ตอนที่ 40
ดัชนีทะลวงความลึกซึ่ง
สภาพการณ์เช่นนี้ย่อมเป็นที่กระอักกระอ่วนอย่างยิ่ง
เดิมทีที่พร้อมจะเกิดการต่อสู้ขึ้นอยู่แล้ว ผู้ฝึกตนและทัพใหญ่แคว้นวูจีที่จัดกระบวนทัพอย่างเป็นระเบียบได้งุนงงขึ้นชั่วขณะ พร้อมกับหันไปมองเฉินหมิงอย่างละเอียด และวิจารณ์กันเสียงแผ่วเบา : “คนที่มาช่วยเด็กน้อยผู้นี้ มิใช่ว่าแตกตื่นจนโง่งมไปแล้วหรอกนะ?”
“แคว้นเหยียนไปหาตัวตลกเช่นนี้มาได้อย่างไรกัน?”
“กล้าที่จะมาช่วยเด็กน้อยคนหนึ่งด้วยตัวเพียงคนเดียว เดิมทีในหัวของเขาคงมีปัญหาอยู่แล้ว ดังนั้นสถานการณ์ในตอนนี้ สมควรที่จะแตกตื่นจนโง่งมเป็นธรรมดาอยู่แล้ว”
เฉินหมิงนึกในใจนี่ถือเป็นการประกาศสงครามมิใช่หรอกหรือ ? เหตุใดถึงยังไม่มีสัญญาณกันเล่า ?
“ติ่ง เข้าสู่สนามรบ เปิดโหมดบันทึกจำนวนการสังหาร เมื่อสังหารได้ถึงหมื่นคน จะได้รับความสำเร็จ【สะบั้นหมื่นคน】”
เฉินหมิงนึกขึ้นในใจนี่จึงจะเป็นเรื่องที่ถูกสิ ไม่ง่ายเลยที่จะมีโอกาสได้ความสำเร็จกวาดล้างเช่นนี้ได้ ยังไงก็ไม่อาจที่จะปล่อยให้ผ่านไปได้
จ้าวชิงเหยาหันไปมองเฉินหมิงด้วยความเป็นห่วง : “ท่านอาจารย์ พวกเรารีบหนีกันเถอะ”
เฉินหมิงยิ้มแล้วกล่าว : “นี่เจ้ากำลังดูแคลนอาจารย์เจ้าอยู่หรอกหรือ ? พวกเขาหาญกล้าที่จะทำต่อเจ้าเช่นนี้ ข้าจะสอนบทเรียนอันลึกซึ่งให้แก่พวกเขาเอง ! จะลืมกันไม่ลงเลยแม้แต่คนเดียว อีกทั้งยังสลักอยู่ในความทรงจำในหน้าประวัติศาสตร์ของแคว้นวูจีอีกด้วย
เฉินหมิงเงยหน้า ใจกลางเวหายังมีผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีอีกสิบกว่าคนกำลังปล่อยกระบี่บินพุ่งเข้าใส่เขา ในหมู่นั้นยังได้มีพายุคลั่งเพลิงไฟลุกโหม อสนีบาตแทรกอยู่ประปราย ภายในมือข้างขวาของเฉินหมิง พลังมนตร์ตราได้ล้นทะลัก ถาโถมอยู่ที่ด้านบนกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ เงากระบี่ยาวกว่าสามจั้งระลอกหนึ่งก็ได้แผ่กระจายอยู่ทางด้านบนของกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ เผชิญหน้ากับกระบี่บินสิบกว่าเล่ม เฉินหมิงฟัน กระบี่ออกไปยังทางด้านหน้า เพลงกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ หนึ่งกระบี่ผ่าเก้าขุนเขา !
คล้ายกับกระบี่อันคมกริบเล่มหนึ่งพัดผ่านฟาดฟันดุจต้นหลูเว่ย[1] กระบี่บินสิบกว่าเล่มก็ได้ถูกฟาดฟันจนเป็นฝุ่นผง กระแสกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ทำลายกระบี่บินสิบกว่าเล่มจนพินาศย่อยยับไปได้อย่างง่ายดายในทันที ผู้ฝึกตนสิบกว่าคนยังได้ถูกเงากระบี่กวาดต้อน ฟาดฟันจนต้องถอยไปยังทางด้านหลังอยู่หลายก้าว !
“คนผู้นี้ แท้จริงแล้วมีพลังฝีมือเยี่ยงไรกัน?”
“พลังฝีมือของเขา ไม่อาจที่จะมองออกได้เลย!”
