ฝืนชะตาท้าสามภพ [นิยายแปล]

    ตอนที่ 46 ขัดเกลา

    กระแสอากาศอันปั่นป่วนระเบิดออกประหนึ่งคลื่นน้ำซัดสาดสั่นสะท้านจนเหล่าผู้บำเพ็ญทั้งหลายต้องกุมศีรษะวิ่งหนีออกไป

            เพราะตู้หนานซานจะลงมือหรือไม่เป็นสิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงก่อนหน้านี้ตู้หนานซานยังยืนหยัดที่จะไม่ต่อสู้กับผู้บำเพ็ญเหล่านั้นปล่อยให้พวกเขาทำลายค่ายกลไปทว่าการไม่ตอบโต้ไม่ได้หมายความว่าผู้บำเพ็ญเหล่านั้นจะมีคุณสมบัติและความสามารถมากพอเผชิญหน้ากับความเกรี้ยวกราดของเซียน

            ตู้หนานซานไม่พูดผู้บำเพ็ญเหล่านั้นก็กล้ามารังควาน ทว่าในยามที่เขาดุด่าว่ากล่าว ผู้บำเพ็ญเหล่านั้นกลับตกใจจนฉี่ราดหนีเอาตัวรอดไป

            ในเมื่อตู้หนานซานฝาสารไปแล้วดังนั้นขอเพียงพวกเขากลับไปพูดตามความจริงก็เพียงพอแล้ว

            ภายนอกอารามเต๋ากลับสู่ความสงบอีกครั้ง

            ฟึ่บ!

            ฟางเส้าไป๋ปรากฏขึ้นในห้องโถงใหญ่ท่ามกลางแสงกระบี่ที่ยังคงพร่างพราวสีหน้าของเขาค่อนข้างไม่พอใจ ก่อนเอ่ยขึ้นอย่างหงุดหงิด “อาจารย์เหตุใดท่านถึงต้องลงมือด้วย ข้าจัดการพวกเขาได้แท้ๆ”

            “ข้ารู้ว่าเจ้าจัดการพวกเขาได้แต่...”

            ตู้หนานซานยิ้มพลางชี้ “แต่มีคนหนึ่งกำลังเป็นห่วงเจ้าจนตัวสั่นงันงก”

            “เส้าไป๋!”

            เซียวจิ่งหยวนรีบขจัดความคิดอันยุ่งเหยิงในใจทิ้งออกไปทันทีหันมาพิจารณาฟางเส้าไป๋อย่างละเอียด เดินวนรอบตัวเขาเสียสองรอบก่อนคลี่ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข“ดีแล้วในที่สุดเจ้าก็หายดี”

            “อาหยวน!”

            ฟางเส้าไป๋คลี่ยิ้ม ฟันขาวเป็นประกายท่ามกลางแสงแดดเขาตบหน้าอกแกร่งของตนพลางพูดพร้อมหัวเราะร่า “ข้าไม่เป็นไรหรอก หายดีเป็นปลิดทิ้งแล้วข้าแข็งแกร่งเหมือนวัวจนสามารถฆ่าเสือได้ด้วยมือเปล่าเลยละ...”

            “จริงสิเจ้าดูนี่!”

            ระหว่างที่กำลังพูดฟางเส้าไป๋ก็โบกมือก่อนมีแสงสีทองที่สวยงามดั่งผ้าม่านเปล่งประกายขึ้นพร้อมไหลเวียนไปรอบกายเขาเป็นวงกลม จากนั้นจึงลอยขึ้นไปบนฟ้า

            “ข้าบำเพ็ญเซียนได้แล้วนะ!”

            ฟางเส้าไป๋ยกยิ้มอย่างสดใสพลางพูดขึ้นด้วยความตื่นเต้น “อาหยวนข้าจะกลายเป็นเซียนแล้ว เจ้าอยากเรียนหรือไม่ ข้าจะสอนให้เจ้าเอง...”

