่างใส่สูทสวมรองเท้าหนังอย่างเรียบร้อย โดย 80%ของพวกเขาล้วนมีแล็ปท็อปวางอยู่บนตักและกำลังจ้องมองบนสังเวียนด้วยแววตาอันเฝ้ารอเหนืออื่นใดเปรียบ ดูเผินๆเหมือนนั่งกันสะเปะสะปะ ทว่ากลับนั่งแบ่งเป็กลุ่มละหลายสิบคนหรือร้อยคนโดยในมือทุกคนถือเอกสารอยู่ปึกหนึ่งและกำลังพูดคุยกันเสียงแ่
แม้เสียงจะไม่ดังนักแต่เมื่อเสียงของคนเป็หมื่นคนรวมกันก็ได้กลายเป็บรรยากาศที่ทำให้ผู้มาเยือนครึกครื้นขึ้นมาได้ทันที
้าสังเวียน ล่างตัวอักษรหนึ่งในใต้หล้า ตรงนั้นมีสิ่งที่ดึงดูดสายตาผู้คนนับหมื่น!
“นี่คืออะไร? ป้ายสุสานเหรอ?” ณมุมๆ หนึ่งตรงอัฒจันทร์มีคนสิบกว่าคนรวมตัวกันอยู่มีวัยรุ่นคนหนึ่งที่ดูก็รู้ว่าเพิ่งมาเป็ครั้งแรกเขาดูตื่นตาตื่นใจจนหน้าแดงเรื่อและกำลังพูดและชี้ไปยังศิลาสูงสิบกว่าเมตรเป็ร้อยๆแท่นเ่าั้อย่างตื่นเต้น
สิ้นสุดเสียงเอ่ย หญิงสูงวัยที่อยู่ข้างๆคนหนึ่งก็รีบเอามือปิดปากเขาทันที เธอใจเสียจนเหงื่อเย็นแตกพลั่ก “หลานรัก...แกพูดซี้ซั้วอะไรของแก?! นี่มันรายชื่อของผู้ที่ได้อันดับหนึ่งของแต่ละรุ่นเชียวนะ!ตอนจบการศึกษา ใครบ้างที่ไม่ใช่อัจฉริยะล้ำเลิศ? มีเพียงรายชื่อที่เป็สีดำเ่าั้ที่เป็รุ่นพี่ที่ตายจากส่วนคนที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่ง อย่างน้อยก็เป็รุ่นพี่ขั้นจู้จีทั้งสิ้น!”
เมื่อได้ยินคำว่ารุ่นพี่ขั้นจู้จี วัยรุ่นก็ใจนสะดุ้งโหยงและรีบหุบปากทันที
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็กระตุกแขนเสื้อหญิงสูงวัย “คุณยาย...แล้วศิลาที่ยังว่างอยู่นั่นเตรียมไว้สำหรับรายชื่ออันดับหนึ่งของปีนี้ใช่ไหมครับ?แต่ทำไมมีอยู่สองแท่นล่ะ? อันดับหนึ่งควรมีคนเดียวไม่ใช่เหรอ?”
หญิงสูงวัยมองไปที่๑ศิลาสองแท่นนั้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ก่อนพยักหน้าเอ่ยขึ้นเสียงนุ่ม“หลานรัก... แกจำไว้ให้ดี... ศิลาแท่นหนึ่งในนั้นก็คือรายชื่อของอันดับหนึ่งของปีนี้ไม่ผิดแน่ แต่อีกแท่นหนึ่งคงไม่มีชื่อสลัก”
“ทำไมเหรอครับ?”
“เพราะว่านั่นเป็ศิลาของเมี่ยรื่อ!”
ประโยคนี้เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวหนักแน่นและความรู้สึกอันเป็เกียรติอย่างหาที่สุดไม่ได้ในเวลาเดียวกัน ความเร่าร้อนก็ปะทุขึ้นในดวงตาราวกับเปลวเพลิง!
“เมี่ยรื่อ?! ผู้ที่บรรลุขั้นจู้จีภายในเวลาสามสิบปีผู้นั้นเหรอ?เขาเป็คนจากมณฑลหนานทงของพวกเราใช่ไหมครับ?” เมื่อได้ยินชื่อนั้นวัยรุ่นก็รู้สึกเย็นซาบซ่านขึ้นมาความคลั่งไคล้ที่ระงับไว้ไม่อยู่ฉายขึ้นมาบนใบหน้าเขาทันที
ขั้นจู้จีทำไมถึงบรรลุยากขนาดนั้น? ทั่วทั้งหวาซย่ามีผู้ฝึกตนขั้นจู้จี้ถึงสองหมื่นคนไหมนะ?”