“ใช้เพียงกระบี่จู่โจมพวกเราจนล่าถอยได้ เกรงว่าคงจะต้องเป็นสุดยอดผู้ฝึกตนท่านหนึ่ง!”
“แคว้นเหยียนไปเชิญบุคคลอันน่าหวาดกลัวที่มีพลังฝีมือเช่นนี้มาได้อย่างไรกัน?”
“เขาจะต้องใช้วิชาลับอะไรอย่างแน่นอน ไม่อาจที่จะรั้งรอได้นาน พวกเราบุกโจมตีต่อไป ข้าไม่เชื่อหรอกว่า เขาเพียงคนเดียว จะสามารถต่อต้านพลังทั้งแคว้นของพวกเราไปได้!”
เหล่าพลทหารภายในใจกลางทัพใหญ่ก็ได้พบเห็นส่วนที่ไม่ถูกต้อง : “ยิงธนู รีบยิงธนูเร็วเข้า! ”
ดอกศรธนูบินถลาเข้ามาพร้อมกัน เข้ามาจากกลางอากาศดุจห่าฝน พุ่งเข้าใส่เฉินหมิง เขาจึงหันหน้าพูดกับเด็กน้อยที่อยู่บนแผ่นหลังตนเอง: “หลบเอาไว้ให้ดี อย่าได้บาดเจ็บเข้าล่ะ”
เฉินหมิงสะบัดกระบี่เยื้องย่างก้าวเดิน เขาหาได้สนใจพิรุณคมศรไม่ จ้าวชิงเหยาที่พึ่งจะอายุได้สิบสามปี มีร่างกายที่ยังเล็กอยู่ จึงสามารถที่จะซ่อนอยู่บนแผ่นหลังของเขาได้อย่างสมบูรณ์ ทว่าเฉินหมิงก็ยังคงไม่วางใจอยู่บ้าง เขาจึงหลั่งไหลพลังมนตร์ตราเข้าขวางอยู่ทางด้านหน้าไว้ชั้นหนึ่ง ในทุกย่างก้าวของเฉินหมิง บันไดหินที่ถูกเหยียบย้ำอยู่ใต้ฝ่าเท้าล้วนแต่แหลกลาญจนเป็นฝุ่นผง พุ่งตรงเข้าไปยัง ทัพหมื่นอาชาที่อยู่เบื้องหน้าแต่เพียงผู้เดียว
เขาไม่คิดที่จะให้ถูกล้อมโจมตีจากทั้งหน้าหลัง ถึงอย่างไรเขาย่อมไม่เป็นอะไรไรอยู่แล้ว แต่ว่าจ้าวชิงเหยายังไม่อาจที่จะต้านทานไว้ได้
เงากระบี่ยาวกว่าสามจั้งได้ถูกกวาดวาดออกไป ฟันทหารหลายสิบคนขาดเป็นสองท่อนในทันที เฉินหมิงเองก็ยังได้เยื้องย่างไปทางด้านหน้าต่อ จากนั้นก็ได้ทิ่มกระบี่แทงลงอีกครา พร้อมกับเข่นฆ่าทหารไปอีกนับสิบ
เฉินหมิงสะบัดกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ กระแสกระบี่ปะทุไปทั่วทุกแห่งหน ในทุกการกวาดวาดของกระบี่ ล้วนแต่หมายถึงชีวิตที่สูญเสียไปของเหล่าทหารหลายสิบนาย
จากการฟันออกไปทางด้านหน้าเพียงกระบี่เดียว ก็ทำให้เกิดเป็นร่องหลุมยาวนับสิบจั้งขึ้นมาสายหนึ่ง จากการกวาดวาดกระบี่ออกอีกครั้ง ก็ฟันเข้าใส่ช่วงเอวของศัตรูจนขาดสะบั้นไปในทันที !
