“ได้ไหมคะ ผู้กำกับเจิ้ง”
ความแปลกใจพาดผ่านแววตาเจิ้งข่าย เมื่อมู่เสวี่ยขอคำอนุญาตจากเขาผู้นั่งตระหง่านบนบัลลังก์ เหล่าทีมงานรวมถึงคู่กรณีพลันตระหนักว่ายังมีประธานคุมบังเหียนอยู่ ไม่ใช่ผู้จัดการ ไม่ใช่จางลี่เซียน ไม่ใช่ใครหน้าไหนทั้งสิ้น ผู้อาวุโสผู้นี้คือคนที่มีอำนาจสูงสุดในกองถ่ายภาพยนตร์ต่างหาก
เจิ้งข่ายไม่คัดค้าน
“ฉันเข้าใจว่าทุกคนกำลังโมโหและเต็มไปด้วยแรงอารมณ์ที่ต้องการทวงคืนความยุติธรรมให้คุณจาง เพียงแต่การตัดสินใจลงโทษฉันและเพื่อนโดยไม่ฟังความจากทั้งสองฝ่ายอย่างถี่ถ้วน เรื่องนี้ค่อนข้างจะด่วนสรุปไปหน่อย จริงอยู่ว่าฉันและเพื่อนเป็นคนจับรองเท้าของคุณจางคนสุดท้าย แต่นั่นไม่ใช่ข้อสรุปว่าพวกฉันเป็น ‘คนร้าย’ หรือ ‘ต้นเหตุ’ ในอุบัติเหตุครั้งนี้ค่ะ”
เด็กสาวยืนสงบนิ่งใจกลางวง เริ่มต้นพูดด้วยน้ำเสียงเบา เชื่องช้า และเป็นจังหวะจะโคน เพื่อผ่อนคลายสถานการณ์ตึงเครียด ทุกคนค่อย ๆ ตั้งใจฟังเธอ
“ทุกคนคงเป็นห่วงคุณจางมากจนมองข้ามความไม่สมเหตุสมผลมากมาย ฉะนั้นฉันเลยขออนุญาตบอกมุมมองของฉันเกี่ยวกับ ‘อุบัติเหตุ’ ในครั้งนี้ให้ทุกคนฟังทีละข้อ หวังว่าทุกคนจะค่อย ๆ ขบคิดไปพร้อม ๆ กับฉันนะคะ
“ความไม่สมเหตุสมผลอันดับแรกคือ หากพวกฉันเป็นคนร้าย นี่ไม่ใช่ว่าคาดเดาง่ายเกินไปหรือคะ คนมีเจตนาร้ายเวลาลงมือทำเรื่องร้ายกาจ ทำไมต้องกระทำอย่างโจ่งแจ้งเพื่อให้ผู้คนจับผิดด้วย?” มู่เสวี่ยมองข้อเท้าแดงเถือกของจางลี่เซียน เสนอความคิดตน “ถ้าฉันตั้งใจทำร้ายคุณจางจริง ๆ ฉันไม่ทำแค่สับเปลี่ยนรองเท้าคุณจางเพื่ออาศัยโชคให้คุณเผลอสะดุดล้มหรอกค่ะ ฉันสามารถใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบของการเป็นคนท้องถิ่น โยนแมงป่องหรืองูพิษจากละแวกนี้ไว้ในรองเท้าคุณจางแทน เกิดอะไรขึ้นก็โทษว่าคุณจางดวงซวยและถูกธรรมชาติกลั่นแกล้ง ทีนี้จะจับมือใครดมได้?”
จางลี่เซียน ผู้จัดการ กับเหล่าทีมงานขนหัวลุก
เด็กสาววิเคราะห์สถานการณ์ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลราวกับภิกษุณีแผ่เมตตาธรรม แต่เนื้อหากลับบีบคั้นจนผู้คนใจสั่น
“ธะ เธอกล้าดีเรอะ!” ผู้จัดการตะคอก
“ฉันสมมติค่ะ” มู่เสวี่ยปฏิเสธอย่างสุภาพ “ความไม่สมเหตุสมผลข้อที่สองคือ ความบังเอิญ คุณจางบอกว่าเพิ่งทราบว่ารองเท้าคุณหายเมื่อเช้านี้ก่อนการแสดง พอคล้อยสายพวกฉันก็นำรองเท้ามาส่งพอดี ทำไมบังเอิญจัง นี่ไม่เหมือนการจัดฉากเกินไปหน่อยหรือคะ อีกอย่างหนึ่งถ้าหากพวกฉันเจตนาสลับรองเท้าคุณ ฉันเพิ่งเคยพบคุณวันนี้ ไซต์รองเท้าคุณฉันยังไม่รู้เลย อย่างน้อย ๆ ผู้ร้ายตัวจริงต้องเป็นคนใกล้ตัวพอจะรู้ไซต์รองเท้าคุณนะคะ ไม่น่าเป็นคนนอกอย่างพวกฉัน”
“เรื่องไซต์รองเท้าไม่เห็นยาก ถ้าหากเธอเสิร์ชอินเทอร์เน็ตก็รู้แล้ว พวกแฟนคลับเขียนข้อมูลไซต์รองเท้าของคุณหนูจางหมดนั่นแหละ” ผู้จัดการสาวแย้งอย่างเย็นชา
มู่เสวี่ยกะพริบตาปริบ ๆ ไม่คาดฝัน
“เอ๊ะ… มีแฟนคลับ?”
คำพูดของมู่เสวี่ยหมายถึง ‘มีแฟนคลับที่ทราบข้อมูลคุณจางแม้แต่เรื่องไซต์รองเท้าเลยงั้นหรือ’
แต่คนนอกตีคำอุทานของเด็กสาวเป็น ‘คนอย่างจางลี่เซียนก็มีแฟนคลับกับเขาด้วยงั้นหรือ’
ยัยเด็กบ้าคนนี้!