            “หึเขาสอนเจ้ายังพอได้ แต่เจ้าจะไปสอนเขาเช่นนั้นหรือ”

            ตู้หนานซานหัวเราะเบาๆก่อนเดินออกไปด้านนอก “เอาล่ะแม้พวกเจ้าจะไม่ได้เจอกันมาหลายวัน แต่ด้วยโชคชะตาที่ชักนำวันนี้จึงได้มาพบกันพวกเจ้าค่อยๆ คุยกันไปแล้วกันนะ”

            เขารู้ดีว่าไม่ควรไปทำลายความสุขของทั้งสองจึงเดินออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็ว พลางปลดค่ายกลออกจากอารามเต๋าก่อนที่เสียงพูดคุยหัวเราะอย่างมีความสุขจะดังออกมาจากด้านในห้องราวกับสายน้ำไหลลื่น ไพเราะดั่งเสียงเพลง

            เสียงอันไพเราะนี้ทำให้ตู้หนานซานห้ามตนเองไว้ไม่อยู่หลุดยิ้มออกมา

            เวลาผ่านไปเนิ่นนานกว่าที่คนทั้งสองจะก้าวออกมา เดินไปจนถึงลานกว้าง

            เซียวจิ่งหยวนประสานมือขึ้นมาแต่ไกลพลางค่อยๆ ย่างเท้าเข้าใกล้ ก่อนเอ่ยขอบคุณด้วยความจริงใจ “บุญคุณที่อาจารย์ช่วยชีวิตเขาไว้ข้าจะไม่มีวันลืม”

            “ข้าช่วยลูกศิษย์ของข้าแล้วเหตุใดเจ้าต้องมาขอบคุณข้าด้วยเล่า” ตู้หนานซานปัดมือ พลางเหลือบมองเล็กน้อย

            ตึง!

            ฟางเส้าไป๋คุกเข่าก้มศีรษะลงพูด “ขอบพระคุณอาจารย์ที่เมตตา”

            “อืม!”

            ตู้หนานซานพยักหน้ายอมรับการขอบคุณนี้อย่างยินดีก่อนพูดกำชับ “เส้าไป๋เจ้าเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นบนเส้นทางการบำเพ็ญตนเจ้าต้องจำไว้ให้ดีว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า และเมื่อใดที่เจ้าประสบความสำเร็จก็จงอย่าหยิ่งผยองทะนงตนจนไม่สนใจผู้อื่นเป็นอันขาด”

            “อาจารย์ข้าไม่เคย...และไม่กล้า” ฟางเส้าไป๋รีบพูดแก้ต่าง “เมื่อครู่ข้าเพียง...”

            “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้ตั้งใจเจ้าทำลงไปเพียงเพราะความคึกคะนองของเด็กหนุ่มก็เท่านั้น”

            ตู้หนานซานเอ่ยพร้อมยิ้ม “แต่ข้ากลัวว่าความคึกคะนองนี้จะย้อนมาทำร้ายเจ้าดังนั้นข้าจึงต้องเตือนเจ้าตั้งแต่ตอนนี้เพื่อไม่ให้เจ้าต้องเจ็บปวดจากความคะนองในภายหลัง”

            “ขอรับศิษย์จะระมัดระวัง!”ฟางเส้าไป๋สัญญาด้วยความสัตย์จริง และไม่โต้เถียงอีกต่อไป

            ตู้หนานซานพูดต่อด้วยความพอใจว่า“ข้ารู้ว่าพวกเจ้าแต่ละคนต่างเพิ่งประสบความสำเร็จกันมาอารมณ์ดีจนรอแทบไม่ไหวที่จะดื่มสุราฉลองกันสามวันสามคืน ทว่า...เมื่อครู่พวกเจ้าคงได้ยินแล้ว ว่าข้าได้กำหนดเวลาไว้ครึ่งเดือน ซึ่งเมื่อถึงยามนั้นข้าจะออกโรงจัดการไป่จู๋เสียแต่เขานั้นมีสาวกแสนกตัญญูอยู่ไม่น้อยข้าคงต้องพึ่งพาพวกเจ้าทั้งสองเป็นผู้จัดการพวกศิษย์เหล่านั้นด้วย...”

            ตู้หนานซานพูดอย่างใจเย็น “ดังนั้นข้าจึงอยากแนะนำว่าพวกเจ้าควรเลื่อนการฉลองชัยออกไปก่อนเพื่อมาเสริมรากฐานให้มั่นคงดังนั้นครึ่งเดือนหลังจากนี้ พวกเจ้าจะได้มาช่วยข้าได้”

            “เอ่อ...”

            เซียวจิ่งหวนและฟางเส้าไป๋มองตากันด้วยความกระตือรือร้นร้อนวิชา

            “อาจารย์ท่านสบายใจได้ พวกข้าจะทำทุกอย่างสุดความสามารถ”

            ฟางเส้าไปอดไม่ได้ที่จะขบฟันแน่นหลังได้ยินชื่อของนักพรตไป่จู๋“คนชั่วผู้ไม่สนใจศีลธรรมและรังแกผู้อ่อนแอผู้นั้นช่างไร้ค่าข้าจะต้องไปสะสางกับเขาให้ได้”

            เซียวจิ่งหยวนเห็นด้วยทว่ากลับลังเลเล็กน้อย “สมควรแล้วที่เราจะชำระสะสางความบาดหมางกับนักพรตไป่จู๋แต่สำนักซานจู๋ที่อยู่เบื้องหลังเขานั้นดูจะทรงพลังอยู่ไม่น้อย...”

            “ไม่ต้องกังวลไปหรอก”

            ตู้หนานซานพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มอันสุขุม“นักพรตไป่จู๋เป็นเพียงผู้อาวุโสของสำนักซานจู๋เท่านั้นมิใช่ตัวแทนสำนัก และถึงแม้สำนักซานจู๋จะมีศิษย์อยู่มากมายนับไม่ถ้วนแต่พวกเขาล้วนกระจายอยู่ตามยอดเขาต่างๆ ไม่ได้สามัคคีกันเท่าใดหรอก”

            “และอีกประการหนึ่งพวกเราครองความได้เปรียบ เพราะหากสำนักซานจู๋จะออกหน้ามารับแทนนักพรตไป่จู๋จริงข้าเองก็ไม่สิ้นไร้ไม้ตอกยังมีสหายให้พึ่งพา ดังนั้นพวกเจ้าไม่จำเป็นต้องไปกลัวเขาหรอก...”

            ตู้หนานซานหยิ่งทะนงและมั่นใจนัก

            ฟางเส้าไป๋กระพริบตาก่อนพูดขึ้นด้วยเสียงทุ้มต่ำ “อาจารย์ท่านไม่ได้บอกพวกเราว่าท่านเป็นผู้ฝึกตนอิสระหรอกหรือ”

            “เป็นผู้ฝึกตนอิสระแล้วจะมีสหายไม่ได้เลยหรือ”

            ตู้หนานซานคลี่ยิ้มบาง “ในช่วงเวลาที่บำเพ็ญตนมาหลายร้อยปีอาจารย์ของข้าจะไม่ให้ข้าไปรู้จักเพื่อนเลยเช่นนั้นหรือและในบรรดาสหายคนสนิทของข้าจะไม่มีผู้อาวุโสของสำหนักใหญ่ได้เลยหรือ”

            “อ่า...แหะ!”

            ฟางเส้าไป๋ตระหนักได้ พลางเกาศีรษะยิ้มแก้เขิน

            “เอาล่ะพวกเจ้าไปบำเพ็ญกันต่อเถิด ข้าจะกลับสถานศึกษาเพื่อเรียกขวัญคนทั้งหลายก่อน...”