ผู้ฝึกตนที่อยู่ท่ามกลางอากาศย่อมไม่ปล่อยให้เฉินหมิงเปิดฉากฆ่าฟันกองทัพของตนอยู่ฝ่ายเดียว จึงได้แยกย้ายกันจู่โจมใส่เฉินหมิง ในขณะเดียวกันเฉินหมิงก็ได้ใคร่ครวญถึงปัญหาข้อหนึ่งขึ้นมา ข้าจะทดลองใช้พลังทำลายของเคล็ดเซียนดัชนีทะลวงความลึกซึ่งดูดีหรือไม่ แต่ข้าก็เกรงว่าหลังจากที่กระตุ้นดัชนีทะลวงความลึกซึ่งไปแล้ว อีกฝ่ายจะพากันแตกตื่นตกใจจนหลบหนีไปหมด
เฉินหมิงครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะ ก่อนหันไปมองผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถียี่สิบกว่าคนที่ทะยานพุ่งเข้าใส่ตนเอง ในขณะเดียวกันเขาจึงยกกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ชี้ไปที่เบื้องหน้าของอีกฝ่าย : “ดัชนีทะลวงความลึกซึ่ง ! ”
พลังมนตร์ตราที่เอ่อล้นอยู่ระหว่างนิ้วมือ ได้สูบพลังมนตร์ตราภายในเต้ากงแห่งหนึ่งของเขาไปจนหมดสิ้นในทันที ผู้ฝึกตนยี่สิบกว่าคนสัมผัสได้ถึงอันตรายที่ถึงแก่ชีวิต ระหว่างนิ้วมือของเฉินหมิงที่ได้ผนึกรวมพลังมนตร์ตราเอาไว้ก็ช่างน่าหวาดกลัวกันจนเกินไปแล้ว !
ด้านบนกลางเวหา มวลเมฆต่างมืดมัวจนเกิดเป็นเกลียวคลื่น ภายใจกลางเกลียวคลื่นนั้น ได้มีพลังดัชนีขนาดยักษ์สีเขียวลอยออกมาหนึ่งเส้น โดยรอบของดัชนียักษ์ที่เป็นสีเขียว ทุกอย่างล้วนแต่ถูกทำลายไปจนสิ้น แทบไม่อาจที่จะยับยั้งพลังทำลายของดัชนียักษ์เส้นนั้นเอาไว้ได้เลย
ภายใต้การโจมตีดัชนีทะลวงความลึกซึ่งเพียงครั้งเดียว พริบตานั้นบนพื้นดินได้ถูกทำลายจนย่อยยับ การโจมตีทำลายล้างเกิดเป็นคลื่นระลอกสายหนึ่ง เป็นธรรมดาที่ทหารซึ่งถูกคลื่นระลอกนั้น ต้องกลายเป็นฝุ่นผงไปในทันที ผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีที่กระทบคลื่นระลอกนั้น ต้องเลือดกบอยู่ในปาก ร่วงหล่นจากกลางเวหาลงสู่พื้นดิน และราชวังกว่าครึ่งที่ถูกดัชนีทะลวงความลึกซึ่งทำลายได้กลายเป็นหลุมลึกขึ้นมาในทันที
ในระหว่างที่แผ่นดินสั่น ภูผาสะเทือนอยู่ระยะเวลาหนึ่ง แผ่นดินก็ได้เกิดรอยแยกออก ปรากฏเป็นเหวลึกแต่ละสายออกมา และพื้นที่ซึ่งถูกดัชนีทะลวงความลึกซึ่งกระทบ ก็ได้กลายเป็นหลุมยักษ์ขนาดหลายสิบกว่าจั้งปรากฏขึ้นอยู่ในบริเวณโดยรอบ !
เฉินหมิงยื่นมือกระชับกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ : “สมกับที่เป็นเคล็ดเซียน พลังทำลายช่างไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ! ”
“ติ่ง สังหารสามพันสองร้อยเจ็ดสิบเอ็ดคน”
“ติ่ง สังหารสามพันสองร้อยยี่สิบแปดคน”
“ติ่ง สังหารสามพันสองร้อยห้าสิบสี่คน”
.......
เฉินหมิงหันไปมองที่ด้านบนของพื้น ซึ่งหลงเหลือแต่เพียงผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีที่ยังคงพยายามยื้อชีวิตเอาไว้ และขึ้นชื่อว่าเป็นกองทัพของคนธรรมดา ภายใต้พลังดัชนีทะลวงความลึกซึ่งอันน่าพิศวงของเฉินหมิงก็ได้เปลี่ยนสภาพของพื้นดินจนกลายเป็นหลุมลึก ถูกฝังไว้ทั้งเป็นอยู่ข้างใต้พระราชวังที่พังทลายลง
ถึงอย่างไรราชาปีศาจก็ยังคงเป็นราชาปีศาจ ยิ่งเพราะเป็นราชาปีศาจ พวกเขาคร้านที่จะลงมือฆ่าหรือบางทีอาจจะฆ่าไม่ได้มากมาย แต่ขอเพียงเมื่อลงมือ ย่อมจะทลายขุนเขาถล่มพสุธาได้
ดัชนีทะลวงความลึกซึ่งของเฉินหมิง เมื่อเทียบกันในหมู่ราชาปีศาจ ก็ย่อมถือได้ว่าเป็นเคล็ดวิชาที่มีความแข็งแกร่งเลยทีเดียว
ผู้ฝึกตนและเหล่ากองทัพที่ล้อมโจมตีกันอยู่แนวหน้าในที่สุดก็เข้าใจได้ : “นี่มัน......พลังทำลายล้างในระดับราชันย์.......”
