การเดินทางในช่วงแรก
ดำเนินไปอย่างราบรื่น
เส้นทางที่ออกจากเมืองยังคงมีผู้คนผ่านไปมาบ้าง
บางกลุ่มเป็นพ่อค้า
บางกลุ่มเป็นนักผจญภัย
และบางกลุ่มเดินทางพร้อมเกวียนบรรทุกสินค้า
แต่เมื่อเวลาผ่านไป
สิ่งรอบตัวก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป
จำนวนผู้คนลดลงทีละน้อย
อาคารของเมืองหายไปจากสายตา
เหลือเพียงเส้นทางยาว
ท้องฟ้าที่เปิดกว้าง
และผืนป่าที่เริ่มปรากฏอยู่สองข้างทาง
นัทนั่งอยู่บนหลังสัตว์พาหนะ
สายตาของเขามองไปยังพื้นที่รอบตัวอย่างเงียบ ๆ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาออกจากเมือง
แต่เป็นครั้งแรกที่เขาเดินทางออกมาไกลพร้อมกับคนกลุ่มนี้
อาเรนอยู่ด้านหน้า
ชายหนุ่มคอยมองเส้นทางเป็นระยะ
บางครั้งก็หยิบแผนที่ขึ้นมาตรวจสอบ
ไคเดินทางอยู่ไม่ไกลจากเขา
ส่วนรันยังคงเงียบเหมือนเดิม
นัทมองโล่ที่ติดอยู่ด้านข้างของสัตว์พาหนะของรันอยู่ครู่หนึ่ง
“เขาเอาโล่มาตลอดเลยเหรอครับ?”
มาร์โกหันมามอง
“ใคร?”
นัทพยักหน้าไปทางรัน
“ก็เขา”
มาร์โกมองตาม
“ก็น่าจะ”
นัทเงียบไปเล็กน้อย
“แม้แต่ตอนนอน?”
มาร์โกหันกลับมามองทันที
“นายสนใจอะไรของนาย?”
“ผมก็แค่สงสัย”
“ถ้าสงสัยก็ถามเขาเอง”
นัทมองไปทางรันอีกครั้ง
ก่อนส่ายหน้า
“ช่างเถอะครับ”
มาร์โกพยักหน้า
“ดี”
นัทหันไปมองเขา
“พี่ไม่อยากรู้เหรอ?”
“ไม่”
“ผมก็คิดว่าพี่จะอยากรู้”
“ทำไม?”
“พี่ดูเป็นคนชอบถาม”
“ฉันถามเรื่องจำเป็น”
นัทพยักหน้าเหมือนเข้าใจ
ก่อนหันกลับไปมองทาง
มาร์โกมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
แต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ
เวลาผ่านไป
นัทเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของปราณภายในร่างกายอีกครั้ง
มันยังไม่ชัดเจนเหมือนการใช้พลังจากระบบ
แต่เขาเริ่มสัมผัสมันได้มากกว่าเดิม
นัทหลับตาลงเล็กน้อย
พยายามควบคุมกระแสพลังนั้น
“อย่าทำตอนนี้”
เสียงของไคดังขึ้นจากด้านหน้า
นัทลืมตา
“ครับ?”
ไคหันกลับมามอง
“นายกำลังฝึกควบคุมปราณอยู่”
นัทชะงักไปเล็กน้อย
“นายรู้?”
