“นางโง่นี่นะ เป็นแฟนกับคุณหลินแท้ๆ แต่ไม่รู้จักคว้าโอกาส วันๆ เอาแต่อยู่กับรถและเครื่องยนต์ ประสาทหรือเปล่า” เย่หลิงลอบหัวเราะเยาะหยัน ในใจมองว่าเหวินจิงได้พลาดโอกาสไป
และดูจากลักษณะท่าทาง ด้วยเซนส์ของผู้หญิงได้บอกกับเธอว่า พวกเขายังไม่มีอะไรกัน...
ซ่งจื่อจิงว่าโง่แล้วนะ แต่ดูเหมือนว่าเธอจะเจอคนที่โง่กว่า
จ้าวหานตกใจปฏิกิริยาของเหวินจิง ยามเมื่อเพื่อนนักศึกษาหลายคนมองมา เธอรู้สึกเหมือนร่างกายเปลือยเปล่า ต้องเอื้อมมือไปจับแขนเพื่อนสนิทเขย่าๆ
“นี่เหวินจิง เบาเสียงหน่อยสิ เห็นไหมว่าทุกคนหันมามองเรากันหมด...”
เป็นตอนนี้เองที่หญิงสาวพลันได้สติ แต่ยังตอบกลับไปว่า “ช่างสิ อยากมองอยากเสือกก็แล้วแต่พวกเขา”
จ้าวหานไหล่ตก “เธอไม่แคร์แต่ฉันแคร์นี่นา...”
เหวินจิงละสายตากลับมามองแฟนหนุ่ม ค่อยเห็นว่าเขาเดินจากไปไกลแล้ว จึงตะโกนไล่หลังว่า “นี่หลินอู๋เฉิน จะไปไหนละนั่น รีบกลับมาพูดกับฉันให้รู้เรื่องเลยนะ!”
“ฉันก็เข้าห้องสอบน่ะสิ ไม่มีเวลาคุยกับเธอหรอก” ชายหนุ่มโบกมือ แล้วเดินเลี้ยวตรงมุมอาคาร หายไปจากสายตาของหญิงสาว ทำเอาเธอโกรธต้องกระทืบเท้าหนักๆ
“เหวินจิง พวกเขาไม่มีอะไรกันในกอไผ่หรอกน่า เย่หลิงอาจจะรถเสีย ก็เลยติดรถเขามา...” จ้าวหานคิดในเรื่องดีไว้ก่อน
“เหอะๆ ยายนั่นพอแฟนถูกไล่ออกจากตระกูลฉิน ก็หาเหยื่อใหม่ทันทีเลยนะ”
คนที่เหวินจิงหมายถึงคือฉินเย่ แฟนเก่าเย่หลิง ที่แม้แต่จะจับมือเธอยังทำได้ยาก
จ้าวหานยิ้มเจื่อน นี่แค่เดินด้วยกันเองนะเธอถึงกับมีน้ำโหถึงขนาดนี้ หากรู้เรื่องการฝังเข็ม ร่างเปลือยเปล่าที่ต้องอยู่สองต่อสอง ไม่แน่ว่าอาจถูกตัดเพื่อน
จะว่าไปมันก็นานแล้วที่ไม่ถูกฝังเข็ม พลันเห็นหน้าเขาเมื่อครู่ หว่างขาจ้าวหานถึงกับร้อนผะผ่าว อดไม่ได้ที่ขยับขาแนบชิด
อยากโดนเขาฝังเข็มอีกจังเลย...
“เป็นอะไรของเธอจ้าวหาน ท่าทางแปลกๆ นะ” เหวินจิงถาม
“เอ่อ...ปวดฉี่น่ะ” เธอตอบตะกุกตะกัก ใบหน้าร้อนผ่าว แก้มสีแดงเข้มถึงใบหู
“งั้นไปห้องน้ำกัน อีกครึ่งชั่วโมงก็จะเข้าห้องสอบ ขืนปวดตอนอยู่ในห้องคงทำข้อสอบได้ไม่ค่อยดี ไปกันเถอะ...”