“ที่แท้ ก็เป็นราชาตนหนึ่ง......”
“ศัตรูของพวกเรา ก็คือราชาตนหนึ่ง......”
ทว่าผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีหาได้มีความคิดคล้ายกับทหารไม่ มีคนกล่าวขึ้นว่า : “เขาหาใช่ราชามนุษย์ไม่ ที่เขาใช้ออกมานั้นเป็นวิชาลับ บัดนี้พลังมนตร์ตราภายในร่างของเขาจะต้องเหือดแห้งแล้วอย่างแน่นอน ตามข้ามา ฆ่าเขาซะ ! ”
“หากครั้งนี้เราปล่อยเขาไปแล้ว ในครั้งต่อไปเขาจะไม่กลับมาอีกหรือไง? มีแต่ต้องฆ่าเขาเสีย จึงจะไม่เกิดเป็นปัญหาในภายหลังได้อีก! ”
ทหารและผู้ฝึกตนนับไม่ถ้วนก็ได้พุ่งเข้าใส่เฉินหมิงกันอีกครั้ง คล้ายกับเหล็กกล้าที่หลั่งไหลมาขุมหนึ่ง เฉินหมิงขยับกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ในมือ เงากระบี่ยาวถึงสามจั้งก็ได้ล้นทะลักกันออกมาอีกครั้ง เฉินหมิงฟันออกไปกระบี่แล้วกระบี่เล่า ภายใต้ทุกการกระทบของทุกกระบี่ ล้วนแต่มีทหารหลายสิบนายหรือผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีต้องตายตกไป
และในเวลานี้ กลับมิใช่เฉินหมิงที่ถูกทัพใหญ่หลายหมื่นและผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีล้อมตีเขาจนต้องล่าถอย แต่เขาเป็นฝ่ายทำให้ศัตรูต้องล่าถอย มีแต่เฉินหมิงที่มุ่งหน้าเดินเข้าหาอีกฝ่ายโดยตลอด !
มีทหารได้บาดเจ็บล้มตายเพิ่มอีกสองพันกว่าคน และมีผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีสิ้นชีพไปอีกเจ็ดแปดคน ในที่สุดก็มีผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีผู้หนึ่งสามารถเข้าประชิดร่างของเฉินหมิง เขาฟันดาบเข้าที่ทรวงอกของเฉินหมิง อาภรณ์ของเฉินหมิงได้ถูกฉีกจนเป็นชิ้น ดาบยาวกระทบเข้าที่ส่วนหน้าอกของเฉินหมิง จนเกิดเป็นเสียงของโลหะเสียดสีดังขึ้น และดาบยาวในมือของผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีผู้นั้น ก็ได้ถูกบดขยี้ลงในทันที !
เฉินหมิงยื่นมือข้างซ้ายออก พร้อมกับเข้าไปกุมที่ลำคอของผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีผู้นี้เอาไว้ ก่อนจับโยนออกไปจนเกิดเป็นหลุมยักษ์ขึ้นที่ด้านบนพื้นผิว
เฉินหมิงเองก้าวกระโดดอย่างปราดเปรียวดุจกระต่าย เป็นธรรมดาที่เมื่อมีการโจมตีที่พุ่งเข้าใส่เขาเข้ามา เขาก็จะเข้าไปรับการโจมตีเข้าโดยตรง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้จ้าวชิงเหยาที่อยู่บนหลังของเขาได้รับบาดเจ็บ
พลทหารและผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีที่เข้าโจมตีเฉินหมิง ได้สังเกตเห็นความข้อนี้เข้า : “เข้าโจมตีจ้าวชิงเหยาที่อยู่บนหลังของผู้บุกรุก ที่เขามาที่นี้ก็เพื่อที่จะช่วยเหลือจ้าวชิงเหยา ! ”
“เขาคิดที่จะคุ้มครองจ้าวชิงเหยา กลับหาได้ง่ายดายเช่นนั้นไม่!”
“เข้าโจมตีจ้าวชิงเหยา ตรึงเขาเอาไว้!”
“ล้อมเขาเอาไว้ เขาเองก็ไม่ได้มีอะไรน่าหวาดกลัว เขาเองก็มีจุดอ่อนอยู่ นั่นก็คือจ้าวชิงเหยา!”
.
.
.
.
[1] ต้นหลูเว่ย ก็คือตนอ้อ หรือต้นกก