“พรืด...” เสียงหลุดขำของใครบางคนจากมวลมหาชน
เฉินอิ๋งอิ๋งหัวเราะชอบอกชอบใจใบหน้าเหลอหลาของมู่เสวี่ยมาก
จางลี่เซียนหน้าดำสลับแดงอย่างกลเปลี่ยนหน้า ดวงตาขุ่นขึ้งเขม็งมองเด็กสาวผู้หักหน้าเธอ
“ว่าต่อไป” เจิ้งข่ายเปิดปาก สนอกสนใจการคิดวิเคราะห์ของเด็กสาว
“ค่ะหากอ้างจากสิ่งที่คุณผู้จัดการบอก แปลว่าใครที่มีอินเทอร์เน็ตก็ย่อมสามารถหาไซต์รองเท้าคุณจางบนเว็บไซต์ได้สินะคะ ส่วนความไม่สมเหตุสมผลข้อสุดท้ายคือ มีวิธีอื่นอีกมากมายเพื่อเล่นงานคุณจาง ทำไมต้อง ‘สลับรองเท้า’ ด้วย?
“ดังนั้นฉันขอสรุปว่าคนร้ายต้องรู้ความสำคัญของรองเท้าที่สามารถทำให้เกิดอันตรายในซีนดังกล่าว ในประเด็นนี้ เอ็กตร้าและคนนอกอย่างพวกฉันมีความน่าจะเป็นคนร้ายต่ำมาก เพราะพวกฉันไม่มีทางทราบตารางงานของคุณจางเลยค่ะ”
แจกแจงความไม่สมเหตุสมผล ผู้คนค่อยกระจ่างแจ้งถึงช่องโหว่ พวกเขาคิดตามคำเด็กสาวและพบเรื่องผิดปกติมากมายปรากฏเด่นชัด
“อ้างอิงถึงพยานแวดล้อม ก่อนพวกเราพบคุณเจียง ตอนนั้นไม่ได้มีแค่ฉันกับอิ๋งอิ๋งคุยกันแค่สองคน ยังมีคุณหมิงด้วยนะคะ” มู่เสวี่ยเพิ่มเติม
ผู้คนฮือฮา หมิงฮ่าวเป็นพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือ
หลังจากเงียบชมละครฉากนี้มานาน ดาราหนุ่มชื่อดังตอบยิ้ม ๆ “ใช่แล้วครับ”
จางลี่เซียนเบิกตาโพล่ง มือซึ่งจับชายเสื้อเขาขยำจนผ้ายับยู่ยี่
“ใช่ ๆ” เฉินอิ๋งอิ๋งรีบบอก “ภาพในมือถือฉันเป็นหลักฐานยืนยัน ในภาพมีบันทึกวันเวลาถ่าย ฉันอยู่กับพี่หมิงทั้งเช้า จะปลีกตัวไปสลับเปลี่ยนรองเท้าตอนไหนเล่า”
“แล้วก่อนหน้านั้น เธอเฝ้าคุณหมิงตลอดเลยใช่ไหม ไม่ได้ละสายตาไปจากเขาเลยถูกไหม”
“ใช่ค่ะใช่” เด็กสาวระรัวตอบ “ฉันอยากเป็นกำลังใจให้พี่หมิง เพราะงั้นแค่ได้เฝ้ามองเขา เป็นกำลังให้ใจไกล ๆ ฉันก็พอใจแล้ว จริงไหมคะพี่หมิง”
หมิงฮ่าวอมยิ้ม “พอผมมาถึงกองถ่าย ก็เห็นคุณมารอตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว ที่แท้คุณมาแต่เช้าตรู่คงเพราะเหตุผลนี้นี่เอง ขอบคุณนะครับ”
คำตอบเขาคล้ายจะดี แต่จุดชนวนความสงสัยของผู้คนว่า “มาตั้งแต่เช้าตรู่? ถ้างั้นช่วงเวลาที่ไม่ได้อยู่กับคุณหมิง เด็กคนนั้นแอบไปทำอะไรคนเดียวกันแน่ เพราะเธอมีเวลาเหลือแหล่ที่จะซ่อนรองเท้าไว้ในป่าที่ไหนสักแห่งไม่ใช่หรือ?”
รอยยิ้มของเฉินอิ๋งอิ๋งจืดเจื่อนลงหลายส่วน
มู่เสวี่ยหันมาสนทนากับผู้กำกับเจิ้ง “ผู้กำกับเจิ้งคะ สิ่งสำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่งคือแรงจูงใจ คนเราก่อเหตุต้องมีแรงผลักดัน ฉันยังหาเหตุผลไม่ได้ว่าหากคุณจางบาดเจ็บแล้วฉันกับอิ๋งอิ๋งจะได้ประโยชน์อะไร ในเมื่อไม่มีผลประโยชน์ พวกฉันจะทำร้ายคุณจางเพื่ออะไรกันล่ะคะ
“ดังนั้นคำอธิบายที่ฉันต้องการสื่อคือ ถึงพวกฉันจะมีความเป็นไปได้ว่า ‘เป็น’ คนร้าย แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่า ‘ไม่ได้เป็น’ คนร้ายเช่นกัน”
สวยงามอย่างหมดจด และชัดเจนอย่างจับใจ
เด็กสาวคนนี้ไม่ได้แก้ตัวข้าง ๆ คู ๆ อย่างเด็กวัยรุ่นที่ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง เธออธิบายเหตุผลอย่างมีตรรกะและชี้นำผู้คนให้คล้อยตามความคิดเห็นอย่างละมุนละม่อม
มู่เสวี่ยโค้งคำนับผู้สูงวัยอย่างนอบน้อม “มู่มู่หมดคำถามแล้วค่ะ ขอบคุณผู้กำกับเจิ้งที่ให้โอกาสมู่มู่ชี้แจง มู่มู่เชื่อว่าผู้กำกับเจิ้งยึดถือคุณธรรมและหลักยุติธรรมเป็นที่ตั้ง หากเป็นคำตัดสินของผู้กำกับเจิ้งมู่มู่จะปฏิบัติตามโดยไม่โต้แย้งเลยค่ะ”
แน่ะ ยังจะมาเยินยอ
เป็นไปได้ว่าเด็กคนนี้รู้ถึงความไม่ชอบมาพากล และเดาใจเขาถูกว่าเขาไม่อยากทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่โตต่อหน้าสาธารณชนจนกว่าจะสามารถสืบค้นข้อเท็จจริงพบ
เจิ้งข่ายมองเด็กสาวอย่างสนใจ แม้เธอสวมเสื้อผ้าเก่า ๆ สีทึมทื่อแบบตัวประกอบสาวชาวบ้านและมีผงถ่านกับฝุ่นดินเปื้อนใบหน้า ทว่าบุคลิกอันโดดเด่นและความนิ่งขรึมอันเด็ดเดี่ยวส่งผลให้ภาพลักษณ์เด็กสาวในใจเขาดูไม่เลว ไม่ใช่เด็กโง่เขลาเบาปัญญา เป็นเด็กสาวที่ขัดเกลาได้
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะสรุป…
คนไม่รู้กาลเทศะบางคนกระโจนออกมา
“ทำเพื่ออะไร? เหตุผลง่ายจะตาย เพราะเธอมันเป็นเด็กขี้อิจฉาที่ไม่อยากเห็นใครได้ดีไงล่ะ!”
ผู้จัดการสาวกระโดดมาขวาง ชักพาบรรยากาศร้อนแรงราวกับพายุเพลิงฤดูร้อน
เจิ้งข่ายและมู่เสวี่ยหน้าเสีย พวกเขากำลังหาบันไดลงอย่างประนีประนอมต่อหน้าธารกำนัลเพื่อจัดการเรื่องยุ่งยากภายหลัง กลับมีคนไม่รู้กาลเทศะแทรกแซง แถมกลัวสถานการณ์ไม่อลหม่านเพียงพอ เพื่อนสาวผู้หัวร้อนอย่างเฉินอิ๋งอิ๋งสืบเท้าประจันหน้าผู้จัดการสาวอย่างไม่เกรงกลัว เติมเชื้อเพลิง
“ว่าไงนะป้า พูดให้มันดี ๆ”
“หึ ธาตุแท้โผล่แล้วหรือยะ คนสันดานไพร่อย่างเธอใช้คำพูดสวยหรูเพื่อกลบเกลื่อนจิตใจโสมม จะมีอะไรซะล่ะ ก็อิจฉาริษยาคุณหนูจางที่สวยกว่า รวยกว่า ดังกว่า มีความสามารถมากกว่า ก็เลยคิดทำร้ายไง”
“นี่ป้าไม่ได้ยินที่เพื่อนฉันพูดงั้นสิ อายุเยอะจนน้ำหูหนวกเหรอ ป้ามาปรักปรำฉันหน้าด้าน ๆ ก็คิดหน่อยว่าฉันทำร้ายยัยคุณหนูจางลี่เซียนไปก็ไม่เห็นมีผลดีอะไรกับฉันสักนิด”
“แน่ใจหรือว่าไม่มีผลดี?” เป็นหัวหน้าทีมช่างแต่งหน้าประจำกองถ่ายเหน็บแนม “ตอนที่เธอแต่งหน้ากับทีมสไตลิสต์ เธอยังอวดเบ่งอยู่ว่าตัวเองมีพรสวรรค์ด้านการแสดงเหมาะสมกับบทนางเอกมากกว่านี่ ถ้าคุณหนูจางบาดเจ็บ ไม่แน่ว่าผู้กำกับเจิ้งอาจเห็นแววในตัวเธอและให้บทนางเอกกับเธออย่างที่เธอต้องการไงล่ะ”
“เธอ!” เฉินอิ๋งอิ๋งจ้องถลึงตามองผู้พูดอย่างอาฆาตมาดร้าย “อย่ามาพูดจาพล่อย ๆ แถวนี้ เมื่อวานยังไม่เข็ดอีกรึไงยะ หุบปากแล้วกลับไปซุกหัวในกองเครื่องสำอางของเธอซะ”
“ทำไมล่ะ ฉันพูดแทงใจดำเธองั้นหรือ โทษทีนะ” ช่างแต่งหน้าเท้าสะเอวเอาเรื่อง “พอเธอบอกว่าไม่ได้ทำ เธอนึกว่าทุกคนต้องเชื่อเธอรึไง ใครที่นี่ไม่รู้บ้างว่าเธอน่ะเป็นเด็กเจ้าปัญหาที่ไม่มีความอดทนอดกลั้นแม้กระทั่งต่อผู้อาวุโส เมื่อวานด่ารองผู้กำกับหวงที สร้างความลำบากใจให้ผู้กำกับเจิ้งที ทำคุณหมิงก้มหัวขอโทษที วันนี้จะทำร้ายคุณหนูจางเพราะอิจฉาริษยาก็ไม่แปลกหรอก!”
พอพูดเรื่องทะเลาะวิวาทเมื่อวานนี้ขึ้นมา บรรดาฝูงชนเริ่มกังขา
“เป็นไปได้ เด็กคนนี้ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง เมื่อวานทำทีแล้ว วันนี้จะทำอีกทีก็ได้”
“รองผู้กำกับหวงอาจผิดที่ตำหนิเธอรุนแรงไป แต่เด็กคนนี้ก็ไม่มีสัมมาคารวะต่อผู้อาวุโสเหมือนกัน ฉันไม่เคยเห็นผู้เยาว์บ้านไหนที่พอไม่พอใจขึ้นมา ก็สามารถชี้หน้าด่าผู้อาวุโสเป็นหมูเป็นหมาได้เลยสักคน นับว่าเปิดหูเปิดตาจริง ๆ”
“เมื่อวานเห็นพี่หมิงก้มหัวให้ หล่อนยังเชิดหน้าหยิ่งผยองเดินโอ้อวดคนทั้งกอง คิดว่าตัวเองคู่ควรหรือไง คนเขาชังน้ำหน้าจะตาย”
อันที่จริง เหตุการณ์เมื่อวานพวกเขาเหล่าทีมงานถือสา ถือสามาก แต่เพราะเป็นมืออาชีพจึงเก็บงำความโกรธเคืองเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วง ทว่าคนเรามีขีดจำกัดของความอดทน เมื่อเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมผู้นี้ยังไร้ยางอายก่อความวินาศสันตะโรไม่จบไม่สิ้น ไยต้องอดทนต่อไป?
คำอธิบายของมู่เสวี่ยปลิดปลิวจากสารบบความคิดพวกเขาเสียแล้ว
อารมณ์แต่ละฝ่ายคุกรุ่น จางลี่เซียนยังเติมฟืนในกองไฟอีก คร่ำครวญร้องไห้ซบอกหมิงฮ่าว “ไม่คิดเลยว่าคนเราจะรู้คนรู้หน้าไม่รู้ใจ[1] ฉันไปทำอะไรให้เธอไม่พอใจงั้นหรือ เธอถึงต้องมาทำร้ายฉัน”
เฉินอิ๋งอิ๋งไม่เคยคิดเลยว่าต้นเหตุของการกระทำเธอเมื่อวานจะกลายมาเป็นผลลัพธ์ในวันนี้
“ไม่ใช่นะ ไม่ใช่นะคะพี่หมิง ฉันไม่ได้ทำนะ”
เฉินอิ๋งอิ๋งกลั้นใจเรียกเขา ส่งสายตาเว้าวอนแก่หมิงฮ่าว หวังว่าเขาจะเชื่อมั่นในตัวเธอ ไม่เชื่อคำกระซิบกระซาบของเหล่าทีมงานเบื้องหลังนั่น ไม่หลงเชื่อจางลี่เซียน ขอแค่เขาเพียงคนเดียวในที่แห่งนี้ ขอเพียงเขาเชื่อเธอ...
ทว่าหมิงฮ่าวเพียงลูบหลังคนในอ้อมแขน เพิกเฉยต่อตัวตนของเฉินอิ๋งอิ๋ง
ส่วนจางลี่เซียนแสยะยิ้มเยาะเย้ยมา ขยับปากไม่มีเสียง “ยัยหน้าโง่”
ที่แท้...ที่แท้มันคือการแสดง!
อุบัติเหตุครั้งนี้ ที่แท้คือแผนการใส่ร้ายป้ายสี!
ราวค้อนทุบหัวจนตาสว่าง ถูกไล่ต้อนจนมุม เฉินอิ๋งอิ๋งตอบโต้อย่างสุนัขจนตรอก[2]
“หยุดเสแสร้งร้องไห้ซะทียัยคนตอแหล คนหน้าเนื้อใจเสือ[3] กระสันผู้ชายอย่างหล่อนทำฉันอยากจะอ้วก” เฉินอิ๋งอิ๋งโพล่งอย่างเกรี้ยวกราด มองจางลี่เซียนซุกอยู่ในอ้อมกอดพี่หมิง ยัยช่างแต่งหน้าน่าตาย ยัยผู้จัดการตอแหล “ที่จริงทั้งหมดเป็นแผนการของพวกหล่อนใช่มั้ยล่ะ หน้าไม่อายจริง ๆ ต้องรวมหัวกันเป็นหมาหมู่เพื่อรังแกคนไร้ทางสู้อย่างฉัน
“ดี ดีมาก รองเท้าข้างนี้ใช่ไหมที่มันเป็นเหตุ พอฉันบอกฉันไม่ได้ทำก็ไม่มีใครเชื่อ ได้! ถ้างั้นฉันจะทำอย่างที่พวกเธอเชื่อให้ดู!”
ไม่มีใครคาดคิด เฉินอิ๋งอิ๋งพุ่งปราดเข้าใส่จางลี่เซียนพร้อมกับรองเท้าข้างนั้น
“เพี้ยะ!!!”
เสียงวัตถุกระทบเนื้อแก้มดังสนั่นในความเงียบ
ผู้จัดการสาวซึ่งขวางทางเฉินอิ๋งอิ๋งล้มก้นจ้ำม่ำ ใบหน้าปรากฏรอยแดงปื้นที่เกิดจากรอยประทับของ ‘รองเท้า’ เจ้ากรรม มิหนำซ้ำผู้จัดการยังไม่ยอมล้มธรรมดาโลกไม่จดจำ ร่างเธอถลาทับตำแหน่งคนเจ็บราวจับวาง จางลี่เซียนกรีดร้อง “โอ๊ย!” จากนั้นไอดอลสาวแห่งวงการบันเทิงก็กระเด็นไปกองกับพื้นอีกคน
มู่เสวี่ย หมิงฮ่าว ผู้กำกับเจิ้ง และคนอื่น ๆ อ้าปากค้างกรามค้าง
“นี่สิถึงเรียกว่าทำให้บาดเจ็บ แค่สับเปลี่ยนรองเท้าให้ล้มหรือจะไปสะใจเท่าตบคนด้วยรองเท้า!”
คุณหนูจางผู้เกิดมาบนกองเงินกองทอง ชีวิตถูกประคบประหงมดั่งแก้วตาดวงใจของครอบครัว รายล้อมด้วยคนรับใช้คอยเอาอกเอาใจ เกิดมาเคยแต่รังแกตบตีผู้อื่น วันนี้กลับอเนจอนาถไม่เหลือคราบคุณหนู
เธอจะทนได้อย่างไร?
ฉับพลัน จางลี่เซียนตบแก้มอีกข้างของร่างผู้จัดการสาว ตะคอก “หลีกไป!” แล้วโผนทะยานเข้าไปห้ำหั่นกับเฉินอิ๋งอิ๋งประหนึ่งม้าหลุดบังเหียน คำราม “ฉันจะฆ่าหล่อน!”
และง้างมือตบคู่กรณีทันที!
ฝ่ายเฉินอิ๋งอิ๋งไม่ปล่อยให้ตนถูกเอาเปรียบ เธอแสดงอิทธิฤทธิ์โต้ตอบโดยการจิกหัวจางลี่เซียน มืออีกข้างก็ยันหน้าดาราสาว ปะทะอีกฝ่ายราวกับหมาบ้าหลุดกรง
คนหนึ่งตบที คนหนึ่งตีที อลหม่านวุ่นวาย และสับสนอีรุงตุงนังไม่เหลือชิ้นดี
พอได้สติ ทีมงานกับเหล่าชาวบ้านกรีดร้องระงม ต่างฝ่ายต่างกรูไปฉุดรั้งคนฝ่ายตน แต่มีหรือสองเสือสาวจะสิ้นฤทธิ์ พวกหล่อนอาละวาด ขว้างปาข้าวของ ตบตีคลุกดินคลุกฝุ่น มองแต่ไกลเป็นภาพความอหังการของนักมวยคู่เอกในนัดชิงชนะเลิศ
ซ่าา!!!!
น้ำโครมใหญ่สาดเข้ากลางวง ทุกฝ่ายพลันหยุดชะงัก เปียกปอนหนาวสั่นกันถ้วนหน้า
ผู้กำกับเจิ้งโยนถังน้ำลงพื้น ใบหน้าเขาถมึงทึงราวกับเพชฌฆาตลานประหาร เสียงเย็นชาเอ่ย “หยุดกัดกันเป็นหมาบ้าสักที ถ้ายังไม่หยุดก่อกวน ผมจะช่วยตบเรียกสติพวกคุณเรียงตัวดีไหม”
ฝ่ามือหนาหยาบกร้านเงื้อสูงให้ดูเป็นตัวอย่าง ขนาดฝ่ามือเขาใหญ่พอ ๆ กับหน้าสาว ๆ เลย หากเขาตบพวกเธอจริง พวกเธอคงไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตแหละ
ดังนั้นทุกอย่างจึงสงบลงอย่างรวดเร็ว
ในเหตุการณ์คราวนี้ ต่อให้เหล่าชาวบ้านมีใจคิดปกป้องเด็กในหมู่บ้านตน ทว่าพวกเขาก็ไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไปว่าเฉินอิ๋งอิ๋งไม่มีความผิดเลย เพราะเด็กสาวเป็นฝ่ายเริ่มลงไม้ลงมือกับคนอื่นก่อน
…แถมคนอื่นที่ว่า ยังเป็นถึงดาราสาวระดับประเทศเสียด้วย
ตะเพิดเหล่าบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องไปไกลโดยไม่ลืมกำชับให้ปิดปากแน่น ภายในของเต็นท์หลัก ผู้กำกับเจิ้งแยกเด็กสาวทั้งสองนั่งคนละมุม สั่งหัวหน้าทีมงานแต่ฝ่ายมายืนคั่นกลาง เงียบกว่าสิบนาทีจนผู้คนกดดันไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ๆ
เจิ้งข่ายพูดขึ้นในที่สุด
“ผมติดต่อผู้อำนวยการโรงเรียนกับผู้ใหญ่บ้านของคุณเรียบร้อย อีกไม่เกินครึ่งชั่วโมงพวกเขาจะมาที่นี่ บทลงโทษของคุณให้พวกเขาพิจารณาตามสมควร” ผู้อาวุโสหันมายังเฉินอิ๋งอิ๋งเป็นลำดับแรก
“แต่...!”
“เรื่องที่พวกเขาตัดสินใจไม่เกี่ยวกับเรื่องการสับเปลี่ยนรองเท้าของเสี่ยวจาง แต่เป็นเรื่องคุณเป็นฝ่ายใช้กำลังตบตีทำร้ายร่างกายคนอื่นจนบาดเจ็บก่อน อ้อ คุณไม่ต้องห่วงนะ คนในครอบครัวของคุณก็ถูกเรียกมาเพื่อรับฟังข้อชี้แจงนี้เช่นกัน”
คิดถึงคนในครอบครัว เฉินอิ๋งอิ๋งหน้าเสีย
“หึหึ สมน้ำหน้า” จางลี่เซียนกระตุกยิ้มเยาะมาจากอีกฟาก แต่เพราะเจ็บมุมปากเลยต้องร้อง “โอ๊ย” ออกมา
“คุณยังมีหน้ามาหัวเราะอีกหรือ” เจิ้งข่ายชำเลืองจางลี่เซียน ไม่เหลือความเอื้ออาทรสักนิด “ส่วนคุณจะได้รับบทลงโทษจากบริษัทต้นสังกัด และผมยังหวังดีเป็นคนอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้ประธานจางฟังโดยตรง ดูซิว่าเขาจะจัดการลูกสาวตัวเองอย่างไร”
ชื่อบิดาเข้าหู จางลี่เซียนท้วงติง “คุณอาเจิ้งคะ ทำไมหนูถึงพลอยถูกหางเลขไปด้วยล่ะคะ คุณอาไม่เห็นจำเป็นต้องลากคุณพ่อหนูมาเกี่ยวเลย นังนั่นมันเป็นคนเริ่มก่อนนะคะ คุณอาต้องแจ้งความเอาเรื่องที่นังนั่นตบหนูสิคะถึงจะถูก แค่เรียกผอ.โรงเรียนกับผู้ใหญ่บ้านจะไปสาสมกับสิ่งที่มันทำกับหนูได้ไง”
เจิ้งข่ายปาแก้วน้ำลงพื้น เสียง ‘เพล้ง!’ ของแก้วแตกกระจัดกระจาย
ทุกคนเงียบกริบ ประหวั่นจนตัวสั่น
“ผมหรือคุณเป็นผู้กำกับของกองภาพยนตร์”
รอยเส้นเลือดปูดโปนบนหน้าผากเขาสร้างความกลัวเกรงแก่จางลี่เซียนมาก “ปะ เป็นคุณอาเจิ้งค่ะ”
“ดีที่คุณยังรู้” ผู้กำกับเจิ้งว่า “คุณอยากให้แจ้งตำรวจ คุณโทรขอความเห็นจากคุณพ่อคุณหรือยัง ถ้าหากเรื่องนี้แดงถึงหูสื่อมวลชน คุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับภาพยนตร์ ‘ลำนำพงไพร’ ? พาดข่าวฉาว ๆ ว่า ‘ดาราสาวกับคนในพื้นที่ตบตีกันระหว่างการถ่ายทำนอกสถานที่’ ทุกหน้าหนึ่งในแต่ละสำนักพิมพ์งี้ดีไหม หลังจากนั้นนายทุนแต่ละบริษัทก็พากันถอนทุน คุณจ่ายค่าผิดสัญญาที่สร้างความเดือดร้อนให้กองภาพยนตร์ เงินไม่มี หนังไปต่อไม่ได้ สูญเสียชื่อเสียง ทีนี้สมใจคุณไหม”
ยิ่งเขาสาธยาย ไอดอลสาวยิ่งตื่นตระหนก