คำกล่าวที่ว่าหนึ่งร้อยปีบรรลุขั้นจู้จีโดยเฉลี่ยแล้วผู้ฝึกตนที่บรรลุขั้นนี้จะมีอายุประมาณเจ็ดสิบปีทว่าในค่าเฉลี่ยเช่นนี้กลับมีคนหนึ่งจากมณฑลหนานทงที่โดดเด่นขึ้นมา!แย่งอันดับหนึ่งมาครอง ทำลายทุกสถิตของอันดับหนึ่งทิ้งห่างจนผู้อื่นมองไม่เห็นฝุ่นควัน! ท้ายที่สุด...
สิบสามปีก็บรรลุขั้นจู้จีได้!
และชื่อเรียกในขั้นจู้จีของเขาก็คือเมี่ยรื่อ!
ศิลาแท่นนี้มีไว้สำหรับเมี่ยรื่อโดยไม่จำเป็ต้องสลักชื่อเพราะว่าศิลาแท่นนี้สูงสามสิบเมตร กว้างแปดเมตร!ยิ่งใหญ่กว่าศิลาแท่นอื่นทั้งหมด!
ประหนึ่งเทพเ้าสูงสุดเหนือสรรพสิ่งทั้งปวง
ณ ที่แห่งนี้ ท่ามกลางผู้ฝึกตนมากมาย ท่ามกลางศิลาอนุสรณ์ ราวกับโอบล้อมไปด้วยเหล่าอัจฉริยะโดยมีวีรบุรุษแห่งยุคสมัยสถิตอยู่ด้านหลังทุกคน แต่ถึงกระนั้นศิลาอนุสรณ์ของเมี่ยรื่อที่ยิ่งใหญ่ดุจผาสูง ก็ทำเอาศิลาแท่นอื่นๆถึงกับหมองราศีลง!
วัยรุ่นพยายามเป็อย่างมากกว่าจะละสายตาออกจากศิลาไร้นามได้ก่อนเอ่ยถามด้วยสีหน้าเรื่อ “คุณยาย แล้วพวกเรามาดูอะไร?”
“จะดูอะไรล่ะ!” หญิงสูงวัยถลึงตาใส่เขา “ข้อแรก ฉันพาแกมาเปิดหูเปิดตาให้แกได้เห็นว่าผู้ฝึกตนที่แท้จริงเป็อย่างไร ข้อสอง นอกจากอวี้หลินเว่ยตู้มหาสมบัติ CSIB และสี่กองกำลังใหญ่ของเทียนเต้าแล้วยังมีตระกูลผู้ฝึกตนหลายร้อยตระกูลจากทุกมณฑลมารวมตัวกันและตระกูลเหยาของพวกเราก็เป็หนึ่งในนั้น พิธีจบการศึกษาของเทียนเต้าเป็่เวลาที่เหล่าอัจฉริยะต้นอ่อนรวมตัวกันมากที่สุด มีอย่างที่ไหนที่หลายๆองค์กรจะไม่มา? หากไม่รับสมัครคนใน่เวลานี้แล้วจะไปรับสมัครคน่เวลาไหน?”
“แต่ว่า... จะรู้ได้อย่างไรว่าใครเก่งที่สุด? อันดับหนึ่งไม่สิ ตระกูลเหยาของเราไม่มีทางรับสมัครรายชื่อสามสิบอันดับแรกได้อยู่แล้ว”
หญิงสูงวัยระบายยิ้มพลางชี้ไปที่ศิลาพวกนั้น “ดูให้ดี...้าไม่ได้มีแค่ชื่ออย่างเดียว... มันยังมีอะไรอยู่อีก?”
“้าไม่ได้มีแค่ชื่ออย่างเดียว... มันยังมีอะไรอีก?” อีกด้านหนึ่ง ผู้เฒ่าใส่แว่นผู้นั้นกำลังถามหลานสาวประโยคเดียวกันเช่นกัน
ชุดสูทเรียบหรูสีอ่อน บนหน้าอกมีตัวอักษร “ติง”ปักทับตราประจำตระกูลรูปกรงเล็บัอยู่ เป็สัญลักษณ์แทนตระกูลผู้ฝึกตนของพวกเขา
บริวารที่ติดตามเขามาประมาณสามสิบคนมองตามไป พวกเขายังไม่ทันเอ่ยตอบผู้เฒ่าก็พูดขึ้นเสียงอ่อน “รอยแตกร้าว”
“แม้พวกเราจะนำอุปกรณ์และแล็ปท็อปสำหรับทดสอบมาเองแต่พวกเราประเมินได้แค่ค่าเฉพาะส่วนค่าโดยรวมยังต้องประเมินจากศิลาที่เสริมพลังปราณของจินตันเจินเหรินพวกนั้นอยู่ดี!”
“พลังแฝงของผู้ฝึกตนจะเกิดปฏิกิริยาบนศิลาเหล่านี้เมื่อเขาคนนั้นะเิพลังทั้งหมดออกมาหากพลังของเขามากกว่าอันดับหนึ่งในศิลาหินเหล่านี้ มันจะเกิดรอยแตกร้าวขึ้น!หากพลังเหนือชั้นเกินไป ศิลาหินนั่น...” เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “ก็จะพังทลายลง”
“แล้วค่อยสร้างขึ้นใหม่?” หญิงสาวถามอย่างแปลกใจ
“จะเป็ไปได้อย่างไร” ผู้เฒ่ายิ้มเอ่ย“นี่เป็สิ่งที่จินตันเจินเหรินระดับโลกสร้างขึ้นเชียวนะ!เมื่อถึงพิธีจบการศึกษารุ่นถัดไป ไม่จำเป็ต้องให้ใครมาซ่อมแซมทั้งนั้นเพราะมันจะกลายเป็ศิลาหินแท่นใหม่อัตโนมัติแต่ยังมีรอยแตกร้าวเหลืออยู่ สมแล้วที่เป็สิ่งที่สร้างขึ้นจากจินตันเจินเหริน...หนึ่งในสามกองกำลังใหญ่อย่างอวี้หลินเว่ยมีข้อมูลของพวกอัจฉริยะพวกนี้ ตระกูลเล็กๆอย่างพวกเราจะไปมีของอย่างนั้นได้อย่างไร? ดังนั้นตอนนี้พวกเราทำได้แค่ประเมินจากสถานการณ์จริงเท่านั้นว่าใครมีพลังความสามารถซ่อนเร้น”
“ถ้าหาก...” หญิงสาวมองศิลาแท่นสูงสุดที่เป็ของเมี่ยรื่อ“มีคนทำให้ศิลาหินแท่นนี้ร้าวได้ล่ะ...”
ศิลาหินแท่นนั้นใสสะอาดไร้ตำหนิประหนึ่งหยกขาวไขมันแพะ ทั่วทั้งแท่นไร้ซึ่งรอยขีดข่วนแม้แต่น้อยไม่เหมือนกับศิลาหินแท่นอื่นที่หยากไย่เกรอะหรังเต็มไปหมด
ผู้เฒ่าคลี่ยิ้มพลางลูบหัวหญิงสาว “เ้ารู้ไหมว่า...ตบะของเมี่ยรื่อตอนนี้อยู่ในขั้นไหน?”
หญิงสาวส่ายหน้า
“จู้จีขั้นสมบูรณ์” ใบหน้าของผู้เฒ่าผุดแววเลื่อมใสขึ้นมาอย่างเด่นชัดแต่น้ำเสียงกลับแฝงด้วยความขมขื่น “เหลือเพียงแค่ก้าวเดียว...ก็จะเป็จินตันเจินเหรินแล้ว...เหมือนกับจิ้งจอกเฒ่าที่เ้าเห็นที่ศูนย์การค้าข่ายเต๋อตัวนั้น...”
“แต่ว่าจูหงเสวี่ยมีอายุสองร้อยเจ็ดสิบปี... เมี่ยรื่อ... มีอายุเพียงหนึ่งร้อยยี่สิบปีเท่านั้น”
เขาหยุดพูดต่อ เพราะความนัยของคำพูดชัดเจนยิ่งนักคนแบบนี้จะมีคนเก่งกว่าได้อย่างไร?
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าอย่างประหวั่น เม้มปากไม่พูดตอบ
“อ้าว? ติงเหล่า? ไม่ใช่กำลังเข้าฌานอยู่เหรอ?เห็นบอกว่าถ้ายังไม่บรรลุขั้นจู้จีจะไม่ออกฌาน ทำไมตอนนี้ถึงมาได้?”ขณะนั้นผู้ชายอายุราวยี่สิบปีแต่กลับไร้แววมุทะลุเยี่ยงคนอายุยี่สิบปียิ้มแย้มประสานมือทักทายด้วยท่าทางสุขุมเรียบนิ่งดุจผิวน้ำ
บนหน้าอกของเขากลัดด้วยเหรียญตราทรงกลีบดอกไม้และมีตัวหนังสือสีขาวสะดุดตาอยู่้า
ด้านหลังเขามีกลุ่มคนห้าสิบคน ไม่ใช่กลุ่มใหญ่มาก แต่ก็ไม่เล็ก
“ฉันไม่มีหวังกับขั้นจู้จีแล้ว เหอะๆ” เหล่าติงคลี่ยิ้มประสานมือ“คนแก่อย่างฉันปีนี้ก็อายุเก้าสิบสองแล้ว คาดว่าอีกห้าหกปีก็คงจะเข้าโลงแล้วพิธีจบการศึกษาของเทียนเต้า ห้าปีมีครั้ง ยังไงก็ต้องหาโอกาสให้ตระกูลหน่อยรายชื่อยี่สิบคนแรกคงไม่มีหวังถ้าหากสายตาของสามสิบรายชื่อแรกมองมายังตระกูลติงของพวกเราบ้างการมาเที่ยวนี้ก็ไม่เสียเปล่า”
“งั้นพวกเรานั่งด้วยกันเป็ไง?”
“แน่นอน เชิญ” “เชิญ”
ครั้นสวีหยางอี้เดินออกมา ผู้คนเป็หมื่นคนก็มากันครบแล้วหลังจากประตูเปิดออก คลื่นเสียงก็ลอยเข้ามากระทบทันที ทำเอาดวงตาเขาหรี่ลงเล็กน้อย
“วิเคราะห์ข้อมูลของผู้ที่อยู่ประตูหมายเลขสิบ!” เดิมทีเสียงฝูงคนในสนามประลองหนึ่งในใต้หล้าก็ดังกึกก้องอยู่แล้วแต่พอเขาปรากฏตัวขึ้น ผู้คนจำนวนไม่น้อยต่างพูดประโยคนี้ออกมาทำให้เสียงดังขึ้นอีกระลอก!
นักเรียนทุกคน... ณ ที่แห่งนี้ พวกเขาล้วนแต่เป็คนที่มีศักยภาพ
ณ ที่แห่งนี้ ทุกคนทั่วใต้หล้าล้วนมาเพื่อพวกเขาทุกคนล้วนวิ่งไปหาผลประโยชน์ของตน!
“พละกำลังเกรด A พลังปราณเกรด A ความเร็วเกรด A ปฏิกิริยาตอบสนองเกรด A ความอึด...” ผู้หญิงในชุดสูทที่บนหน้าอกมีเหรียญตรารูปแมลงที่มีอักษร“หลี่” ้าหันกล้องของแล็ปท็อปไปส่องสวีหยางอี้ทันที ไม่ถึงหนึ่งวินาทีหน้าจอแล็ปท็อปก็แสดงปลวิเคราะห์เขาออกมา กวาดมองแวบหนึ่งดวงตาของเธอถึงกลับเปล่งประกายในบัดดล แม้แต่น้ำเสียงก็พุ่งสูงขึ้น “ก็เกรด Aเหมือนกัน!”
“นักเรียนเกรด A ห้าตัว!”
เธอลุกพรวดขึ้นมาอย่างใ ก่อนระงับความตื่นเต้นและหันพูดกับด้านหลัง“ท่านผู้นำตระกูล... นักเรียนเกรดA ห้าตัว! คนนี้ได้เกรดAห้าตัว!ผลการประเมินทั้งห้ารายการจากโรงเรียนสาขาย่อยในนครอวี๋หยางได้เกรดA หมดเลย!”
รอบๆ ตัวเธอยังมีผู้คนอีกยี่สิบกว่าคน ทั้งหมดอยู่ในชุดสูทเรียบร้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ต่างพากันตะลึงลานก่อนหันไปมองด้านหลัง
“ติดตามผลการประเมินอย่างละเอียด!” ตรงด้านหลังมีเด็กผู้ชายอายุประมาณสิบขวบที่ก่อนหน้านี้กำลังเลียอมยิ้มอยู่แต่พอได้ยินเช่นนั้น ก็กัดอมยิ้มดัง “กรอบ” ทันที ก่อนเอ่ยเสียงขรึมอย่างตื่นเต้น“เกณฑ์ชี้วัดระหว่างเกรด A ด้วยกันมีช่องว่างที่ห่างมาก!เหมือนกับเกณฑ์การแบ่ง่น้ำหนักของนักมวยรุ่นเฮฟวี่เวทที่จะต้องมากกว่าสองร้อยปอนด์!หากน้ำหนักหนึ่งพันหกร้อยปอนด์อยู่ในระดับ A งั้นน้ำหนักสองพันปอนด์ก็อยู่ในระดับA เช่นกัน! ฉันอยากรู้ข้อมูลของเขาอย่างละเอียด!”
--------------------------------------------------------------------------------
[1] 小苹果 หรือแอปเปิ้ลน้อย เป็ชื่อเพลงยอดฮิตในประเทศจีนใน่ปี ค.ศ. 2015 ร้องนำโดย Chopsticks Brothers