“ถ้าฉันไม่รู้”
ไคตอบ
“ฉันคงไม่พูด”
นัทเงียบลง
ไคชะลอสัตว์พาหนะให้มาอยู่ใกล้ขึ้นเล็กน้อย
“ตอนเดินทาง นายต้องแบ่งสมาธิให้รอบตัว”
“พื้นไม่เรียบ”
“สัตว์พาหนะเคลื่อนไหว”
“ถ้าเกิดอะไรขึ้น นายก็ต้องพร้อมตอบสนอง”
นัทพยักหน้า
“ผมแค่คิดว่าใช้เวลาระหว่างทางฝึกไปด้วยก็ดี”
“ความคิดไม่ผิด”
ไคตอบ
“แต่การฝึกไม่ได้หมายความว่าต้องทำตลอดเวลา”
นัทฟังอย่างตั้งใจ
“ตอนที่นายเริ่มฝึกจริงจัง”
“นายต้องแยกให้ออกระหว่างการรับรู้พลัง”
“กับการพยายามบังคับมัน”
“สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน”
นัทมองมือของตัวเอง
“ตอนนี้ผมแค่พยายามจับความรู้สึกของมัน”
“งั้นก็พอ”
ไคตอบ
“อย่าเพิ่งพยายามทำให้มันเคลื่อนตามที่นายต้องการ”
“รอให้หยุดพักก่อน”
นัทพยักหน้า
“เข้าใจแล้วครับ”
มาร์โกที่ฟังอยู่ไม่ไกล
พูดขึ้น
“อย่างน้อยก็ยังดีที่นายถามก่อน”
นัทหันไป
“ผมยังไม่ได้ถามเลยนะครับ”
“งั้นก็ถือว่าอย่างน้อยนายยังไม่ทำอะไรแปลก ๆ”
“ผมไม่ได้ทำอะไรแปลก”
มาร์โกไม่ตอบ
เพียงหันกลับไปมองทาง
นัทถอนหายใจเบา ๆ
ก่อนจะปล่อยให้กระแสปราณกลับคืนสู่สภาพเดิม
การเดินทางดำเนินต่อไปอีกหลายชั่วโมง
แสงของดวงอาทิตย์เริ่มเปลี่ยนไป
อาเรนมองท้องฟ้าอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนหันไปทางด้านหน้า
“เราจะเดินต่ออีกหน่อย”
ไคพยักหน้า
ไม่มีใครคัดค้าน
นัทมองเส้นทางเบื้องหน้า
พื้นที่รอบตัวเริ่มเงียบลง
เขาแทบไม่เห็นผู้เดินทางกลุ่มอื่นแล้ว
มีเพียงเสียงฝีเท้าของสัตว์พาหนะ
และเสียงลมที่พัดผ่านแนวต้นไม้
ยิ่งเดินทางต่อไป
เส้นทางก็ยิ่งขรุขระ
จนกระทั่งรันที่อยู่ด้านหน้า
ยกมือขึ้น
ขบวนทั้งหมดค่อย ๆ ชะลอลง
นัทมองไปข้างหน้า
ก่อนจะเห็นว่า
เส้นทางส่วนหนึ่งถูกต้นไม้ขนาดใหญ่ล้มขวางอยู่
ไม่ใช่เพียงต้นเดียว
แต่มีหลายต้น
พื้นดินบริเวณนั้นยังเต็มไปด้วยรอยแตก
ไคลงจากสัตว์พาหนะก่อน
รันเดินตามไป
อาเรนมองพื้นที่อยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนลงมาตรวจสอบด้วยตัวเอง
นัทกับมาร์โกจึงตามลงมา
“เกิดอะไรขึ้นครับ?”
นัทถาม
อาเรนยังไม่ตอบทันที
เขาเดินไปยังต้นไม้ต้นหนึ่ง
มองรอยแตกบริเวณโคนต้น
รันย่อตัวลงตรวจสอบพื้น
“ไม่ใช่เพราะลม”
เขาพูดขึ้น
นัทมองไปทางเขา
“รู้ได้ยังไง?”
รันชี้ไปยังพื้น
“ทิศทาง”
ทุกคนมองตาม
ต้นไม้ที่ล้มไม่ได้กระจัดกระจาย
พวกมันเอนล้มไปในทิศทางเดียวกัน
เหมือนมีบางอย่างเคลื่อนผ่านพื้นที่นี้
และผลักทุกสิ่งที่ขวางหน้าออกไป
ไคเดินไปยังขอบของร่องรอย
“ผ่านมานานหรือยัง?”
รันส่ายหน้า
“บอกไม่ได้แน่ชัด”
อาเรนมองเส้นทางด้านหน้า
จากนั้นหยิบแผนที่ออกมา
เขาตรวจสอบอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนพูดขึ้น
“เราผ่านตรงนี้ไม่ได้”
“ต้องอ้อม”
นัทมองแผนที่
“ไกลไหมครับ?”