“อื้ม....เอ่อจริงสิ เธอกับเขาจะว่าเป็นแฟนก็แค่เรื่องพนัน ไม่ได้ไปไหนมาไหนด้วยกัน แม้แต่เดทยังไม่เคยเลย แบบนี้ฉันว่าเธอควรปล่อยเขาไปดีกว่าไหม...” ระหว่างเดินไปห้องน้ำ จ้าวหานรวบรวมความกล้าแล้วพูดมันออกไป
อย่างน้อยเมื่อเขาเลิกกับเพื่อนสนิท แม้เธอจะมอบร่างกายให้เขาภายหลัง ก็จะได้ไม่รู้สึกผิด ไม่เหมือนกับตอนนี้ที่สถานะแฟนยังคงอยู่ ทำให้จ้าวหานหลบหน้าเขาบ่อยๆ ไม่กล้ารุกหนักนั่นเอง
เห็นว่าคุณหนูเหวินเงียบ จ้าวหานถึงกับร้อนรน บอกไปว่า “เอ่อ...ฉันก็แค่พูดน่ะ เธอก็อย่าจริงจังเลย”
“ไม่หรอก ฉันไม่ได้โกรธเลยสักนิด แค่กำลังคิดว่าช่วงเวลาที่ใช้กับเขาน้อยเกินไปจริงๆ นั่นแหละ บางทีฉันอาจจะหาเวลาไปเดทกับเขาบ้าง อย่างน้อยก็ในช่วงปิดเทอมใหญ่”
จ้าวหานถอนหายใจ ไหล่ตก รู้สึกห่อเหี่ยว
ดูเหมือนว่าสิ่งที่เธอมุ่งหวังจะหายไปเสียแล้ว
........
เวลาเดียวกัน บนยอดเขาสูงเสียดฟ้า เมฆาหนาโอบล้อม เสียงนกกระจอกร้องขับขานเพลง ลูกพุทราหล่นจากต้นให้พวกมันกัดกินอย่างสำราญปาก
บนยอดเขามีตำหนักโบราณหลังหนึ่งตั้งอยู่
ตำหนักม่วง!
วันนี้นักฆ่าระดับสูงนั่งอยู่กันถ้วนหน้า โดยมีประธานเป็นผู้อาวุโสเจ็ด ผู้ควบคุมตำหนักม่วงนั่นเอง
“แปลกมาก หลังจากที่ออกจากหยูโจวไป ซูจี ซูโจว ทั้งสองคนก็เงียบหายไปเลย หรือว่าจะเกิดเรื่องร้ายขึ้นกับพวกเขา...” หนึ่งในสมาชิกโพล่งขึ้น รู้สึกไม่ชอบมาพากล
“นั่นสิ หรือกำลังจะบอกว่าพวกเขาทำงานพลาด...ไม่น่าเป็นไปได้ ซูจีคือผู้ฝึกยุทธ์ลมปราณ 50 ปี และซูโจวเองก็ไม่ต่างกัน พวกเขาสองคนพี่น้องไม่เคยทำงานพลาด และค่อนข้างรอบคอบก่อนลงมือฆ่าเป้าหมาย แต่อยู่ๆ ขาดการติดต่อไปซะเฉยๆ ก็อดคิดไม่ได้จริงๆ นั่นแหละว่าอาจมีเรื่องร้ายเกิดขึ้น...”
“เป้าหมายแปลกเกินไป นี่ก็ส่งนักฆ่าไปสามครั้งแล้วแต่ทุกข่าวเกี่ยวกับเขากับไม่ถูกส่งกลับมา หรือพูดง่ายๆ ก็คือหลินอู๋เฉินคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะเป็นผู้ฝึกยุทธ นอกจากนั้นยังแข็งแกร่งกว่าซูจี ซูโจว!”
ตัวตนของทั้งคู่ไม่ใช่ธรรมดาเลย แม้แต่ในตำหนักม่วงที่มีนักฆ่าจำนวนมาก ก็ถือว่าติดอันดับ 1 ใน 10 แต่ดูตอนนี้สิ ทุกคนที่ถูกส่งให้ไปฆ่าหลินอู๋เฉินไม่มีใครสักคนกลับมา มันคิดได้อย่างเดียว ก็คือทุกคนตายหมดแล้ว!
