ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 38 ต้นไม้วิเศษ

            เขางูขาว ทางเข้าอันเป็นทางที่จำเป็นต้องผ่านมีคนเฝ้าตรวจตราแน่นหนา

            ไม่ต้องคิดให้เปลืองสมองเลย อย่างนี้ยืนยันได้ว่า ต้นไม้พิสดารนั่นอยู่ที่นี่จริงๆทางเทียนเสินเซิงอู้เฝ้าระแวดระวังอย่างแน่นหนา เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดคิด

            “ฉันจะปีนหน้าผาเข้าไป ไม่เชื่อหรอกว่าจะเข้าไปไม่ได้”ฉู่เฟิงหันมามองหวงหนิว ความหมายก็คือ แกไหวไหม?

            หวงหนิวยืดตัวขึ้นเต็มความสูงอย่างเต็มภาคภูมิ ชกลมให้ดูยกหนึ่งไม่เพียงแต่ชกได้รุนแรง หากยังไหลลื่นรวดเร็ว

            พวกเขาเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบ ไปตามแนวป่า จนไปหยุดอยู่ที่หน้าผาสูงชันพิจารณาจากความสามารถของฉู่เฟิงตอนนี้แล้ว การปีนขึ้นไปย่อมไม่เป็นปัญหา

            ทันใดนั้น เขากลับชะงัก เอ่ยว่า “มนุษย์พิเศษทั่วๆไปย่อมสามารถปีนขึ้นไปได้ เป็นไปไม่ได้ที่เทียนเสินเซิงอู้จะไม่หาทางป้องกันตรงจุดนี้ ดีไม่ดีอันตรายยิ่งกว่า”

            จากนั้นฉู่เฟิงก็เงยหน้าสำรวจตรวจตรา หน้าผาตรงนี้สูงชะโงกง้ำไม่มีต้นหญ้าสักต้น เนื่องจากแผ่นผาสีน้ำตาลเข้มตรงนี้คือหินทั้งก้อน

            ฉู่เฟิงพลันตะลึง ในที่สุดก็พบร่องรอย

            “โหดได้โล่!”

            เขาเห็นว่าบนหน้าผามีรอยแตก มีร่องรอยถูกทำลาย ถึงแม้มีการกลบเกลื่อนแต่หากดูให้ดีก็สามารถแยกแยะได้

            “เหมือนโดนบาซูก้ามาก่อน!”

            กระนั้นก็ตาม เขามองเห็นรอยเลือดขนาดย่อมบนหน้าผาที่แห้งกรังไปนานจนเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ำบ่งบอกว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้น

            มีมนุษย์พิเศษเคยปีนหน้าผานี้มาแล้ว และกินบาซูก้าเข้าไปแล้วด้วย!

            ฉู่เฟิงกับหวงหนิวล่าถอย ถึงแม้ไม่ถึงกับต้องฆ่าเขาแต่ไม่แหวกหญ้าให้งูตื่นจะเป็นการดีที่สุด ไม่จำเป็นก็ไม่ควรหาเรื่องใส่ตัว

            เขางูขาวอาณาบริเวณกว้างใหญ่ เขาไม่เชื่อว่าจะไม่มีหนทางเข้าไปหากจะปิดผนึกทุกเส้นทางเทียนเสินเซิงอู้ต้องใช้มนุษย์พิเศษและอาวุธมากมายขนาดไหนกัน?

            กลางทาง เขาเห็นมนุษย์พิเศษสิบกว่ากลุ่มที่ซุ่มซ่อนอยู่ ทุกคนล้วนต้องการเข้าไปยังเขางูขาว

            ฉู่เฟิงประเมินสถานการณ์ พื้นที่แถบนี้มีการวางกำลังสนับสนุนอีกทั้งจำนวนมนุษย์พิเศษที่แอบซ่อนอยู่ก็เกินร้อยคนบัดนี้ที่ตรงนี้ได้กลายเป็นสมรภูมิรอการห้ำหั่น อันตรายอย่างยิ่งหากมีใครจุดชนวนล่ะก็ การต่อสู้ย่อมปะทุขึ้นมาอย่างแน่นอน!

            ตามยอดเขาหรือในหุบเขา สามารถเห็นร่องรอยพวกรอยเลือดที่กระเซ็นประปรายเขาที่แตกหัก หรือเกล็ดสีเงินที่หลุดร่วง ซึ่งเป็นของพวกมนุษย์พิเศษ

            “เคยเกิดการต่อสู้รุนแรงมาก่อน ดูท่าตรงนี้จะไม่ปลอดภัยเสียแล้ว”

            นี่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น รอจนผลไม้สุกงอมได้ที่ย่อมหนักหนาสาหัสกว่านี้แน่นอน ฉู่เฟิงทอดถอนใจดูท่าความคิดที่จะพุ่งทะยานข้ามหัวเหล่ามนุษย์พิเศษที่ห้ำหั่นกันเพื่อครอบครองผลไม้วิเศษนั้นจะเป็นไปได้ยากเสียแล้ว

            อีกทั้งจำนวนมนุษย์พิเศษคงมากมายเหลือคณานับ!

            อาณาบริเวณอันเปี่ยมไปด้วยความลึกลับซับซ้อนนี้ไม่นับว่าเล็กเลยทั้งยังมีเส้นทางเข้าออกได้หลายทางเทียนเสินเซิงอู้ต่อให้เก่งกาจแค่ไหนก็ไม่อาจปิดเส้นทางทั้งหมดได้

            พวกมนุษย์พิเศษก็สามารถเล็ดลอดเข้าตามเส้นทางเช่นนี้เพื่อสำรวจสถานการณ์

            ฉู่เฟิงแฝงตัวเข้าไปได้สำเร็จ หากก็ต้องเคลื่อนไหวไปในป่าทึบอย่างระมัดระวังอย่างยิ่ง

            เขางูขาว ภูเขานั้นสมกับชื่อเทือกเขาในอาณาบริเวณนี้ทอดตัวต่อเนื่องเรียงราย เหมือนกับงูตัวใหญ่ที่นอนหลับใหลจำศีลเนิ่นนาน

            ในแถบเทือกเขานี้ มีพื้นที่ราบกว้างใหญ่ ต้นไม้ยักษ์เก่าแก่ ทั้งยังหายากมนุษย์พิเศษบางคนเร่งรุดไปยังที่นั่น

            เมื่อฉู่เฟิงไปถึงก็กวาดตามอง มีต้นแปะก๊วยเก่าแก่อยู่หลายต้นล้วนแล้วแต่มีอายุไม่ต่ำกว่าร้อยปี เปลือกไม้เก่าแก่ปริแตก ลำต้นหนาอย่างยิ่งต้องใช้คนหลายคนจึงจะโอบรอบ

            “หมาป่าเยอะขนาดนี้เชียว?” ฉู่เฟิงประหลาดใจ

            บนเขามีกลิ่นสาบสาง เป็นกลิ่นสาบเฉพาะตัวของสัตว์ป่าตรงหน้าคือฝูงหมาป่าเกือบร้อยตัว แต่ละตัวแสยะให้เห็นเขี้ยวที่คมขาวราวกับหิมะ

            พวกมันยึดพื้นที่ตรงนี้ คิดจะร่วมวงแย่งลูกไม้ด้วยงั้นหรือ?

            ท่ามกลางฝูงหมาป่า มีอยู่สองตัวที่มีลักษณะพิเศษ ตัวหนึ่งเขี้ยวคมเต็มปากตัวใหญ่โตกว่าหมาป่าทั่วไปอย่างมาก รูปร่างแข็งแกร่งดุจกระทิงที่พิสดารที่สุดก็คือผิวหนังทั่วร่างของมันไม่ใช่ขน แต่เป็นหิน

            อย่างกับว่ามันเป็นหมาป่าหิน!