“ถ้าใช้เส้นทางด้านนี้”
อาเรนใช้นิ้วชี้ไปยังพื้นที่ข้างป่า
“อย่างน้อยครึ่งวัน”
ไคมองท้องฟ้า
“ตอนนี้คงไม่เหมาะจะเริ่มอ้อม”
อาเรนพยักหน้า
“ใช่”
แสงของวันเริ่มลดลงแล้ว
การพาทั้งทีมเข้าสู่เส้นทางที่ไม่คุ้นเคยในช่วงเย็น
ไม่ใช่การตัดสินใจที่ดี
อาเรนพับแผนที่
ก่อนมองไปรอบตัว
“หาที่พักก่อน”
ทุกคนเริ่มขยับตามคำสั่ง
อาเรนไม่ได้เลือกพักตรงบริเวณเส้นทางที่พัง
พวกเขาเคลื่อนออกห่างมาอีกระยะ
จนพบพื้นที่เปิดโล่ง
ด้านหนึ่งมีแนวต้นไม้
แต่อีกด้านยังมองเห็นพื้นที่โดยรอบได้ค่อนข้างชัด
ไคเดินสำรวจบริเวณใกล้ ๆ
รันตรวจสอบรอบนอก
อาเรนมองพื้นที่ทั้งหมดอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนพยักหน้า
“ที่นี่”
นัทมองไปรอบ ๆ
“พักค้างคืนเลยเหรอครับ?”
“ใช่”
อาเรนตอบ
“พรุ่งนี้ค่อยตัดสินใจเรื่องเส้นทางอีกครั้ง”
ไม่มีใครพูดอะไรต่อ
ทุกคนเริ่มจัดการสัมภาระ
เมื่อทุกอย่างเริ่มเข้าที่
อาเรนจึงพูดถึงเรื่องเวรยาม
เขามองทุกคน
“คืนนี้เราผลัดกัน”
นัทพยักหน้า
ก่อนมองไปทางอัมบร้า
“แล้วอัมบร้าล่ะ?”
มาร์โกหันมามอง
“ทำไม?”
“มันไม่ต้องนอนใช่ไหม?”
“ใช่”
นัทพยักหน้า
“งั้นให้อัมบร้าเฝ้าสิครับ”
ทุกคนเงียบไปครู่หนึ่ง
มาร์โกมองเขา
“มันเป็นพาหนะ”
นัทมองกลับ
“พาหนะที่ไม่ต้องนอน”
“มันไม่ได้แปลว่ามันเป็นยาม”
ไคหัวเราะเบา ๆ
“ฉันเห็นด้วยกับมาร์โก”
นัทหันไปหาเขา
“นายก็เข้าข้างพี่เขาอีกคนแล้ว”
รันที่กำลังตรวจสอบอุปกรณ์อยู่เงยหน้าขึ้น
เขานิ่งคิดอยู่เล็กน้อย
ก่อนพูดขึ้น
“ถ้าให้มันเฝ้าเวรจริง”
ทุกคนหันไปมองเขา
“พรุ่งนี้พวกเราคงต้องคุยกับพาหนะเรื่องรายงานผล”
ไคหลุดหัวเราะออกมา
แม้แต่นัทเองก็เงียบไปพักหนึ่ง
ก่อนหันไปมองอัมบร้า
“ฟังดูยุ่งกว่าที่คิด”
มาร์โกส่ายหน้า
“ในที่สุด”
“พี่ไม่ต้องดีใจขนาดนั้นก็ได้ครับ”
เมื่อการจัดเวรยามเรียบร้อย
บรรยากาศภายในจุดพักก็ค่อย ๆ สงบลง
นัทนั่งอยู่ใกล้กองสัมภาระ
เขามองไปยังเส้นทางที่ถูกต้นไม้ล้มขวาง
แม้ตอนนี้จะมองไม่เห็นมันแล้ว
แต่ภาพของร่องรอยเมื่อครู่ยังคงอยู่ในความคิด
มันไม่เหมือนอุบัติเหตุ
อย่างน้อย
รันก็มั่นใจเช่นนั้น
นัทหันไปมองมาร์โก
“พี่คิดว่าอะไรผ่านตรงนั้น?”
มาร์โกมองตามทิศทางที่นัทกำลังมอง
“ไม่รู้”
“แล้วพี่ไม่สงสัยเหรอ?”
“สงสัย”
นัทหันมามอง
มาร์โกพูดต่อ
“แต่สงสัยไม่ได้แปลว่าต้องเดินเข้าไปหาคำตอบตอนกลางคืน”
นัทนิ่งไป
ก่อนพยักหน้า
“ก็จริง”
มาร์โกมองเขา
“ดี”
“ผมแค่ถาม”
“ฉันรู้”
ครั้งนี้
ไม่มีใครพูดอะไรต่อ
แสงสุดท้ายของวันค่อย ๆ หายไปจากท้องฟ้า
พื้นที่รอบตัวเริ่มมืดลง
และการเดินทางในวันแรก
ก็จบลงตรงนั้น
แต่เส้นทางข้างหน้า
ยังคงรอให้พวกเขาเลือกในเช้าวันถัดไป
โดยที่ไม่มีใครรู้ว่า
สิ่งที่ทำให้เส้นทางหลักถูกทำลาย
ยังอยู่ห่างออกไปเพียงใด
หรือบางที
มันอาจไม่ได้อยู่ไกลจากพวกเขาเลยก็ได้
ท้องฟ้าค่อย ๆ เปลี่ยนสี
แสงสุดท้ายของวันลดลงช้า ๆ
หลังจากเดินทางมาตลอดทั้งวัน ในที่สุดทีมก็เริ่มจัดเตรียมสถานที่พักสำหรับคืนนี้
สัตว์พาหนะถูกผูกไว้ในบริเวณไม่ไกลจากจุดพัก
สัมภาระบางส่วนถูกนำลงมา
ส่วนคนในทีมต่างแยกย้ายกันทำหน้าที่ของตัวเอง
อาเรนตรวจสอบพื้นที่โดยรอบอีกครั้ง
ไคช่วยจัดการเรื่องน้ำและสัมภาระ
รันยังคงอยู่ไม่ไกลจากบริเวณพัก สายตามองออกไปยังพื้นที่มืดลงเรื่อย ๆ รอบตัว
นัทนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง
เขาหลับตาลง
ลมหายใจค่อย ๆ สม่ำเสมอ
ปราณภายในร่างเริ่มเคลื่อนไหวตามวิธีที่ไคเคยแนะนำ
ไม่เร่ง
ไม่ฝืน
เพียงค่อย ๆ รับรู้ และควบคุมการไหลของพลังภายในร่าง
หลังจากช่วงก่อนหน้านี้
นัทเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่า
การฝึกปราณไม่ได้เป็นสิ่งที่สามารถเร่งผลลัพธ์ได้เพียงเพราะต้องการแข็งแกร่งขึ้น
ยิ่งพยายามฝืน
การควบคุมก็ยิ่งไม่มั่นคง
เพราะอย่างนั้น
เขาจึงทำเพียงฝึกต่อไปตามจังหวะเดิม
เงียบ ๆ
และปล่อยให้เวลาผ่านไป
อีกด้านหนึ่ง
มาร์โกนั่งอยู่ไม่ไกลจากเขา
ร่างของชายหนุ่มนิ่งสนิท
ดวงตาปิดลง
ท่าทางไม่ได้แตกต่างจากนัทมากนัก
หากมองจากภายนอก
ใครก็คงคิดว่าเขากำลังฝึกพลังอยู่เช่นกัน
ไม่มีใครเข้าไปถาม
ไม่มีใครรบกวน
เพราะในทีม
ทุกคนต่างมีวิธีฝึกของตัวเอง
แต่สิ่งที่มาร์โกกำลังทำ
ไม่ได้เกี่ยวข้องกับปราณ
หลังจากแสงของวันหายไป
ความมืดเริ่มปกคลุมพื้นที่โดยรอบ
เงาของต้นไม้
เงาของก้อนหิน
และเงาที่เกิดขึ้นจากแสงไฟบริเวณค่าย
ค่อย ๆ ปรากฏอยู่ทั่วพื้นที่
ภายใต้เปลือกตาที่ปิดสนิท
มาร์โกเริ่มทดลองอีกครั้ง
พลังของเขาเคลื่อนไหวอย่างเงียบงัน
เงาหนึ่งปรากฏขึ้น
ไม่ใช่ตรงหน้าเขา
ไม่ใช่ข้างตัว
แต่เกิดขึ้นจากความมืดนอกบริเวณค่าย
ห่างออกไปจากสายตาของทุกคน
ร่างเงาค่อย ๆ ก้าวออกมาจากพื้นที่มืด
ไม่มีเสียง
ไม่มีใครสังเกตเห็น
และไม่มีใครรู้ว่า
ในเวลานี้
มาร์โกไม่ได้มีเพียงร่างเดียว
ร่างเงายืนอยู่ระหว่างต้นไม้
มาร์โกมองผ่านมัน
ความรู้สึกนั้นยังคงแปลกใหม่
แม้เขาจะเคยใช้ความสามารถนี้มาก่อน
แต่เขายังไม่รู้ว่าขอบเขตของมันอยู่ตรงไหน
เขาจึงเริ่มทดลอง
เงาของตัวเองเคลื่อนเข้าไปในความมืด
จากนั้นใช้ทักษะ
เงาแฝงร่าง
ร่างเงาค่อย ๆ จมหายเข้าไปในเงาของต้นไม้
การเคลื่อนไหวเกิดขึ้นโดยไม่มีสิ่งใดผิดปกติ
มาร์โกนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนทดลองต่อ
ก้าวผ่านเงา
ร่างเงาหายไป
และปรากฏขึ้นอีกครั้งในเงาอีกแห่ง
ไกลออกไป
การทดลองดำเนินต่อไป
ครั้งแล้วครั้งเล่า
มาร์โกไม่ได้เร่งรีบ
เขาเพียงต้องการรู้ว่า
ร่างเงาสามารถทำอะไรได้บ้าง
และไปได้ไกลแค่ไหน
ระยะห่างจากค่ายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ไม่กี่ร้อยเมตร
จากนั้น
หนึ่งกิโลเมตร
มาร์โกยังคงควบคุมได้
การรับรู้ไม่ได้ขาดหาย
ร่างเงายังคงเคลื่อนไหวตามความต้องการของเขา
เขาจึงปล่อยให้มันเดินทางต่อ
ผ่านต้นไม้
ผ่านเงามืด
และใช้เงาตามพื้นที่ต่าง ๆ เป็นเส้นทาง
จนกระทั่ง
ระยะห่างเพิ่มขึ้นเกินสองกิโลเมตร
มาร์โกเริ่มคิดว่า
หากไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
คืนนี้เขาอาจรู้ขอบเขตของความสามารถนี้มากขึ้น
แต่ก่อนที่ร่างเงาจะเคลื่อนที่ต่อไป
มันก็หยุดลง
บางอย่างอยู่ข้างหน้า
มาร์โกเปิดการรับรู้ผ่านร่างเงา
เงียบลงทันที
ระหว่างต้นไม้
มีคน
หนึ่งคน
สองคน
จากนั้น
มากขึ้นเรื่อย ๆ
ร่างเงาของมาร์โกเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง
พวกเขาไม่ได้เดินเหมือนนักเดินทางทั่วไป
ไม่มีเสียงพูดคุย
ไม่มีแสงไฟ
ทุกคนเคลื่อนที่อย่างระวัง
และมีอาวุธอยู่กับตัว
มาร์โกกวาดสายตามอง
หนึ่ง
สอง
สาม
...
จำนวนคนเพิ่มขึ้น
มากกว่าสิบคน
พวกเขาเคลื่อนผ่านป่า
โดยมีทิศทางเดียวกัน
มุ่งตรงไปยัง...
ค่ายของพวกเขา
ร่างเงานิ่งอยู่ในความมืด
มาร์โกไม่ได้ขยับร่างจริง
ภายนอก
เขายังคงนั่งอยู่ใกล้กองไฟ
ดวงตาปิดสนิท
เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่ภายในความคิด
มีเพียงข้อสรุปเดียว
พวกมันตามมาจากเมือง
ร่างเงาค่อย ๆ ถอยกลับเข้าไปในเงา
ขณะที่กลุ่มคนมากกว่าสิบคน
ยังคงเคลื่อนเข้ามา
ทีละน้อย
ทีละน้อย
ใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ
และไม่มีใครในค่ายรู้เลยว่า
ค่ำคืนนี้...
พวกเขาไม่ได้อยู่กันเพียงลำพัง