            ตู้หนานซานโบกมือร่างกายกลายเป็นดั่งควัน แผ่กระจายและสลายหายไปในเวลาอันรวดเร็ว

            “เขาไปแล้ว!”

            ฟางเส้าไป๋ยื่นหน้าออกไปมองโดยรอบก่อนจะหมุนตัวกลับมาแล้วพูดขึ้นด้วยความคึกคัก “อาหยวน เจ้าพูดต่อสิหลังจากที่เจ้าเข้าไปในสระกระบี่แล้วเกิดอะไรขึ้นอีก...สระกระบี่เนินพยัคฆ์นั้นมีสมบัติซ่อนอยู่ทุกที่จริงหรือ”

            “จะไปมีสมบัติอยู่ทุกที่ได้อย่างไรเล่ามีแต่ความอันตรายต่างหากที่อยู่เต็มทุกพื้นที่”

            เซียวจิ่งหยวนยิ้มอย่างขมขื่นพูดพลางถอนหายใจ “ชั้นแรกคือสระบัวที่มีจระเข้ประหลาดอายุหมื่นปีแสนทรงพลังคอยปกป้องดูแลบัวขาวจิตกระจ่างอยู่ซึ่งหากผู้ใดอยากได้สมบัติชิ้นนี้ จะต้องผ่านด่านมันไปให้ได้เสียก่อน”

            “ชั้นที่สองคือถ้ำเทพสถิตที่นี่มีอาคมผนึกและกับดักอยู่อย่างหนาแน่นทว่าสิ่งที่อันตรายมากที่สุดกลับเป็นใจคนต่างหาก...”

            เซียวจิ่งหยวนพูดต่อ “ชั้นที่สามคือถ้ำกระบี่ที่นี่อันตรายมากเกินคาดเดา ศึกการแย่งชิงสมบัตินั้นดุเดือดมากผู้คนต่างไม่มีเมตตาให้กัน ล้วนต่อสู้กันอย่างไม่ปราณี รายล้อมไปด้วยอันตราย...”

            ในระหว่างที่ฟางเส้าไป๋กำลังตกตะลึงเซียวจิ่งหยวนก็อธิบายการเข้าไปในสระกระบี่เนินพยัคฆ์อย่างคร่าวๆ แต่กลับทำให้จินตนาการได้ถึงความตื่นเต้นเร้าใจภัยอันตรายรอบด้าน และความหวาดกลัวเขย่าขวัญสั่นประสาทได้ชัดเจน

            “กายจำแลงวิญญาณดั้งเดิมหรือ”

            ฟางเส้าไป๋พูดขึ้นอย่างปรารถนา “ข้าอยากเข้าไปกับเจ้าเหลือเกิน”

            “อยากเข้าไปกับข้างั้นหรือคาดว่าไปยังไม่ถึงสระกระบี่ อาจารย์ตงหลี่ก็ออกมาห้ามแล้ว”

            เซียวจิ่งหยวนหัวเราะเล็กน้อยพูดเรื่องจริงออกมา

            “ก็จริง...”

            ฟางเส้าไป๋ยักไหล่กลอกตาไปมาพร้อมรอยยิ้มสงสัยที่ปรากฏบนใบหน้าของเขา “อาหยวน จากที่เจ้าพูดมาแสดงว่าเจ้าได้ของดีบางอย่างมาจากถ้ำกระบี่ใช่หรือไม่”

            “ใช่แล้ว!”

            เซียวจิ่งหยวนยกมือขึ้น “ข้าได้กระบี่เล่มนี้มา!”

            “เอ่อ...”

            ฟางเส้าไป๋ตกตะลึงจนพูดไม่ออกทันทีหลังได้เห็นกระบี่เล่มนั้น“เอาจริงหรือ”

            ไม่แปลกเลยว่าเหตุใดเขาถึงตกใจเพราะสิ่งที่อยู่ในมือของเซียวจิ่งหยวนนั้นเป็นกระบี่ผุพังเล่มหนึ่งเท่านั้นเอง

            ตัวกระบี่ผุพังและแตกร้าวประหนึ่งรอยแตกบนกระดองเต่า

            “ข้าจะโกหกเจ้าเพื่อเหตุใดกันเล่า”

            เซียวจิ่งหยวนคลี่ยิ้ม “นี่คือกระบี่ของข้าซึ่งข้าเรียกกระบี่เล่มนี้ว่าผี่ฟู!แม้กองทัพจะสามารถเสียแม่ทัพได้ทว่าคนเราไม่อาจสูญเสียความทะเยอทะยานไปได้ ซึ่งหลังจากนี้ข้าจะปรับแต่งให้กระบี่เล่มนี้กลายเป็นอาวุธประจำกายของข้า...”

            ในเวลานี้แสงวิเศษที่สว่างไสวดุจแสงเทียนที่วับวาบอยู่รอบตัวกระบี่ก็กระพริบจางๆ ดูเหมือนจะดับลงได้ทุกเมื่อประหนึ่งกระบี่กำลังตอบรับคำพูดของเขาอยู่

            “กระบี่เล่มนี้...”

            ฟางเส้าไป๋ขมวดคิ้วพลางคิดวิจารณ์ในใจโดยไม่ได้พูดสิ่งใดออกมา

            ระหว่างที่จิตใจของเขากำลังแปรปรวนเขายกมือขึ้นกระบี่ก็พลันลอยขึ้นไปกลางอากาศ เปล่งประกายแสงสีทองอร่ามให้สาดส่องทว่าเมื่อมองกระบี่บินสีทองเล่มนี้อย่างละเอียดกลับต้องพบว่ามันกำลังส่องแสงสีเงินขาวออกมาด้วย

            แสงสีทองอร่ามและสีเงินอันเจิดจ้าสาดส่องสลับตัดกันไปมาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

            กระบี่นามชุนชิวเป็นอาวุธชั้นสูงและเป็นกระบี่บินที่มีคุณภาพโดดเด่น ความวิเศษของกระบี่เล่มนี้มีมากไม่รู้จบทำให้ฟางเส้าไป๋ที่เพิ่งเข้าสู่หนทางแห่งการบำเพ็ญสำเร็จไม่อาจควบคุมการเปลี่ยนแปลงของกระบี่บินได้อย่างสมบูรณ์แต่ถ้ามองจากท่าทางเพียงอย่างเดียวกระบี่ชุนชิวคงสามารถสะบัดกระบี่อื่นให้หักกระเด็นไกลไปได้อย่างแน่นอน

            “ฮ่าๆเป็นอะไรไปหรือ”

            เซียวจิ่งหยวนหัวเราะร่าพลางเลิกคิ้ว“เจ้ากำลังรู้สึกว่ากระบี่เล่มนี้ผุพังมากจนไม่น่ามองใช่หรือไม่ฟางเส้าไป๋หนอฟางเส้าไป๋ เจ้ารู้จักการตัดสินคน...เอ่อ กระบี่จากรูปลักษณ์ภายนอกตั้งแต่เมื่อใดกัน”

            “ไม่ใช่นะข้าไม่เคยเลย”

            ฟางเส้าไป๋ปากไม่ตรงกับใจ “ข้าเพียงรู้สึกว่ากระบี่เล่มนี้...ดีมาก ใช่แล้ว ดีมากๆ ...แต่พอลองดูไปแล้วกลับดูเหมือนกำลังจะหัก...ท่านอาจารย์น่าจะยังมีกระบี่บินเล่มอื่นอยู่นะข้าไปขอกระบี่จากเขาให้เจ้ายืมสักเล่มดีหรือไม่”

            “ไม่จำเป็นหรอก!”

            เซียวจิ่งหยวนหัวเราะเล็กน้อยทว่ากลับไม่ได้อธิบายต่อ เพราะในไม่ช้าก็เร็วต้องมีสักวันที่ฟางเส้าไป๋ต้องตกตะลึงและเสียใจให้กับความมีตาหามีแววไม่ของตน ไม่รู้จักหยกเลี่ยมทองชิ้นนี้เสียแล้ว

            เขาตีสองหน้าปกปิดความลึกลับของกระบี่ผุพังไว้เฝ้าคอยสีหน้ายามฟางเส้าไป๋ต้องพบเจอความจริง

            “แม้ไม่มีกระบี่ข้าก็ยังมีวงแหวน”

            เซียวจิ่งหยวนเปลี่ยนหัวข้อสนทนาด้วยการนำห่วงวิหคมังกรออกมาวงแหวนสีขาวเปล่งประกายระยิบระยับ และสาดส่องเจิดจ้าไปทั่วทั้งห้อง

            “ของดีนี่สิถึงจะเรียกว่าเป็นสมบัติ”

            ฟางเส้าไป๋ดวงตาเบิกโพลงพร้อมพูดขึ้นด้วยความประหลาดใจ “สหายผู้นั้นช่างน่าสนใจและมีน้ำใจยิ่งนักแม้แต่สมบัติที่ดีมากเช่นนี้ยังยอมแบ่งให้เจ้า”

            “ใช่แล้ว!”

            เซียวจิ่งหยวนตกอยู่ในภวังค์ครู่หนึ่งก่อนรีบดึงสติกลับมาแล้วพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มว่า “การรู้จักเขาถือเป็นความโชคดีของข้า”

            เขาไม่ได้อธิบายตัวตนของคุณชายรูปงามอย่างละเอียดประกอบกับการที่ฟางเส้าไป๋ยังไม่เคยเจอคนผู้นั้นดังนั้นคงคิดว่าคุณชายรูปงามคือบุรุษใจกว้างผู้หนึ่ง

            “ห่วงวงนี้มีพลังมากเพียงใดและมีฤทธิ์ลึกลับอะไรเช่นนั้นหรือ”

            นอกจากนี้ความสนใจหลักของฟางเส้าไป๋ยังอยู่ที่ห่วงวิหคมังกรมากกว่าอีกด้วย

            “สิ่งนี้คืออาวุธที่สามารถทำให้จิตใจสงบและปราบปีศาจที่อยู่ในใจได้”

            เซียวจิ่งหยวนอธิบาย “สำหรับพลังน่ะหรือ...ข้ายังไม่ได้ขัดเกลาจึงยังไม่ค่อยรู้หรอกแต่คิดดูแล้ว สิ่งนี้คืออาวุธวิเศษที่เซียนโบราณสร้างขึ้นมา ต้องมีพลังมากแน่นอน”

            “แล้วเจ้าจะเสียเวลาอยู่เพื่อสิ่งใดเล่า” ฟางเส้าไป๋รีบพูดกระตุ้น “รีบไปขัดเกลาสิ”

            “ตกลงเช่นนั้นข้าจะไปตั้งใจศึกษาสักสองสามวัน”

            เซียวจิ่งหยวนคล้อยตาม “เจ้าช่วยร่ายอาคมปกป้องข้าและดูแลอารามเต๋าด้วยนะ”

            “รู้แล้วๆเจ้ารีบไปเถิด”

            เซียวจิ่งหยวนเข้าไปในห้องลับของอารามเต๋าจากการผลักไสของฟางเส้าไป๋

            ไม่ได้ทำความสะอาดเพียงไม่กี่วันทว่าฝุ่นกลับกลับเกาะหนาไปทั่วทั้งห้องลับเสียแล้ว

            เซียวจิ่งหยวนพับแขนเสื้อขึ้นปัดฝุ่นออกจากห้องไปจนหมด ก่อนจะนั่งขัดสมาธิอยู่บนอาสนะแล้วเริ่มศึกษาห่วงวิหคมังกร...


     

    คล้ายกับเรื่องฝืนชะตาท้าสามภพ [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน