จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 29 ไม่สามารถพยากรณ์ได้

            ตลอดเส้นทาง มีภาพฉากสลับกันเช่นนี้เกิดขึ้นอย่างมากมายสยงท่าเทียนมีอารมณ์รุนแรงและอารมณ์ร้อน แต่ไม่เป็นศัตรูกับใคร มีอะไรก็พูดตรงๆเป็นคนตรงไปตรงมา ส่วนหลี่เทียนจียังคงอารมณ์เสียไปตลอดทาง ไม่ใช่ว่าเขานิ่งเงียบไปเพราะเขากำลังอารมณ์เสียแต่เป็นเพราะการโมโหของสยงท่าเทียน

            เมื่อรู้ว่าสติปัญญาของสยงท่าเทียนยังไม่พัฒนาอย่างสมบูรณ์หากไปทำอะไรเขาขึ้นมา มันจะไม่เท่ากับสร้างความลำบากให้ตนเองหรอกหรือ? นอกจากนี้ต่อให้สู้กันก็ไม่มีทางเอาชนะเขาได้

            นับตั้งแต่สยงท่าเทียนนำเสี่ยวเฮยเก็บไว้ในถุงเก็บอสูรทั้งสามคนก็เริ่มพบเจอกับอสูรร้ายเป็นจำนวนมากแต่อสูรร้ายเหล่านี้ยังมีไม่เพียงพอให้สยงท่าเทียนได้เล่นสนุกด้วยซ้ำไปแล้วจะเหลือตกถึงฉินอวี่ได้อย่างไร?

            ในที่สุด ฉินอวี่ก็ต้องใช้ทางเลือกสุดท้ายด้วยการขออย่างเด็ดขาดให้สยงท่าเทียนและหลี่เทียนจีคอยเฝ้าดูการต่อสู้โดยไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว

            วันนี้

            ฉินอวี่กำลังต่อสู้กับอสูรร้ายในขั้นสูงสุดของระดับหนึ่งเพื่อรักษาเสถียรภาพในระดับการฝึกฝน และเสริมสร้างร่างกายของเขาให้แข็งแรง

            สยงท่าเทียนและหลี่เทียนจีนั่งอยู่ในระยะไกลดูการต่อสู้อันเต็มกำลังของฉินอวี่ สยงท่าเทียนเริ่มมีความกระตือรือร้นอย่างยิ่งที่จะเข้าไปร่วมต่อสู้จนแทบจะพุ่งเข้าไป และหลี่เทียนจีก็จ้องมองฉินอวี่ด้วยความสงสัยโดยไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่

            “เฮ้ หลี่เทียนจี เจ้าจะจ้องพี่ฉินทำไมนักหนา”สยงท่าเทียนกระสับกระส่ายเล็กน้อยเมื่อรู้สึกได้ว่าหลี่เทียนจีกำลังจ้องมองไปยังฉินอวี่เขาอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นทันที

            หลี่เทียนจีเหลือบไปมองสยงท่าเทียน และไม่ได้ตอบอะไรในใจของเขากำลังครุ่นคิดอยู่กับเรื่องที่เขาไม่สามารถพยากรณ์ฉินอวี่ได้ก่อนหน้านี้เขาถูกการต่อสู้ทำลายสมาธิไป และในตอนนี้เมื่อสงบลงแล้วหลี่เทียนจีจึงรู้สึกได้ถึงความแปลกประหลาด

            จะว่าไปก็ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่เคยพยากรณ์มาก่อน แต่ส่วนใหญ่แล้วการพยากรณ์มักจะมองเห็นสิ่งที่แน่นอนบางอย่างไม่ว่าจะเกิดข้อผิดพลาดหรือจะเกิดความไม่แม่นยำแต่ถึงอย่างไรก็จะต้องมีบางอย่างให้เห็นเสมอ

            ยิ่งไปกว่านั้น ครั้งนี้เขาได้ใช้โลหิตฟ้าดินในการพยากรณ์โลหิตฟ้าดินนี้มีพลังของที่สุดแห่งต้นกำเนิดฟ้าดิน ตามที่อาจารย์ได้กล่าวไว้หากไม่ถึงยามคับขันจริงๆ ห้ามเรียกใช้มันเด็ดขาดหรือบางครั้งหากเรื่องที่จะพยากรณ์นั้นไม่สอดคล้องกัน ก็ห้ามใช้โลหิตฟ้าดินจากคำพูดนี้สามารถสรุปได้ว่า ประการที่หนึ่งโลหิตฟ้าดินเป็นสิ่งล้ำค่าประการที่สองการจะเรียกใช้โลหิตฟ้าดินจะต้องพยากรณ์สิ่งใดสิ่งหนึ่งออกมาได้แน่นอน

            แต่ในครั้งนี้แม้จะใช้โลหิตฟ้าดินไปแล้วก็ยังไม่สามารถพยากรณ์ออกมาได้สิ่งนี้ทำให้หลี่เทียนจีงุนงงเป็นอย่างยิ่งไม่ใช่ว่าเขาจะไม่เคยนึกถึงความผิดพลาดที่เกิดจากตัวโลหิตฟ้าดินมาก่อนแต่เมื่อหวนนึกถึงความรอบคอบในตอนที่อาจารย์มอบให้กับตนเองแล้วเขาเชื่อมั่นว่าไม่มีวันผิดพลาดได้แน่นอน

            แต่ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุใดจึงไม่สามารถพยากรณ์ออกมาได้?

            หลี่เทียนจีหวนนึกถึงสิ่งที่อาจารย์กล่าวไว้ในอดีตอย่างรอบคอบโดยทั่วไปแล้ว มีเพียงสองเหตุผลที่ไม่สามารถพยากรณ์ได้หนึ่งคือผู้ถูกพยากรณ์นั้นได้ตายไปแล้วและอีกประการหนึ่งคือพละกำลังของผู้ถูกพยากรณ์เข้าถึงขีดสุดและได้บรรลุผลแห่งกรรมทั้งมวลแล้ว ดังนั้นจึงไม่สามารถพยากรณ์ออกมาได้

            ถ้าฉินอวี่ตายไปแล้วเช่นนั้นแล้วหากจะบอกว่าคนที่กำลังมีชีวิตชีวาอยู่ตรงหน้าเขาอยู่ในเหตุผลประการที่สอง หลี่เทียนจีคงจะเชื่อว่าฉินอวี่ได้ตายไปแล้วมากกว่าและไม่มีวันเชื่อว่าฉินอวี่ได้บรรลุผลแห่งกรรมแล้ว

            “หรือว่า... วิถีการบำเพ็ญของข้ายังไม่มากพอจะสามารถทำการพยากรณ์ได้?” หลังจากคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้หลี่เทียนจีก็สามารถคิดได้เพียงคำตอบนี้เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจของเขาอย่างยิ่ง

            “ข้าไม่เชื่อว่าจะไม่สามารถพยากรณ์เจ้าได้ ตอนนี้ยังไม่ได้แต่ต้องมีสักวันหนึ่งที่ข้าจะนำอนาคตของเจ้าออกมาดูให้ได้!”หลี่เทียนจีตัดสินใจอย่างมุ่งมั่นในใจราวกับจะขอสาบานว่าไม่มีวันยอมแพ้จนกว่าจะพยากรณ์ออกมาได้

            แต่เขากลับไม่รู้ว่าแม้แต่อาจารย์ของเขาก็ไม่สามารถพยากรณ์ออกมาได้อาจกล่าวได้อีกนัยหนึ่ง ในโลกใบนี้คงไม่มีใครสามารถพยากรณ์ผลแห่งกรรมของฉินอวี่ได้ถึงแม้ว่าจะมีก็คงมีไม่เกินสามคน

            นั่นเป็นเพราะ ผลกรรมของฉินอวี่ไม่ได้รับการยินยอมจากสวรรค์!

            “หลี่เทียนจี เจ้านี่มันทำตัวน่ากลุ้มใจจริงๆ” เมื่อเห็นว่าหลี่เทียนจีไม่ตอบอะไรสยงท่าเทียนก็ลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธ และตะโกนคุยกับฉินอวี่อย่างคันไม้คันมือ“พี่ฉิน ท่านอยู่ตรงนี้ต่อสู้กับพวกมันเถอะ ข้าจะไปรอท่านที่ด้านข้างแล้วกัน”

            ก่อนที่จะพูดจบ สยงท่าเทียนก็จากไปอย่างรวดเร็ว

            แต่หลี่เทียนจียังคงนั่งอยู่ที่เดิม มองดูสยงท่าเทียนที่จากไปหลี่เทียนจีหยิบตำราโบราณออกมาอีกครั้งและเริ่มอ่าน เขาพึมพำไปพลางขณะอ่าน“ก็ไม่ผิดนี่นา แล้วเหตุใดจึงพยากรณ์ออกมาไม่ได้ล่ะ? หรือเพราะโชคไม่ดี?”

            หลี่เทียนจีที่กำลังไม่พอใจ ได้หยิบผ้าไหมผืนสีขาวออกมาอีกครั้งคราวนี้ สิ่งที่เขานำออกมาไม่ใช่เส้นผม แต่เป็นเลือดหยดหนึ่งซึ่งเป็นเลือดของฉินอวี่!

            หลังจากนั้นไม่นาน!

            ดวงตาของหลี่เทียนจีก็เปล่งประกายด้วยแสงจางๆมองดูผ้าไหมสีขาวเนื้อละเอียดผืนนั้น พลางพูดพึมพำในปาก

            “จงปรากฏมาเดี๋ยวนี้!” หลี่เทียนจีเปล่งเสียงต่ำๆ ขึ้นมา

            และบนพื้นผิวของมันปรากฏเป็นแสงจางๆ ขึ้นมาแต่หลี่เทียนจีกลับมองไม่เห็นอะไรเลยสิ่งนี้ทำให้จิตใจของหลี่เทียนจีผิดหวังอย่างเทียบไม่ได้ ดูเหมือนว่าวิถีการบำเพ็ญของตนเองคงจะยังไม่ถึงไหนจริงๆ

            “หลี่เทียนจี ผ้าผืนนี้คืออะไรหรือ?” เมื่อเห็นว่าหลี่เทียนจีกำลังจ้องมองไปอย่างครุ่นคิดฉินอวี่ที่มีเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งได้เดินเข้ามาพร้อมคาวเลือดที่คละคลุ้ง

            ในเวลานี้ฉินอวี่อารมณ์ดี มีสยงท่าเทียนและหลี่เทียนจีอยู่ด้วยเขาแทบไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องการพบเจออันตรายใดๆ เลยอย่างน้อยก็ไม่ได้อยู่ในกลางของสุสานอสูรแห่งนี้ ดังนั้นฉินอวี่จึงถือโอกาสที่จะฝึกฝนร่างกาย เพิ่มระดับการฝึกฝนและพละกำลังซึ่งตลอดหลายวันมานี้ นับว่าได้รับผลตอบแทนไปไม่เลว

            เมื่อได้ยินคำพูดของฉินอวี่ หลี่เทียนจีก็รีบเก็บผ้าไหมสีขาวผืนนั้นทันทีเหลือบมองฉินอวี่อย่างเย่อหยิ่ง แต่ไม่พูดจาอะไร

            ทันทีที่หลี่เทียนจีเก็บมันขึ้นมาสายตาของฉินอวี่ก็เกิดประกายแสงแปลกๆก่อนหน้านี้เขาเห็นอยู่ว่าบนผ้าขาวเต็มไปด้วยลวดลายบางอย่างอย่างชัดเจนแต่ขณะที่หลี่เทียนจีเก็บมันขึ้นมา ลวดลายทั้งหมดนั้นต่างหายไปทันทีสิ่งนี้ทำให้ฉินอวี่แปลกใจยิ่งนักและอดจะครุ่นคิดถึงความน่าเชื่อถือในคำพูดของสยงท่าที่บอกว่าหลี่เทียนจีสามารถพยากรณ์อนาคตได้

            หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ฉินอวี่ก็ถามอย่างหยั่งเชิง“หลี่เทียนจี เจ้าพยากรณ์ได้จริงหรือ?”

            หลี่เทียนจีไม่ตอบด้วยความเย่อหยิ่งเหมือนครั้งที่แล้วและเหลือบมองฉินอวี่อย่างเย็นชาด้วยความนิ่งเงียบ

            สิ่งนี้ทำให้ฉินอวี่อธิบายไม่ถูกว่าตนเองได้ทำให้เขาขุ่นเคืองหรือไม่? ทันใดนั้น เขาก็พูดขึ้นอีกครั้ง “หลี่เทียนจีข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะไม่สามารถพยากรณ์ได้ ในตอนแรกที่คุยกับสยงท่าเทียนไม่มีใครว่าอะไรเจ้าเจ้ายังมีอายุน้อย ไม่ควรจะเร่งรีบให้พยากรณ์ออกมาได้เร็วไป ไม่ว่าเรื่องอะไรทุกอย่างต้องทำเป็นขั้นตอน จริงหรือไม่?”

            หลี่เทียนจีมองไปที่พื้น ทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่

            “ข้าเคยพบคนคนหนึ่ง เขาไม่เพียงแต่สามารถตรวจสอบอดีตได้ แต่ยังพยากรณ์อนาคตได้อีกด้วย”ฉินอวี่จ้องมองหลี่เทียนจี และพูดอย่างช้าๆ

            หลี่เทียนจีเงยหน้าขึ้นอย่างดุร้ายและพูดด้วยใบหน้าที่ไม่อยากเชื่อ “เจ้าเคยเห็นหรือ? คนผู้นั้นชื่ออะไร? เป็นไปไม่ได้!”

            “มีอะไรเป็นไปไม่ได้เล่า? คนผู้นั้นเหมือนจะชื่อว่าซุ่ยเยว่จื่ออะไรสักอย่าง?” ฉินอวี่พูด และนี่ก็ไม่ใช่เรื่องเหลวไหลที่ฉินอวี่พูดกับหลี่เทียนจีแต่จริงๆ แล้วฉินอวี่เคยได้พบปะแลกเปลี่ยนกับซุ่ยเยว่จื่อมาก่อนแล้วที่สำนักเทียนฉี

            “ซุ่ยเยว่? ซุ่ยเยว่จื่อ?เป็นไปได้อย่างไรกัน? เจ้าหมายถึงซุ่ยเยว่หนึ่งชีพจร? พวกเขาถูกตัดขาดการสืบทอดไปแล้วมิใช่หรือ?” หลี่เทียนจีพูดด้วยความตกใจ

            “ซุ่ยเยว่หนึ่งชีพจรอะไรกัน? หรืออาจเป็นเพราะความแตกต่างของสำนักหรือไม่? เจ้าอยู่สำนักอะไร?” ฉินอวี่กล่าวอย่างสงสัยประกายแสงปรากฏขึ้นในดวงตาของเขา ดูเหมือนว่าหลี่เทียนจีจะสามารถพยากรณ์อนาคตได้จริงเพียงแต่ในตอนนี้เขายังทำได้ครึ่งๆ กลางๆแต่สิ่งนี้ก็ไม่ส่งผลอะไรกับความประหลาดใจและความกระตือรือร้นภายในใจของฉินอวี่

            หากรอให้สักวันที่หลี่เทียนจีก้าวไปถึงระดับหนึ่งเขาจะสามารถพยากรณ์เรื่องอนาคตของหลินอวี่และเสี่ยเอ๋อได้หรือไม่?

            “ข้าเป็น...” หลี่เทียนจีกำลังจะเอ่ยปาก แต่กลับปิดปากของเขาทันทีและจ้องฉินอวี่อย่างเย็นชา ก่อนจะพูดว่า “เจ้ากำลังหลอกข้าอยู่หรือ?อาจารย์ของข้าบอกว่าซุ่ยเยว่หนึ่งชีพจรนั้นไร้การสืบทอดไปแล้ว! เจ้าจะเคยพบเจอซุ่ยเยว่จื่อได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นถึงแม้จะมีการสืบทอด ซุ่ยเยว่จื่อก็ไม่ใช่คนที่ใครอยากจะเข้าพบก็ได้ ฮึข้าว่าเจ้าคงแค่ได้เห็นซุ่ยเยว่หนึ่งชีพจรจากตำราโบราณมากกว่าสินะ”

            ในตอนแรกหลี่เทียนจีรู้สึกว่าการที่ฉินอวี่สามารถระบุตัวตนของตระกูลขวงสยงของสยงท่าเทียนได้อาจเป็นเพราะความบังเอิญหรือการได้รับข้อมูลจากตำราโบราณมาจำนวนไม่น้อยแต่ในตอนนี้ เขารู้สึกยิ่งมั่นใจขึ้นแล้ว

            ฉินอวี่ตกตะลึง หลังจากได้ฟังคำพูดของหลี่เทียนจีเขาก็โล่งใจมากขึ้น หลี่เทียนจีคิดเช่นนี้นับว่าเป็นเรื่องดีไม่ใช่น้อยหรือจะให้ต้องบอกหลี่เทียนจีว่าเขาเคยพบซุ่ยเยว่จื่อในยุคไท่กู่?หากกล่าวไปเช่นนี้หลี่เทียนจีคงได้แต่ส่ายหน้าและหันจากไปและคงจะดูถูกสติปัญญาของเขา เห็นเขาเป็นเพียงเด็กสามขวบแน่นอน

            “ฮึ!”เมื่อเห็นท่าทีตกตะลึงของฉินอวี่ หลี่เทียนจีก็พ่นลมหายใจอย่างเย็นชา มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยเผยให้เห็นรอยยิ้มที่ดูเย้ยหยัน ที่ดูเหมือนจะวางท่าทีว่าข้าคือผู้รู้ทุกเรื่อง

            “นี่... ปิดบังอะไรเจ้าไม่ได้เลยสินะ เพียงแต่หลี่เทียนจี ข้าจะบอกความจริงกับเจ้านะหากข้าต้องการขอให้เจ้าช่วยพยากรณ์อนาตของสหายข้า ไม่ทราบว่า... เจ้าจำเป็นต้องใช้สิ่งของอะไรบ้าง?” ฉินอวี่เหนียมอายเล็กน้อยสายตาของเขาจ้องตรงมายังหลี่เทียนจี

            ดูเหมือนว่าคำพูดของฉินอวี่ที่บอกว่า “ปิดบังอะไรเจ้าไม่ได้เลย”จะทำให้หลี่เทียนจีสบายใจเป็นพิเศษ เขามองดูฉินอวี่อย่างเย็นชา และพูดไปอย่างเรียบเฉย“ข้าต้องการสิ่งของในตัวเขาหนึ่งอย่าง หรืออาจเป็นสิ่งของที่เขาเคยสัมผัส”

            ดวงตาของฉินอวี่มืดลงเล็กน้อยเขาไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปกี่หมื่นปีแล้วและตอนนี้จะไปหาสิ่งของของเสี่ยเอ๋อกับหลินอวี่ได้จากที่ไหน?

            เดี๋ยวนะ

            ทันใดนั้นฉินอวี่ก็นึกขึ้นได้ถึงม้วนภาพในหอบรรพชนของสำนักยุทธ์ว่านจ้งในเมื่อหวังชิงเป็นคนทิ้งเอาไว้ เช่นนั้น... เสี่ยเอ๋อก็คงต้องทิ้งอะไรไว้ในสำนักโบราณซิงเฉิน

            ใช่แล้ว ป้ายหินชิ้นนั้น เสี่ยเอ๋อเป็นคนแกะสลักไว้เอง!

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน