เซี่ยฮุยเก็บความสงสัยไว้ในใจ เขายื่นมือออกไปจับแม่กุญแจที่ล็อกอยู่
คงเป็นเพราะถูกล็อกไว้นานแล้ว แม่กุญแจจึงถูกสนิมเกาะทุกจุด ต่อให้มีลูกกุญแจมาไขก็คงเปิดไม่ออกอยู่ดี
แต่ระดับความยากแค่นี้ทำอะไรเซี่ยฮุยไม่ได้หรอก เขาใช้มือจับแม่กุญแจไว้จากนั้นก็ออกแรงบีบเล็กน้อย
เสียง “แกร๊ก” ดังขึ้น วินาทีต่อมาแม่กุญแจก็หลุดออกจากประตู
เซี่ยฮุยโยนแม่กุญแจลงบนพื้น เขาผลักประตูและเดินเข้าไปด้านใน
กลิ่นฉุนกว่าเดิมอีกเหรอ?
เขารีบยกมือขึ้นมาบีบจมูกตัวเอง เขาไม่มั่นใจว่าตัวเองรู้สึกไปเองหรือเปล่า ตอนที่เข้ามาตรงบริเวณทางเดินของชั้นสี่ เขาก็รู้สึกว่ากลิ่นเหม็นอับรุนแรงมากขึ้น
เขารู้สึกแปลกนิดหน่อย
จู่ ๆ ภายในใจก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เซี่ยฮุยพบว่าสถานที่แห่งนี้แตกต่างจากทั้งสามชั้นก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
อันที่จริงชั้นนี้ก็ควรจะเหมือนกับชั้นล่าง แต่ที่ทำให้แตกต่างกันก็คงจะเป็นตำแหน่งของกระจกที่ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นกำแพง
ทางเดินชั้นนี้รกรุงรังมากเป็นพิเศษ มีขยะวางเกลื่อนกลาดไปทั่วทุกจุด อีกทั้งยังมีบางส่วนที่ถูกกองสูงจนปิดกั้นทางเดิน
เซี่ยฮุยมองเห็นด้านหน้า เขาพบว่าในนั้นมีศพของสัตว์นอนเกลือนกลาด
ศพที่อยู่ใกล้กับจุดที่เขายืนอยู่มากที่สุดก็คือศพของกระต่าย ร่างกายของมันเต็มไปด้วยบาดแผล ดูเหมือนว่ามันคงจะตายมานานแล้ว เพราะร่างกายของมันในเวลานี้เหลือแค่กระดูกเท่านั้น
เซี่ยฮุยย่อตัวลง จากนั้นก็เปิดกล่องเพื่อเก็บศพของกระต่าย
ในเวลานี้เอง กลิ่นอับที่คุ้นเคยก็ลอยมาแตะจมูกของเขาอีกครั้ง
เขารีบถอยหลังออกไปหลายก้าวพร้อมกับยกมือขึ้นอุดจมูก เขาพยายามหลบศพของสัตว์ต่าง ๆ ที่นอนอยู่บนทางเดิน จากนั้นก็เดินมาถึงทางเข้าห้องเรียนห้องแรก
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก (ห้องสี่)
เขาเห็นป้ายแขวนอยู่ แต่กลับไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรประตูไม้ที่ไม่ได้มีกระจกติดตั้งอยู่บนชั้นนี้ถึงได้ทรุดโทรมและผุพังไปมากกว่าครึ่งขนาดนี้
และเป็นเพราะไม่มีกระจก เซี่ยฮุยจึงไม่สามารถมองผ่านประตูกระจกเข้าไปด้านในได้เหมือนกับสามชั้นก่อนหน้านี้ ดังนั้นชั้นนี้เขาจึงจำเป็นต้องเข้าไปสำรวจ
“แอ๊ด!”
ประตูไม้ผุพังเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดขณะถูกผลักเข้าไปด้านใน
ฝุ่นจำนวนมหาศาลตกลงมาจากด้านบนวงกบประตู
ฟู่! อันตรายชะมัด
เซี่ยฮุยแอบรู้สึกดีใจที่เขาไม่ก้าวเท้าเข้ามาด้านในทันทีที่ประตูเปิดออก ไม่เช่นนั้นป่านนี้ร่างกายของเขาคงถูกคลุมด้วยฝุ่นเหล่านี้ไปแล้ว
หลังจากประตูถูกเปิดออก กลิ่นเหม็นอับและกลิ่นเหม็นเน่าก็พุ่งออกมาตามช่องประตูแคบ ๆ ภายในห้อง
เซี่ยฮุยยืนอึ้งไปหลายวินาที ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปด้านในห้อง
ภายในห้องแห่งนี้มีขนาดใหญ่พอ ๆ กับห้องเรียนชั้นล่าง
ห้องเรียนแห่งนี้ไม่มีหน้าต่าง และห้องทั้งห้องถูกปิดตายรอบด้าน
จากการมองเห็นของเขาทำให้เขาพบว่าหากมองจากด้านนอกภายในห้องแห่งนี้มีขนาดเล็กมาก เมื่อเขาเดินเข้ามาด้านในก็พบกับความมืดที่ครอบคลุมทั่วทั้งห้อง
เขารู้สึกราวกับมีการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตท่ามกลางความมืด เขาเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าคิดไปเองหรือเปล่าว่ามีอะไรบางอย่างกำลังจ้องมองเขาจากความมืด
เขารู้สึกได้ว่ากลิ่นเหม็นอับอยู่ข้าง ๆ เขา บางอย่างที่อยู่ท่ามกลางความมืดกำลังถลึงตามองเขาอยู่
เขาเริ่มเกิดอาการขนลุกซู่ขึ้นมา เซี่ยฮุยแอบตั้งสติใหม่อีกครั้ง เขาเหลือบมองไปยังจุดที่ห่างออกไปไม่ไกลก็พบว่ามีสวิตช์เปิดไฟสีขาวติดตั้งอยู่บนกำแพงห้อง
เขายื่นมือออกไปกด
แกร๊ก!
เสียงเบา ๆ ดังขึ้น วินาทีต่อมาแสงสว่างก็สว่างวาบขึ้นภายในห้องเรียนแห่งนี้
แสงสว่างสีขาวไม่ได้สว่างจ้า คงเป็นเพราะมีฝุ่นเกาะอยู่บนหลอดไฟ ดังนั้นจากเดิมที่ควรจะสว่างจ้าก็สลัวลง
เซี่ยฮุยมองไปด้านหน้าก็พบว่าหลอดไฟห้อยต่องแต่งอยู่ สายไฟที่เชื่อมต่อเพื่อเปิดปิดก็ทำท่าจะขาดแหล่ไม่ขาดแหล่
หลอดไฟทั้งสองด้านมีรอยไหม้เกรียม ดังนั้นแสงสว่างจึงออกมาจากจุดที่อยู่ตรงกลางแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ไม่แปลกใจเลยที่ไฟจะมืดสลัวแบบนี้
สายตาของเซี่ยฮุยขยับจากจุดเดิมอย่างรวดเร็ว แม้ว่าท่ามกลางแสงสว่างจากหลอดไฟจะยังมืดมาก ๆ สำหรับเขา แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้เขาเห็นสิ่งที่อยู่ภายในห้องเรียนได้อย่างชัดเจน
เชี้ย!
ทันทีที่เห็น เซี่ยฮุยก็ตกใจจนแทบจะกระโดดลอยตัวจากพื้น
โต๊ะและเก้าอี้ไม้ภายในห้องเรียนถูกฝุ่นเกาะมานานแล้ว ด้านบนนั้นจึงมีเชื้อราผุดขึ้นมาหลายจุด ถ้าหากมีแค่นี้เซี่ยฮุยคงไม่ตกใจถึงขั้นนี้
เพราะด้านบนเก้าอี้ยังมีตุ๊กตาดินเผาที่ยังไม่ลงสีตั้งอยู่บนนั้น ตุ๊กตาดินเผาเหล่านี้มีขนาดเท่ากับคนธรรมดาทั่วไป นอกจากนี้พวกมันยังนั่งเรียงรายอยู่บนเก้าอี้กันเป็นแถว ๆ
คนที่ผลิตมันขึ้นมาเป็นผู้ที่มีฝีมือสูงมาก ใบหน้าของมันที่ถูกปั้นขึ้นมาดูเหมือนจริงราวกับมีชีวิต
แต่ไม่รู้เพราะอะไร ใบหน้าของตุ๊กตาดินเผาเหล่านั้นกลับไร้ความรู้สึกเหมือนกันทุกตัวขนาดนี้
ตอนนี้เอง จู่ ๆ พวกมันก็หันกลับมาทางประตูห้องเรียน ดังนั้นสิ่งที่ทำให้เซี่ยฮุยตกใจจนแทบจะกระโดดลอยตัวจากพื้นก็เป็นเพราะพวกมันกำลังถลึงตามองเขาอยู่
ท่าทางของตุ๊กตาดินเผาเป็นเหมือนกับเหล่านักเรียนที่อยู่ที่นี่ มองเผิน ๆ เขายังแอบเข้าใจผิดคิดว่าพวกมันเป็นมนุษย์จริง ๆ
เซี่ยฮุยขยับเข้ามาใกล้ก็พบว่ามันไม่ใช่มนุษย์ เขาลองใช้นิ้วเคาะเบา ๆ เขาก็ได้ยินเสียงสะท้อนดังออกมาจากด้านใน เห็นได้ชัดว่าด้านในของพวกมันกลวงและไม่มีของชิ้นอื่น ๆ อยู่ในนั้น
“ไม่ใช่การผลิตจากมนุษย์หรอกเหรอ?”
จะพูดว่าผิดหวังก็ไม่เชิง เซี่ยฮุยเตรียมใจสำหรับของประหลาดเหล่านี้แล้ว แต่ครั้งนี้กลับเหนือความคาดหมายของเขา
แม้ว่าจะเป็นเช่นนี้ แต่เซี่ยฮุยก็ยังเลือกที่จะไปยืนอยู่ตรงกลางระหว่างตุ๊กตาดินเผาซึ่งเป็นช่องว่างระหว่างโต๊ะสองโต๊ะ ภายในใจก็รู้สึกได้ถึงความแปลกประหลาดบางอย่างที่ไม่สามารถระบุได้ พวกมันกำลังจ้องมองมาที่เขา
เขาหันกลับไปมองตุ๊กตาเหล่านั้นที่อยู่รอบตัว ก็พบว่าพวกมันยังอยู่ในท่าเดิม
ยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้และมองไปทางประตูห้องเรียน
หลังจากเขาเดินวนรอบห้อง เซี่ยฮุยก็พบว่านอกจากตุ๊กตาดินเผาเหล่านั้นก็ไม่มีของชิ้นอื่นอยู่ที่นี่
“แปลกชะมัด!”
เขาแอบพึมพำเบา ๆ พร้อมกับขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย
แม้ว่าที่นี่จะเป็นห้องเรียนแต่ก็ดูแปลกประหลาดอย่างมาก เพราะภายใน ห้องไม่มีแม้แต่แท่นยืนด้านหน้าห้องสำหรับครูผู้สอน
ใช่แล้ว...ตอนแรกเขาก็ไม่เห็นหรอก แต่หลังจากเดินวนไปหนึ่งรอบจึงได้พบความผิดปกติของที่นี่
เดิมทีมันควรจะเป็นตำแหน่งของแท่นยืน แต่จุดนั้นกลับมีตุ๊กตาดินเผาที่มีรูปร่างเหมือนกับครูผู้สอนกำลังยืนอยู่ ในมือของมันมีหนังสือหนึ่งเล่ม แต่สายตาของมันกลับไม่ได้มองหนังสืออย่างที่ควรจะเป็น
มันทำท่าทางเหมือนกับเหล่านักเรียนที่กำลังมองไปทางประตูห้องเรียน
“ทำไมถึงมองไปทางนั้นนะ?”
เซี่ยฮุยขยับเท้าเดินไปถึงด้านหลังของตุ๊กตาดินเผาที่มีหน้าตาเหมือนกับคุณครู จากนั้นก็มองไปตามสายตาของมัน
นั่นมัน?
เซี่ยฮุยทั้งตกใจและรู้สึกได้ถึงความรู้สึกสยองขวัญ
ก่อนที่เขาจะเข้ามาที่นี่เขาหันไปมองด้านบนกำแพงเพื่อสำรวจดูแล้ว แต่กลับไม่พบสิ่งผิดปกติแม้แต่อย่างเดียว
แต่หลังจากที่เขาเข้ามาที่นี่และมองไปที่ด้านนอกประตู เขากลับพบว่ามีใบหน้าของใครบางคน ใบหน้าของหญิงสาวที่ไม่ได้เหมือนกับภาพวาด แต่เหมือนกับเป็นการยึดติดอยู่บนกำแพงโดยตรง
เซี่ยฮุยรีบเดินไปที่ประตูอย่างรวดเร็วเพื่อมองสิ่งสิ่งนั้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทว่ากลับพบว่าหน้าที่เขาเห็นได้หายไปแล้ว
เขาเริ่มเกิดการคาดเดาภายในใจ เขาขับเขาไปใกล้หนึ่งในตุ๊กตาดินเผาที่เป็นนักเรียน จากนั้นก็มองตามมันอีกครั้ง ทันใดนั้นเขาก็พบกับใบหน้าหญิงสาวเป็นครั้งที่สอง
“เริ่มน่าสนใจขึ้นมาแล้วสิ”
เมื่อพบปรากฏการณ์ที่น่าสนใจเช่นนี้ เซี่ยฮุยก็ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ใบหน้าของเขาแอบแสดงออกถึงความสนใจเกี่ยวกับสิ่งนี้ออกมาให้เห็น
เขาต้องการยืนยันว่าห้องเรียนที่อยู่ในชั้นนี้จะใช่สิ่งที่เขาคิดหรือไม่
หลังจากผ่านไปสิบนาที เซี่ยฮุยก็สำรวจห้องเรียนชั้นสี่จนครบ ตอนที่เขาเดินออกมาจากห้องเรียนห้องสุดท้าย ภายในใจของเขาก็ตัดสินใจได้ในทันที
ถ้าเขาถ่ายรูปหน้าของหญิงสาวด้วยสายรัดข้อมือก็จะไม่ต้องออกตามหาอีก
เพราะเซี่ยฮุยมั่นใจได้ว่านอกจากหน้าของหญิงสาวและตุ๊กตาดินเผาแล้วก็ไม่มีสิ่งอื่นอยู่ที่นี่
คนอื่น ๆ ได้อะไรมาบ้างหรือเปล่านะ?
เขากดปิดสายรัดข้อมือและเดินลงมาชั้นล่างเพื่อกลับไปยังจุดนัดรวมตัวกับคนอื่น ๆ
ท่ามกลางแสงจันทร์สีแดงที่สาดส่องมาบนอาคารหอพักห้าชั้นทำให้เกิดแสงสีแดงเข้มจาง ๆ หนึ่งชั้น
เซี่ยฮุยเดินมาถึงประตูใหญ่ของหอพักก็พบว่าประตูถูกแม่กุญแจขนาดใหญ่ล็อกไว้ ประตูหอพักแห่งนี้ได้ถูกปิดตายไปแล้ว
แม้ว่าจะสามารถเปิดแม่กุญแจได้ แต่เขากลับไม่คิดจะผลีผลามทำอะไรในเวลานี้
เพราะคนอื่น ๆ ยังมาไม่ถึงที่นี่ ต่อให้เขาจะเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของตัวเอง แต่เขาไม่ใช่คนที่มั่นใจในตัวเองจนไม่ลืมหูลืมตา
ถ้าหากที่นี่มีสิ่งประหลาดอยู่จริง ๆ และเขาต้องพึ่งพาแค่พลังของตัวเอง เขาก็อาจจะติดกับดักอยู่ในนั้นเหมือนกับตอนที่เขาเจอกับผีเจ้าสาว
ไม่มีใครรู้ว่าด้านในนั้นจะมีสิ่งที่เขาคิดจริง ๆ หรือไม่ ความแปลกประหลาดเหล่านั้นอยู่เหนือเกินกว่าที่เขาจะสามารถหยั่งรู้ได้
เซี่ยฮุยมองผ่านประตูเหล็กที่ถูกปิดตายก็พบว่าด้านนอกของหอพักไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากโรงเรียนมัธยมของเขา
มีบ่อน้ำพุตั้งอยู่ด้านหน้าประตูทางเข้าหอพัก รอบ ๆ มีบอนไซขนาดเล็กและดอกไม้ต้นหญ้าที่ไม่รู้จักชื่อห้อมล้อมอยู่
“พี่ฮุย”
ในเวลานี้เอง เสียงของใครบางคนก็ดังขึ้น
เซี่ยฮุยหันกลับไปมองก็พบว่ามีร่างอวบอ้วนกำลังวิ่งกลับมาด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง
เฉียนตัวตัวนี่เอง
ตอนที่เขาวิ่งเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าและหยุดพักหายใจ เขาก็พูดกับเซี่ยฮุยว่า “พี่ฮุยกลับมาถึงเร็วชะมัดเลย เจออะไรไหม?”
เซี่ยฮุยที่กำลังจะตอบกลับไป จู่ ๆ ก็พบว่าเจี่ยปิงอวี่และคนอื่น ๆ ก็กำลังเดินกลับมาเช่นกัน
เขาจึงตอบกลับไปว่า “คนอื่น ๆ ก็กลับมาแล้ว ไว้ค่อยคุยพร้อมกันนะ”
“อื้อ”
เฉียนตัวตัวพยักหน้าและหันไปมองหญิงสาวคนอื่น ๆ ที่กำลังเดินมา
เจี่ยปิงอวี่เห็นสองหนุ่มมายืนรอกันที่จุดรวมตัวแล้ว เธอก็รีบเพิ่มความเร็วเพื่อเดินมาหาพวกเขา
“เจออะไรไหม?”
หลังจากเจี่ยปิงอวี่เดินมาถึง เธอก็กวาดตามองทุกคน “ตอนที่ฉันกับเสียวเสี่ยวอยู่ที่โรงยิมไม่เจออะไรเลย”
หลี่เหมยและเฉียนตั๋วตั่วก็ส่ายหน้าเพื่อบอกว่าพวกเธอก็ไม่เจออะไรเช่นกัน
“แต่ฉันเจอนะ”
เฉียนตัวตัวเห็นสาว ๆ ไม่เจอสิ่งผิดปกติ เขาก็รีบหยิบสมุดไดอารี่ออกมาจากกระเป๋าด้วยท่าทางโอ้อวด
เขาพูดกำชับ “นี่ไม่ใช่สมุดไดอารี่ธรรมดา ๆ นะจะบอกให้”
เขาพลิกหน้าสมุดไดอารี่ไปพลางก็พูดอธิบายด้วยความตื่นเต้นไปพลาง ๆ “เริ่มจากหน้านี้”
ทุกคนก้มหน้ามองสมุดไดอารี่ในมือของเขา
“วันนี้วันจันทร์ อากาศปลอดโปร่ง รู้สึกมีความสุขมากเลยเพราะเพื่อน ๆ ไม่รังแกฉัน”
“วันนี้วันอังคาร อากาศไม่ค่อยดีเท่าไหร่ หมาเสี่ยวลี่รูมเมทของฉันพยายามจะไถเงินของฉัน แต่ฉันไม่มีเงินจริง ๆ นะ”
“วันนี้วันพฤหัส หมาเสี่ยวลี่กับเพื่อนของเธอขังฉันไว้ในห้องน้ำ พวกเธอใช้น้ำราดบนตัวฉันจนเปียกชุ่มไปทั้งตัว ฉันหนาวมากเลย”
“วันนี้กระต่ายที่ฉันเลี้ยงไว้หายไป ฉันเสียใจมาก ๆ เลย”
“วันนี้วันเสาร์ ฉันไม่กล้ากลับบ้านเพราะฉันกลัวว่าแม่จะเห็นบาดแผลบนตัวของฉัน”
“วันนี้ฉันเจอกระต่ายของฉันแล้ว แต่มันตายแล้ว...มันตายอย่างน่าอนาถ”
“วันนี้วันที่เท่าไหร่แล้วนะ แต่มันไม่สำคัญหรอก ฉันได้รู้จักเพื่อนคนแรกของฉัน เธอชื่อเจินเจิน”
“วันนี้ฉันมีความสุขมากจริง ๆ เจินเจินสั่งสอนรูมเมทของฉัน ในที่สุดคนพวกนั้นก็ไม่กล้ารังแกฉันอีก คนพวกนั้นนอนนิ่งอยู่บนเตียงเหมือนกับกระต่ายของฉันเลย”
“รูมเมทเหล่านั้นไม่ฟื้นมาหลายวันแล้ว ในหอพักเริ่มมีกลิ่นเหม็นเน่า แต่มันก็ไม่ได้ยากเกินความสามารถของเจินเจิน เธอบอกให้ฉันใช้ดินเหนียวโบกร่างของพวกเธอไว้”
“วันนี้ ผอ. ที่โรงเรียนพบว่ามีปีศาจฆ่าคนอยู่ในโรงเรียนจึงประกาศแจ้งให้พวกเราหยุดเรียน แต่ฉันไม่อยากกลับบ้านเลย”
“วันนี้เจินเจินบอกฉันว่าจะพาฉันออกไปจากที่นี่เพราะตำรวจกำลังจะมาเจอฉันแล้ว”
“ฉันจึงบันทึกรูปถ่ายคู่ของฉันและเจินเจินแปะไว้ในสมุดไดอารี่ ก่อนที่จะแยกจากกัน ฉันนำมันมาไว้ในห้องสมุด ไม่ว่าใครก็ตามที่มาเจอสมุดไดอารี่เล่มนี้ก็จะได้เห็นมิตรภาพของฉันและเจินเจิน มีความสุขมาก ๆ เลยล่ะ”
สมุดไดอารี่สิ้นสุดลงแค่นี้ ทุกคนสบตากันและมองไปยังรูปถ่ายคู่ที่อยู่ในหน้าสุดท้าย
ด้านบนเป็นภาพของหญิงสาวหน้าตาน่ารัก ดวงตากลมโต ผิวของเธอขาวผุดผ่องราวกับกระต่ายน้อยผู้หวาดระแวง
“นี่คือเจินเจินหรือเจ้าของสมุดไดอารี่ล่ะ?”
เจี่ยปิงอวี่มองรูปถ่ายบนนั้นพร้อมกับเอ่ยปากถาม
“น่าจะเป็นเจ้าของสมุดนะ”
เซี่ยฮุยตอบตามความคิดเห็นของเขา “เจินเจินที่พูดถึงน่าจะเป็นตัวประหลาดบางอย่าง ดังนั้นเมื่อถ่ายรูปคู่กันจึงมองไม่เห็นหน้าของเธอ”
“อีกอย่าง...”
เซี่ยฮุยเปิดสายรัดข้อมือของตัวเอง จากนั้นก็เปิดรูปถ่ายที่เขาถ่ายมาจากด้านบนอาคารเรียนให้ทุกคนดู “ผู้หญิงคนนี้น่าจะเป็นเจินเจินที่เจ้าของไดอารี่พูดถึง ฉันถ่ายได้จากอาคารเรียน”
“เป็นไปได้ไหมที่คนที่กระโดดลงมาจากตึกคนแรกคือเจินเจิน”
ในเวลานี้เอง ขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกัน เสียงของเฉียนตัวตัวที่กำลังกินขนมอยู่ก็ดังขึ้น
“มีความเป็นไปได้”
“แต่เบาะแสที่พวกเรามีน้อยเกินไป”
เซี่ยฮุยปิดสายรัดข้อมือของตัวเอง จากนั้นก็ชี้ไปที่หอพักที่อยู่ด้านหลัง “บางทีเบาะแสสำคัญอาจจะอยู่ในนั้นก็ได้”
ทุกคนหันกลับไปมองอาคารที่มีแสงสีแดงปกคลุมอยู่ด้านหลัง