จางลี่เซียนประจักษ์แจ้งถึงข้อผิดพลาดของตน หากเพราะศักดิ์ศรีค้ำคอ เธอไม่ยอมลง
“คุณอาเจิ้ง หนูไม่ได้ตั้งใจจะหมายความว่าอย่างนั้น” เธอกล่าว “แต่ทางนั้นเป็นคนเริ่มก่อน หนูเลยต้องปกป้องตัวเอง หนูทำตามที่คุณอาว่าก็ได้ ไม่แจ้งความ เพียงแต่ยัยนั่นต้องแสดงความจริงใจที่จะขอโทษหนู”
เจิ้งข่ายถอนหายใจ “ว่ามา”
“ตอนนี้ข้อเท้าหนูแพลง หน้าเสียโฉม อีกหลายวันกว่าจะหายดี แถมงานยังไม่เดิน เอางี้ไหมคะ...” จางลี่เซียนเลียริมฝีปาก “ซีน ‘ไล่ล่า’ กับซีน ‘กระโดดน้ำ’ ก็ให้เธอมาเป็นสแตนด์อิน[4] แทนหนู นอกจากทำให้งานสำเร็จลุล่วงและไม่ช้ากว่าแผนกำหนดการเดิม เธอจะได้มี ‘โอกาส’ แสดงหนังอย่างที่หวังไว้ไงคะ”
“ผมไม่อนุญาต” ผู้กำกับเจิ้งไม่ยี่หระ “กองถ่ายเรามีสตันท์เพอร์ฟอร์เมอร์[5] มืออาชีพสำรองในกองถ่ายตลอดเวลา บทนางเอกตัวสำคัญไม่ใช่การละเล่นขายของที่คุณมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองกับผม”
“ที่หนูพูดไปทั้งหมดก็เพื่อคุณอาเจิ้งนะคะ ไม่ใช่ว่าหนูตั้งใจคิดแก้แค้นเป็นการส่วนตัว” จางลี่เซียนหลุบตามองพื้น “คุณอาเจิ้งลองถามคุณเจียงดูสิคะว่าสแตนด์อินสำรองยังมีอยู่หรือเปล่า”
ผู้ช่วยลำดับ 2 แซ่เจียงเหงื่อแตกพลั่ก ค้อมบอกผู้กำกับ “ผมยังไม่มีโอกาสบอกผู้กำกับ แต่เป็นไปตามคำของคุณหนูเจียงครับ เมื่อวานหลังพักกลางวันสตันท์ดับเบิ้ล[6] ของนางเอกมีอาการอาหารเป็นพิษจนต้องแอดมิทเข้าโรงพยาบาลครับ วันนี้...” เขากลืนน้ำลายฝืดคอ “วันนี้ยังนอนให้น้ำเกลืออยู่เลยครับ”
พ่วงด้วยข่าวร้ายว่า สตันท์ดับเบิ้ลซึ่งเป็นผู้หญิงบังเอิญมีแค่คนเดียวในกองถ่าย ที่เหลือเป็นชายล้วน
เจิ้งข่ายร้อง ‘อ้อ’ ออกมาคำหนึ่งอย่างสงบนิ่ง
ทว่ารองผู้กำกับหวงซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ ชำเลืองเห็นมือที่กำแน่นจนสั่นระริกของผู้กำกับเจิ้ง เขารีบหดคอ ถอยห่างไปอีกหลายก้าว
“ถ้าหนูเข้าใจไม่ผิด เวลาถ่ายทำกับงบประมาณสำหรับโลเคชั่นในหมู่บ้านนี้มีไม่มาก ยิ่งมาเกิดเรื่องวุ่นวาย ไม่รู้ว่าทางคนในหมู่บ้านจะกีดกันกองถ่ายของเราหรือเปล่า ต่อให้คราวนี้ยัยเด็กนี่ตบหนูก่อน แต่หนูคิดว่าเขาคงไม่อยากต้อนรับเราแล้วกระมังคะ” จางลี่เซียนใส่ไคล้ “วิธีที่หนูเสนอก็ไม่เลวนะคะ เมื่อมีใจจะขอโทษก็แค่แสดงความจริงใจ ถ้าลองแล้วทำไม่ได้ หนูจะไม่เอาเรื่อง คุณอาเจิ้งเองก็ได้ประโยชน์ ถือว่าวิน-วินทุกฝ่าย อย่างนี้เป็นไงคะ”
เจิ้งข่ายจ้องจางลี่เซียนเขม็ง เด็กสาวค่อยหยุดปาก ลอบตำหนิตนในใจว่าใจร้อนเปิดเผยจุดประสงค์ที่แท้จริงเร็วเกิน แต่แล้วไงล่ะ ทั้งหมดที่เธอพูดคือความจริงนี่นา
ตามกำหนดการของเจิ้งข่าย การถ่ายนอกสถานที่โดยมีทิวทัศน์ของหมู่บ้านแห่งนี้เป็นฉากหลังใช้เวลาไม่เกินสิบวัน พวกเขาวางแผนสำหรับการถ่ายทำแต่ละวันอย่างรัดกุมภายใต้งบประมาณอันจำกัด เพราะนอกจากที่นี่ ยังมีอีกหลายโลเคชั่นที่พวกเขาต้องไล่ตามเก็บ ไม่สามารถเสียเวลาที่เดียวได้
ซึ่งปัญหาตามมาคือ การบาดเจ็บของจางลี่เซียนและการป่วยไข้ของสตันท์แมนสาว หากการถ่ายทำล่าช้าออกไป ไม่รู้ว่างานจะรวนจนต้องรื้อแผนเดิมทิ้งหมดเลยไหม
“แค่แสดงแทนก็ใช้ได้แล้วใช่ไหมล่ะคะ ฉันว่าฉันทำได้”
เฉินอิ๋งอิ๋งพลันขันอาสา เธอไม่อยากให้เรื่องวิวาทคราวนี้ถึงหูตำรวจพร้อมกันกับถูกความเย้ายวนของการปรากฏตัวบนจอทีวีผลักดัน
ก็แค่วิ่งในซีน ‘ไล่ล่า’ กับกระโดดน้ำในซีน ‘กระโดดน้ำ’ ใช่ไหมล่ะ ง่ายจะตาย
มิหนำซ้ำ หากเธอแสดงดีเป็นที่ต้องตาต้องใจผู้กำกับหรือผู้ชม นี่อาจเป็นโอกาสอันดีจะได้เขี่ยนางฟ้าแห่งวงการบันเทิงตกสวรรค์สักที!
หากมู่เสวี่ยกลับสังหรณ์ใจไม่ดีเลย
จางลี่เซียนฉีกยิ้ม รีบส่งเสริม “เห็นไหมคะคุณอาเจิ้ง เจ้าตัวเขารับอาสาเองเลย คุณอาลองให้หล่อนแสดงอย่างที่อยากดูสิ”
“ผู้กำกับครับ ใช่ผมอยากสนับสนุนคุณหนูจาง แต่ให้เธอลองดูก็ดีเหมือนกันนะครับ เราไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว ไม่งั้นคงต้องรออีกหลายวันกว่าสตันท์ดับเบิ้ลจะหายดี” ผู้ช่วยลำดับ 1 และผู้ช่วยลำดับ 2 แสดงความเห็นอย่างกลัา ๆ กลัว ๆ
เจิ้งข่ายเดินมาหยุดหน้าคนอาสาแสดงแทน สบตาเธอ และถาม
“คุณรู้จักทะเลสาบอวี้หลังโรงเรียนคุณไหม”
“รู้จักสิคะ”
ทะเลสาบอวี้ หรืออวี้เซี่ยหู เป็นทะเลสาบหนึ่งเดียวในหมู่บ้าน ด้วยความพิเศษของทะเลสาบซึ่งมีแสงแดด (อวี้ : 昱) ส่องกระทบทำประกายระยิบระยับตลอดปี และเพราะน้ำในทะเลสาบใสกระจ่างประหนึ่งกระจกเงาจึงสะท้อนภาพเทือกเขาสีเขียวชอุ่มล้อมรอบอยู่ใจกลางทะเลสาบ มันจึงได้รับขนานนามว่าเป็นทะเลสาบหยก (อวี้ : 玉) ซึ่งถือเป็นขุมทรัพย์ในหุบเขาลับแลแห่งนี้
“งั้นคุณรู้ไหมว่าความสูงระหว่างผิวน้ำทะเลสาบกับยอดผาสูงสุดมีความสูงกี่เมตร” ดวงตาพยัคฆ์ของผู้อาวุโสแวววาว “สูงประมาณ 20.5 เมตร เทียบเท่าความสูงของตึก 7 หรือ 8 ชั้น และนั่นหมายความว่ายังไง? มันหมายความว่าคุณต้องกระโดดจากหน้าผาที่มีความสูงเท่าตึก 8 ชั้นลงน้ำ รู้อย่างนี้แล้วจะยังรับอาสาไหม?”
“...เอ๊ะ?”
เฉินอิ๋งอิ๋งตาถลน ซีน ‘กระโดดน้ำ’ ไม่ได้หมายถึงกระโดดน้ำธรรมดาหรอกหรือ แต่หมายถึงกระโดดลงน้ำจากหน้าผาข้างทะเลสาบอวี้เซี่ยหู?
“โธ่คุณอาเจิ้ง ยัยนั่นเป็นอาสาเองกับตัว คนท้องถิ่นไม่รู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไรกันคะ” จางลี่เซียนว่า “ฉันได้ยินมาจากคนแถวนี้ว่าเด็ก ๆ ในหมู่บ้านไปกระโดดน้ำแถวหน้าผาทะเลสาบอวี้เป็นประจำ แค่นี้เรื่องเล็กน้อยสำหรับเธอกระมัง”
เฉินอิ๋งอิ๋งไม่เคยเกลียดใครขนาดนี้มาก่อนเลย
จริงอยู่ว่าในหมู่บ้านมีธรรมเนียมห่าม ๆ ของเหล่าชายฉกรรจ์ที่มักท้าความกล้าด้วยการกระโดดน้ำในทะเลสาบอวี้บ่อย ๆ แต่จุดกระโดดของพวกเขาสูงแค่ 7 - 8 เมตรเอง มิหนำซ้ำ 5 ปีก่อนมีคนเล่นพิเรนท์ตีลังกาลงน้ำจนเกือบตาย นับแต่นั้นมาธรรมเนียมท้าประลองจึงจืดจางหายไป
“เด็กบ้านหล่อนสิกระโดดน้ำตาย!” เฉินอิ๋งอิ๋งตอกหน้าดาราสาว เปลี่ยนใจทันควัน
“‘งั้นก็เจอกันโรงพัก”
“ว่าไงนะยะ!”
จางลี่เซียนยิ้มหวาน
เฉินอิ๋งอิ๋งรู้สึกตนเองว่าแย่แล้ว แม้จะปากดีโต้เถียงจางลี่เซียน ทว่าภายในใจลึก ๆ เธอรู้ดีว่าตนเผลอทำผิดมหันต์ หากเรื่องนี้ถึงหูตำรวจและกลายเป็นคดีความขึ้นมา อย่าว่าแต่อนาคตการเรียนเลย แม้กระทั่งที่ซุกหัวนอนในหมู่บ้านนี้เห็นทีจะไม่มี!
แต่เธอกลัวความสูงนี่นา!
แล้วเช่นนี้... เธอจะทำอย่างไรดี?
ในความเงียบ ใครบางคนสอดปากขึ้นมา
“ถ้าเฉินอิ๋งอิ๋งไม่ทำ งั้นซุนมู่เสวี่ยล่ะครับ?”
ทุกสายตาตวัดมองเจ้าของเสียง… เป็นอาเฉวียน ชายหนุ่มข้างกายซุนซูลี่ผู้ยืนเงียบ ๆ ที่มุมเต็นท์ เขาติดตามแฟนสาวมา ส่วนซุนซูลี่กลัวว่ามู่เสวี่ยอาจนำเรื่องวุ่นวายมาสู่ตระกูลซุนเพราะการทะเลาะวิวาทครั้งนี้ เธอจึงประกบติดลูกพี่ลูกน้องตนไม่ห่าง
ทว่าใครจะคาดคิดว่าคนชักนำเรื่องยุ่งยากมาให้ กลับไม่ใช่ญาติผู้พี่ตน
ซุนซูลี่หันขวับ มองแฟนหนุ่มอย่างไม่เชื่อสายตา อาเฉวียนบีบมือเธอเบา ๆ เชิงบอกใบ้ให้ไว้ใจเขา
ให้เขา ‘จัดการ’ อย่างที่เธอต้องการเอง
“ซุนมู่เสวี่ยเองก็ตกเป็นผู้ต้องสงสัยเรื่องการสับเปลี่ยนรองเท้าคุณหนูจางพอ ๆ กับเฉินอิ๋งอิ๋ง และพวกเธอยังเป็นเพื่อนกัน ถ้างั้นเพื่อนช่วยเพื่อนก็ได้นี่ครับ” ชายหนุ่มกล่าว “ซุนมู่เสวี่ยไม่เหมือนเฉินอิ๋งอิ๋ง เธอเป็นลูกหลานโรงฝึกมวยจีน ร่างกายแข็งแรง มีทักษะสูง แค่เรื่องรับบทเป็นตัวแสดงแทนถูกวิ่งไล่ล่ากลางป่ากับกระโดดลงจากหน้าผาลงน้ำคงไม่คณามือหรอกมั้ง ให้เธอแสดงแทนสิครับ”
นี่… นี่… นี่มัน…
ซุนมู่เสวี่ยกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เชิงอรรถ บทที่ 10
[1] รู้คนรู้หน้าไม่รู้ใจ (知人知面不知心) : อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน มาจากสำนวนจีนเต็มว่า ‘วาดมังกรวาดเสือ ยากที่จะวาดให้เห็นกระดูก รู้คนรู้หน้าไม่รู้ใจ’ (画龙画虎难画骨,知人知面不知心)
[2] ‘หมาจนตรอก’ (狗急跳墙) : มาจากคำคมของ ‘เล่าปี่’ ในวรรณกรรมสามก๊กว่า ‘อย่าไล่สุนัขให้จนตรอก อย่าต้อนคนให้จนมุม’ มีใจความสื่อว่า สุนัขที่ถูกไล่ต้อนจนตรอกนั้น เมื่อไม่มีหนทางหนีรอด สุนัขจึงแว้งมากัดเราอย่างไม่กลัวตายเพื่อรักษาชีวิต เหมือนกับการรุกไล่ต้อนผู้คนให้จนมุม หากไม่เหลือหนทางรอดให้ผู้อื่น คนผู้นั้นอาจทำทุกวิถีทางเพื่อสู้กลับด้วยวิธีการที่เราไม่อาจคาดเดาได้ และเราอาจได้รับผลเสียกลับคืนเช่นกัน
[3] หน้าเนื้อใจเสือ (人面兽心) : คนที่ดูหน้าตาใจดี แต่จริง ๆ กลับมีจิตใจเหี้ยมโหด
[4] Stand-In : ตัวแสดงแทน
[5] Stunt Performer : เป็นที่รู้จักกันอีกหลายชื่อว่า Stuntman, Stunt Double, Daredevil เป็นอาชีพที่ต้องผ่านการฝึกอบรมอย่างมืออาชีพและต้องมีทักษะ และความเชี่ยวชาญพิเศษในการแสดงฉากผาดโผนแทนนักแสดงในฉากแอ็กชั่นต่าง ๆ
แตกต่างจาก Stand-In ตรงที่สตันท์แมนจะรับบทบาทที่เสี่ยงอันตรายทางร่างกายมากกว่า เช่นฉากอุบัติเหตุ ตกจากที่สูง เป็นต้น ซึ่งในยุคสมัยก่อนที่ยังไม่มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสร้างภาพยนตร์ สตันท์แมนจึงมีบทบาทสำคัญยิ่งในการสร้างสีสันให้แก่วงการภาพยนตร์
[6] Stunt Double : ค่อนข้างเฉพาะเจาะจงกว่า เพราะสตันท์ดับเบิ้ลมักหมายถึงสตันท์แมนที่เป็นคนแสดงแทนพระเอกหรือนางเอกโดยเฉพาะ
[7] หมวกของคนแซ่จาง ไปใส่ที่ศีรษะของคนแซ่หลี่ (张冠李戴) : เอา (เรื่อง / สิ่งของ) ไปให้ผิดคน หรือกรณีในเรื่องหมายถึง ทั้งที่เป็นความผิดของเฉินอิ๋งอิ๋ง กลายเป็นนำความผิดมาให้มู่เสวี่ย นั่นเอง
TalK: ว้าว ๆ ๆ ๆ ๆ สมกับชื่อตอนมั้ยล่ะคะตอนนี้ วินาศสันตะโรจริง ๆ =.,= สาว ๆ ทำไมพวกเธอถึงเป็นแบบนี้เนี่ยยยย!? มู่มู่โผล่ออกมาอย่างบทนักสืบตัวเอกไม่ทันไร ก็ถูกกลบรัศมีอีกแล้วล่ะค่ะ55555
และคนที่ชักนำความยุ่งยากมาสู่มู่มู่ของเราก็ออกมาแล้ว แถมเป็นตัวละครที่หลาย ๆ คนมองข้ามด้วยรึเปล่าเอ่ย? 5555 ถึงบอกแต่เริ่มแรกไงล่ะคะว่าทุกเหตุของการกระทำนำมาสู่ผลลัพธ์เสมอ ไม่เว้นแม้แต่การพูดลอย ๆ ของซุนซูลี่ที่ฝังลึกลงในใจแฟนหนุ่มของเธอ และเพราะเขาอยากเอาใจเธอ ความซวยเลยตกมาสู่มู่มู่... =_=" มู่มู่ต้องไปสะเดาะเคราะห์บ้างนะ เอาจริง - มีนักอ่านบางคนบอกว่า แผนการของจางลี่เซียนเนี่ยมองออกง่ายมาแต่ต้องอย่าลืมว่าเมื่อวานนี้เฉินอิ๋งอิ๋งก่อเรื่องไปทีนึงแล้ว วันนี้ก็ยังเกิดเรื่องอีกทีนึง ชาวบ้านหลาย ๆ คนก็ต้องเริ่มสงสัยบ้างแล้วว่าทำไมถึงเป็นเด็กคนนี้อีกแล้ว?
อีกอย่างหนึ่งที่แตกต่างกันคือภาพลักษณ์ของจางลี่เซียนที่มีในใจทุกคนค่ะ เธอไม่ใช่รองผู้กำกับหวงที่ก่นด่าทุกคนในหมู่บ้านจนทุกคนเหม็นขี้หน้า แต่จางลี่เซียนคือไอดอลสาวสดใสน่ารัก ที่ดูเปราะบาง ที่ดูเป็นผู้ถูกกระทำ ซึ่งขัดกับเฉินอิ๋งอิ๋งในเวลานั้นมาก เพราะวิธีการตอบโต้ต่อปัญหาของเฉินอิ๋งอิ๋งดูก้าวร้าวและสุดโต่ง เลยทำให้ความแตกต่างของสองสาวชัดเจนมากขึ้น มิหนำซ้ำคราวนี้ทีมงานยังแสดงความไม่พอใจชัดเจนมาก ๆ ชาวบ้านเลยไม่ถึงกับออกมาปกป้องอิ๋งอิ๋งด้วยวิธีเดียวกันกับเหตุการณ์เมื่อวาน ประมาณนี้มั้งคะ ให้ทุกคนคิดกันต่อเองละกัน ไว้เจอกันสักวันที่ 28 แล้วกันนะคะ ถ้ามาลงเร็วกว่านี้ได้มาแน่นอนค่ะ
อรัณย์ ARUNNE
อรัณย์ ARUNNE
.