บรรยากาศในตำหนักทรงโบราณค่อนข้างคุกรุ่น
จนในที่สุดผู้อาวุโสเจ็ดผู้เป็นประธานนั่งเงียบมาโดยตลอดได้กล่าวว่า “ตัวตนของหลินอู๋เฉินประหลาดจริงๆ นั่นแหละ แต่ด้วยความที่เราสูญเสียมือดีไปถึง 4 คน ต่อให้เขาเป็นผู้ฝึกยุทธลมปราณกล้าแกร่ง ก็ต้องชดใช้กับเรื่องที่ทำ!”
จากนั้นผู้อาวุโสเจ็ดปรายตามองชายชราที่นั่งอยู่ตรงริมประตู ชุดคลุมสีม่วงเก่าๆ สีซีด ไม่รู้ว่าผ่านการซักรีดมาเท่าไหร่ บนศีรษะมีหมวกไม้ไผ่ มือถือคันเบ็ดตกปลาที่ทำจากไม้สีแดง
“ซูเสวียนจิน เดินทางไปที่ชุนเหลียน เป้าหมายคือหลินอู๋เฉิน!”
ทุกคนถึงกับเลือดลมพุ่งพล่าน
ซูเสวียนจิน ชื่อนี้ไม่ธรรมดาเลย อีกฝ่ายเป็นนักฆ่าที่มีอายุราว 100 ปี หากเป็นคนธรรมดาคงนอนเป็นศพอยู่ในหลุมแต่ที่ยังอยู่รอดมาได้ก็เพราะว่าเขาเป็นถึงผู้ฝึกยุทธ ลมปราณ 90 ปี!
เพียงอีกไม่กี่ก้าวเท่านั้น ก็จะกลายเป็นยอดยุทธเชื่อมต่อกับฟ้าดิน เช่นเดียวกับบรรพบุรุษ!
“แน่นอนว่าค่าตอบแทนคือบ่อมัจฉาไร้มลทิน หลังจากทำงานเสร็จนายจะได้แช่ในบ่อ 1 สัปดาห์!” ผู้อาวุโสเจ็ดไม่คิดให้ทำงานฟรีๆ มาถึงตอนนี้คนอย่างซูเสวียนจินไม่สนใจเงินหรอก สิ่งที่เขาสนใจคือทรัพยากรบ่มเพาะต่างหาก
บ่อมัจฉาไร้มลทิน! แค่ได้ยินทุกคนพลันรู้สึกอิจฉายิ่ง
นี่คือบ่อที่รวบรวมพิษและสมุนไพรนับร้อยชนิดของตระกูลซู แค่ลงไปในบ่อ ไม่จำเป็นต้องถึงหนึ่งวันแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็ได้ประโยชน์รับไม่ถ้วน
แต่นี่ผู้อาวุโสเจ็ดกับมอบโอกาสให้ซูเสวียนจินตั้ง 1 สัปดาห์ ดูเหมือนว่าเขาจะไม่กลัวหากชายชราที่ถือเบ็ดตกปลาจกลายเป็นยอดยุทธลมปราณ 100 ปี
ซูเสวียนจินยามนั่งเงียบๆ คล้ายกับไม้ใกล้ฝั่ง ไม่มีพิษสง แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่สบสายตากับเขา ร่างกายจะรู้สึกราวกับพบอสูรกาย ถึงกับทำให้ขยับตัวไม่ได้ สัญชาตญาณบ่งบอกว่าอันตรายถึงตาย!
“ก็ได้ เตรียมบ่อมัจฉาไร้มลทินรอไว้ได้เลย ชายชราคนนี้จะจัดการเจ้าเด็กนั่นเอง” ซูเสวียนจินลุกขึ้นยืน พูดเพียงไม่กี่ประโยค ก่อนจะเดินออกไปด้วยหลังค่อมๆ สภาพไร้เรี่ยวแรง
หลังจากชายชราเบ็ดตกปลาออกไปจากตำหนัก บางคนกล่าวขึ้นว่า
“หากผู้อาวุโสซูเสวียนจินลงมือ หลินอู๋เฉินนั่นคงต้องตายแน่!”
“นั่นสินะ แต่หากมันไม่ตาย ก็คงเป็นยอดยุทธเท่านั้นที่ฆ่ามันได้...”
เกิดเสียงหัวเราะกลางที่ประชุม
ตัวตนอย่างยอดยุทธไม่ใช่จะพบเจอได้ง่ายๆ อย่างตระกูลซู ท่านบรรพบุรุษที่ไปถึงขอบเขตนี้อายุก็มากแล้ว คนหนุ่มแบบหลินอู๋เฉินจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะแข็งแกร่งปานนั้นหรือเทียบเท่าบรรพบุรุษ เพราะงั้นทุกคนถึงได้หัวเราะขบขัน
ยอดยุทธ...หางคิ้วของผู้อาวุโสเจ็ดถึงกับกระตุกเกร็ง ขอล่ะอย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย หากสิ่งที่พูดลอยๆ เกิดเป็นจริงขึ้นมา ก็คงต้องปลุกท่านบรรพบุรุษให้ตื่นจากการหลับใหล...
“ไม่สิ...ผู้อาวุโสสูงสุดก็เป็นถึงยอดยุทธนี่นา...” ผู้อาวุโสเจ็ดพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะโบกมือคราวหนึ่ง ผู้หญิงในชุดสีม่วงคลุมผ้าปิดหน้าไว้ก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้า
มาเร็วอย่างกับภูติผี
“ซูลั่วอยู่ที่นี่ ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสเจ็ดจะสั่งให้ทำอะไรคะ”
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เธอเป็นพี่น้องกับซูฉีใช่ไหม ถามพี่สาวของเธอก็พอว่าตอนนี้ผู้อาวุโสสูงสุดกำลังทำอะไรอยู่”
“ค่ะ...”
.........
ชายแดนทางใต้
ไม่ไกลจากอาณาเขตที่ราชาทหาร ฉีไป๋หลงปกครอง มีสุสานที่เพิ่งถูกค้นพบ หลังจากนั้นพวกเขาก็ส่งทีมตรวจสอบออกไปจนพบทางเข้า ทำให้ราชาทหารเดินทางไปด้วยตัวเอง
จนถึงตอนนี้ ผ่านมาเกือบเดือนแล้วฉีไป๋หลงยังไม่กลับมา ทำให้สถานการณ์ที่ชายแดนไม่สู้ดี
ประเทศข้างเคียงนำโดยชายร่างสูงใหญ่ดังรถถัง โจเซฟ มาพร้อมกับกองทัพนับร้อย อาวุธปืนส่งเสียงคำรามลั่นก้องฟ้าดินดั่งอัสนีบาต คร่าชีวิตของนายทหารชั้นผู้น้อยไปจำนวนมาก
เลือดสีแดงฉานย้อมพื้นดินจนน่าขนลุก!
บรรยากาศอันน่าสลดกำจายไปทั่วค่ายทหาร
อวี่เห่า หนึ่งในสิบหัวทะกิกับเทียนหมาง ผู้รับหน้าที่ให้เฝ้าดูแลระหว่างที่เจ้ามังกรไม่อยู่ ร่างกายโชกด้วยเลือด สู้กับชาวต่างชาติไม่ได้หยุดพัก และดูเหมือนว่าอีกไม่นานร่างกายจะถึงขีดจำกัดแล้ว...
“อวี่เห่า ยอมแพ้แล้วก้มหัวให้ฉันดีๆ เถอะน่า ถึงตอนนี้สู้ไปก็เปล่าประโยชน์ นายรักษาที่มั่นไม่ได้หรอก!” โจเซฟ ผู้นำกลุ่มทหารรับจ้างมาดเข้มตะโกนเสียงดัง
อวี่เห่า หนึ่งในสิบหัวกะทิรู้สึกกดดัน แทบคิดไม่ออกว่าจะทำยังไงดีเพื่อผ่านสถานการณ์ตอนนี้ไป
ตอนนั้นเองเทียนหมางที่อยู่ข้างๆ ได้ชี้มือไปข้างหน้า “ดูนั่น ท่านเทพมังกรกลับมาแล้ว!”