            ชัดเลยว่า หมาป่าตัวนี้ผ่านการกลายพันธุ์มาแล้ว!

            หมาป่าอีกตัวกลับพิเศษเสียยิ่งกว่า มันตัวใหญ่เท่าบ้านทั่วร่างอย่างกับสำริด ส่องแสงเย็นเยียบแวววาวประดุจโลหะ ปากอันใหญ่โตเมื่ออ้ากว้างนั้นน่ากลัวอย่างยิ่ง มันเป็นสำริดแม้กระทั่งภายในอย่างเช่นคมเขี้ยวที่สาดไอสังหารเยือกเย็น

            “หมาป่าสำริด?” ฉู่เฟิงตะลึง

            หมาป่าสองตัวที่กลายพันธุ์นั้นไม่ต่างกับมนุษย์เป็นไปได้ที่มันไปกินลูกไม้ประหลาดเข้า ทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงอย่างพิสดารระเบิดพละกำลัง

            พวกมันนำฝูงหมาป่ามาคุมเชิงอยู่ที่นี่ชัดเจนว่ามาเพื่อรอให้ลูกไม้วิเศษสุกงอม

            ฉู่เฟิงเปลี่ยนตำแหน่งในที่สุดก็เห็นต้นไม้เล็กต้นนั้นที่ถูกต้นแปะก๊วยโบราณบดบังอยู่ในตอนแรก

            นี่เป็นสนต้นหนึ่งไม่สูงนัก ประมาณหนึ่งจุดสองเมตรโดยประมาณอายุไม่น่าจะเกินสองปี แต่ความที่มันกลายพันธุ์แล้ว ทั้งต้นเขียวขจี

            ต้นสนนี้รูปทรงสวยงาม เปล่งแสงเรืองรอง เปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวาแม้อยู่ห่างออกไป ก็ยังรู้สึกได้ถึงพลังแห่งชีวิตที่แผ่ซ่านออกมา

            บนต้นสนก็คือผลของมัน อย่างที่เรียกกันทั่วไปว่าลูกสน  ภายในคือเม็ดสน

            ลูกสนนี้ มีส่วนเล็กๆ ที่มีสีเขียวอ่อนหากส่วนใหญ่ของลูกสนกลับมีสีม่วงทอง แปลกประหลาดอย่างยิ่ง

            ส่วนที่มีสีเขียวอ่อนนั้น ก็เหมือนลูกสนทั่วไป ค่อนข้างธรรมดาทว่าส่วนที่เป็นสีม่วงทองนั้นเหมือนกับจะเป็นโลหะ อีกทั้งยังส่องแสงเรืองรองแวววาว

            ต้นสนขนาดเล็กอย่างนี้ ปรกติย่อมไม่สามารถออกลูกได้แต่ต้นสนที่กลายพันธุ์แล้วต้นนี้ แหกกฎธรรมชาติโดยสิ้นเชิงทั่วทั้งต้นเขียวขจีเรืองรอง

            ใครเห็นใครก็รู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่ต้นไม้ธรรมดา

            นอกจากนี้ ลูกสนบนต้นยังมีขนาดใหญ่เท่ากำปั้นอีกด้วย ชนะลูกสนธรรมดาขาดลอยแสงสีม่วงทองสดใส ที่จะไม่ดึงดูดสายตาคนย่อมเป็นไปไม่ได้เลย

            ลูกสนยังไม่ทันแตก แต่ก็มีกลิ่นหอมอ่อนๆ โชยมา

            “อย่างนี้ อีกไม่กี่วันลูกสนก็คงแตก แค่รอให้ส่วนสีเขียวอ่อนกลายเป็นสีม่วงทองและส่องแสงสีม่วงก็ถือว่าได้ที่แล้ว!”ฉู่เฟิงนัยน์ตาเป็นประกาย

            พวกมนุษย์พิเศษต่างก็เฝ้าระวัง รอคอยให้ผลสุกงอมได้ที่ไม่มีใครชิงลงมือก่อน ด้วยเกรงจะทำลายการเปลี่ยนแปลงในขั้นสุดท้ายหมาป่าพวกนั้นก็เช่นกัน ต่างอดทนกันถึงที่สุด เฝ้ารอกันอย่างสงบ

            “มีศพด้วยเหรอ?”

            ฉู่เฟิงสีหน้าพิศวง ในกอหญ้าห่างจากต้นไม่ไปไม่ไกล กลับมีซากศพไม่น้อยไม่ได้มีเฉพาะศพของมนุษย์พิเศษเท่านั้น หากยังมีซากของสัตว์ร้ายอีกด้วย

            นี่มันเรื่องอะไรกัน? มองไม่เห็นบาดแผลแต่ซากเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ สงสัยไว้ก่อนว่าถูกพิษร้ายแรง

            “ระวังกันหน่อย ที่นี่แปลกๆ ไม่รู้ทำไม แต่ลึกลับอย่างบอกไม่ถูกมันทำให้ตรงนี้กลายเป็นที่แห่งความตาย”

            เห็นได้ชัดว่า ละแวกนี้มีมนุษย์พิเศษคนอื่นๆ ซุ่มอยู่ด้วยแม้เสียงที่พูดจะเบาแสนเบา แต่ด้วยสัมผัสอันเฉียบคมของฉู่เฟิง กลับได้ยินอย่างชัดเจน

            “ฉันก็ได้ยินมาว่า มียอดฝีมือของกลุ่มโพธิจีนส์บุกเข้าไปสุดท้ายก็ตายอย่างอนาถ!”

            “ไปกันเถอะ ได้เห็นกับตาแล้ว พอจะรู้สถานการณ์แล้ว ตรงนี้อยู่นานไม่ได้ถ้าถูกพบเข้าจะเป็นเรื่อง รอให้ลูกสนได้ที่แล้วค่อยมา!”

            มนุษย์พิเศษหลายคนนั่นเอ่ยเสียงแผ่วเบาพวกเขาสงสัยว่าเทียนเสินเซิงอู้จงใจหละหลวม แต่จริงๆแล้วคือเฝ้ามองอย่างไม่วางตาต่างหาก

            คนพวกนั้นจากไปอย่างระมัดระวัง

            “ตอนนี้ ถ้าจะขุดไปทั้งรากแล้วเอาไปฝังที่อื่นจะทำได้ไหม?” ฉู่เฟิงถามหวงหนิว

            หนิวหมัวหวังส่ายหัว จ้องต้นไม้ต้นนั้นแววตาเป็นประกายเห็นได้ชัดเจนว่ามันถูกดึงดูดอย่างรุนแรงจนแทบจะทนไม่ได้

            “เคลื่อนย้ายก่อนเวลาอันควร ลูกไม้จะสลายไป” หวงหนิวเขียนตัวอักษรบนพื้น

            ฉู่เฟิงจึงล้มเลิกความตั้งใจที่จะเสี่ยง

            ในตอนนั้น ฉู่เฟิงเองก็รู้สึกว่าคนพวกนั้นพูดมีเหตุผลเทียนเสินเซิงอู้จะต้องวางหมากเอาไว้แน่ๆ ที่ตรงนี้สงบเงียบเกินไป

            ฉู่เฟิงยังอยู่ในเงามืดอยู่นาน ทันใดนั้น ห่างออกไปมีเสียงดังขึ้นเบาๆก้อนหินบนพื้นแตกออก มีมนุษย์พิเศษซ่อนซุ่มอยู่!

            ใต้ดินมีคนซ่อนอยู่?!

            ฉู่เฟิงตะลึง น่ากลัวพื้นที่แถบนี้จะโดนขุดจนพรุนไปเสียแล้วเทียนเสินเซิงอู้ควบคุมทุกอย่างไว้จริงๆ

            เขามองไปทางกลุ่มยอดเขา รู้สึกเหมือนกับมันเป็นสัตว์ร้ายที่จ้องจะเขมือบผู้คนเหี้ยมโหด และน่ากลัว

            “รีบเผ่นดีกว่า บรรยากาศที่นี่ชวนขนหัวลุกดูท่าเทียนเสินเซิงอู้จะตีตราจองแน่นหนาเสียเหลือเกิน”ฉู่เฟิงหันตัวเดินจากไปอย่างไร้สุ้มเสียง

            หวงหนิวเองก็ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เมื่อมาถึงที่โล่งกว้างตรงนี้มันสัมผัสได้ถึงอันตราย ไม่อยากรั้งอยู่นาน

            “ระดับความยากสูงเกิน จะแย่งเนื้อจากปากเสือ ท่าทางจะเป็นไปไม่ได้แต่ว่าอย่างน้อยต้องขุดดินใต้ต้นไม้นั่นไปเสียหน่อย”

            นี่เป็นเป้าหมายขั้นต่ำที่สุดที่ฉู่เฟิงบอกตัวเอง

            ก็พอจะคาดเดาได้ว่า ดินรอบๆ รากของต้นไม้ที่กลายพันธุ์จะต้องพิเศษอย่างยิ่ง

            มนุษย์พิเศษทั้งหมดล้วนมุ่งมั่นแย่งชิงลูกสนคิดว่าคงไม่มีใครสนใจดินที่รากของมันหรอก นี่ต่างหาก โอกาสของฉู่เฟิง

            ฉู่เฟิงตะลอนไปทั่วเขา สุดท้ายก็นำพวกปืนบาซูก้าที่ยึดมาได้ย้ายทั้งหมดไปซ่อนตามจุดต่างๆ บนเขางูขาว

            “หากได้มาล่ะก็ เราก็หนีตามเส้นทางนี้ ใครหน้าไหนตามมาเก็บก็กินบาซูก้าไปซะ!”

            เขาค่อนข้างคุ้นเคยกับเขาไท่หังซาน จึงเลือกเส้นทางหลบหนีอย่างระมัดระวัง

            สุดท้าย ฉู่เฟิงก็เดินทางกลับ แต่ไม่ได้ตรงกลับบ้านในทันทีหากไปยังทางขึ้นเขาที่เขาเจอกับหวงหนิวเป็นครั้งแรก

            โจวเฉวียนเคยเก็บต้นหญ้าที่ออกลูกไม้สีแดงสดได้ต้นหนึ่งเป็นเพราะโชคชะตาคราวนั้น ทำให้เขามีความสามารถหลอมเหล็กละลายหินได้อย่างน่ากลัว

            พอได้เจอหวงหนิว มันก็แย่งลูกไม้ทันที แต่สุดท้ายก็ได้แต่งับใบของต้นนั้นส่วนรากกลับโยนทิ้งไป

            “เจอแล้ว!”

            ฉู่เฟิงตื่นเต้นดีใจ ในที่สุดก็เจอจริงๆ ด้วยรากของต้นหญ้านั่นจนวันนี้ก็ยังไม่แห้งเหี่ยวเป็นเพราะก้อนดินขนาดเท่าเล็บมือที่รากเกี่ยวพันเอาไว้มันส่องแสงสีเขียวอ่อนเรืองรอง

            ตอนนี้เขารวบรวมก้อนดินพิเศษได้ห้าก้อนแล้วเขาเชื่อว่ามันจะทำให้เมล็ดพันธุ์ทั้งสามที่บ้านงอกเป็นต้นอ่อนได้

            จากนั้นไม่นาน สิ่งแรกที่เขาทำเมื่อกลับถึงบ้านก็คือ รดน้ำพรวนดินเมล็ดพันธุ์หนึ่งเมล็ดก็ใส่ก้อนดินหนึ่งก้อน วาดหวังรอมันแตกหน่อ

            ยังเหลืออีกสองก้อน เขาไม่กล้าใส่ลงไป กังวลว่าจะไม่พอดี

            “ซีหวังหมู่ จิ่วเทียนเสวียนหนี่ว์ รีบงอกออกมาเร็วๆ นะ!” เขาพร่ำพูด

            ฉู่เฟิงเอากล่องหินออกมา เตรียมจะใช้มันเก็บก้อนดินที่เหลืออีกสองก้อนนั้น

            มันเป็นกล่องหินลึกลับจากเชิงเขาคุนหลุนเมล็ดพันธุ์ทั้งสามถูกเก็บรักษาในกล่องนี้

            กล่องหินสูงสามนิ้ว ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส แต่เมื่อเปิดออกข้างในเป็นเพียงหลุมตื้นๆ เต็มที่ก็ใส่เมล็ดพันธุ์ได้แค่สามเมล็ดจะเอามาใส่อย่างอื่นก็ไม่ได้

            ฉู่เฟิงเอากระบี่สั้นสีดำออกมา เตรียมจะแกะหลุมให้ลึกขึ้นต่อไปจะเอามาเก็บก้อนดินพิเศษนี้โดยเฉพาะ

            กระบี่สั้นคมกล้า เนื้อหินถูกสกัดออกอย่างง่ายดายพื้นที่ภายในกว้างขึ้นทันที

            ติ๊ง!

            ทันใดนั้น จังหวะที่กระบี่สั้นแทงเข้าไปที่ด้านข้างของกล่องหินก็ได้ยินเสียงกังวานใส สกัดเข้าไปไม่ได้อีก

            ฉู่เฟิงตกตะลึง เพ่งดูอย่างละเอียด หากก็ไม่หยุดมือเขาสกัดหินออกมาจนพื้นที่ด้านในกว้างขึ้นพลันพบว่าด้านข้างของกล่องหินแข็งอย่างยิ่งแม้กระบี่สั้นก็ไม่อาจสร้างรอยขีดข่วนได้

            เมื่อทำความสะอาดแล้ว เขายกกล่องหินขึ้นดูก็พบว่าด้านในของกล่องมีลวดลายบางอย่างรางๆ คิดไปเองหรือเปล่านะ หรือเป็นลวดลายตามธรรมชาติ?

            ไม่นานนักเขาก็รู้ได้ นี่สิถึงจะเป็นโฉมหน้าที่แท้จริงของกล่องหินหินตรงกลางที่ถูกนำมาใส่ในภายหลังเป็นหินเนื้ออ่อน ใช้กระบี่สั้นก็สกัดออกมาได้

            เนื้อหินที่แท้จริงของกล่องหินนั้นพิสดารอย่างยิ่งแม้กระบี่สั้นสีดำก็ไม่อาจทำอะไรได้

            หวงหนิวเดินเข้ามาใกล้ มองดูกล่องหินแต่แล้วก็โดนเนื้อหินที่ถูกสกัดออกมาเตะตา สีหน้าถึงกับเคร่งเครียด

            มันก้มหัว ใช้กีบหน้าประคองกล่องหินขึ้นมาส่องดูอย่างละเอียดจากนั้นเขี่ยเนื้อหินด้านในออกมาขยี้เล็กน้อยแล้วลองชิมดูวินาทีนั้นมันถึงกับพลุ่งพล่าน!

            มันเขียนตัวอักษรแถวหนึ่งลงบนพื้น

            ขณะเดียวกัน เครื่องมือสื่อสารของฉู่เฟิงก็ดังขึ้น พอรับสายเสียงของหลินนั่วอีก็ลอยมา เรียบง่าย ห่างเหิน “พรุ่งนี้ฉันจะไปเขาไท่หังซาน!”

            ตอนรับสาย ฉู่เฟิงเกือบหลุดคำว่า ‘ยัยแม่มด’ ออกมาเสียแล้ว คำพูดมาถึงริมฝีปากกลับถูกเขากลืนกลับเข้าไปคราวนี้ไม่ใช่ยัยนั่นแฮะ

    คล้ายกับเรื่องซากเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน