เมื่อเจ้าภูแสนมาถึงบริเวณหน้าหอแสนหลวงก็พบกับโหรหลวงหนานเมืองอินทร์ที่ยืนรอท่าอยู่ซึ่งทุกครั้งที่เจ้าภูแสนจะข้ามภพไปในยุคปัจจุบันโหรหลวงหนานเมืองอินทร์ก็จะมาส่งเช่นนี้เสมอโหรหลวงหนานเมืองอินทร์ค้อมหัวทำความเคารพเจ้าภูแสน จากนั้นก็เอ่ยถามสั้นๆ
“เมื่อคืนเจ้าได้ส่งจิตไปหาอลินตายังภพโน้นรึไม่?” เจ้าภูแสนขมวดคิ้วกับคำถามของผู้เป็นอาจารย์
“ข้าไม่ได้ส่งจิตไปไหนข้าทำกิจวัตรประจำวันแล้วก็เข้านอน” หนานเมืองอินทร์พิจารณาการตอบคำถามของเจ้าภูแสนก็รู้สึกว่าเจ้าภูแสนมิได้โกหกแต่ประการใด เช่นนั้น เมื่อคืนกายละเอียดที่ไปหาอลินตาเป็นใครกัน?หรือจะเป็นเจ้าภูแสนจริงๆ!!แต่ทำไมกายหยาบกลับดูไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลยหนานเมืองอินทร์เพ่งพินิจเจ้าภูแสนด้วยความวิเคราะห์อย่างใช้ความคิด จนกระทั่ง เจ้าภูแสนถามกลับ
“มีอะไรหรือท่านโหรหลวง?”หนานเมืองอินทร์มิได้แสดงอาการพิรุธใดๆมีเพียงแววตาที่ไหววูบไปเท่านั้นแต่กระนั้นก็ไม่สามารถรอดพ้นสายตาคมกริบของเจ้าภูแสนไปได้ แต่เจ้าภูแสนไม่พูดอะไรและโหรหลวงหนานเมืองอินทร์ก็ปฏิเสธว่าไม่มีอะไรเจ้าภูแสนจึงขึ้นมายังห้องสุดท้ายของหอแสนหลวงซึ่งเป็นห้องที่เจ้าภูแสนใช้เดินทางไปยังคฤหาสน์หรูที่เชียงรายในยุคปัจุบันขณะที่เจ้าภูแสนกำลังจะเปิดประตูห้องเจ้าภูแสนก็พูดขึ้นเบาๆ คนเดียว ซึ่งอวยชัยและชัยยันต์แทบจะไม่ได้ยินด้วยซ้ำ
“ออกมาเพ่นพ่านได้เร็วจริง!”น้ำเสียงและคำพูดจาดูไม่สบอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง เจ้าภูแสนพูดพลางผลักประตูบานใหญ่เปิดออกเผยให้เห็นห้องที่อยู่ด้านในอันเป็นที่คุ้นเคยสายตาเมื่อเข้าไปด้านในห้องหมดแล้วชัยยันต์รีบหันไปปิดประตูห้องลงกลอนแน่นหนาและไม่รอช้าองครักษ์หนุ่มก็รีบรุดเดินตามเจ้าภูแสนผ่านห้องสีเขียวเข้าสู่ประตูไม้แกะสลักบานใหญ่และร่างทั้งสามก็หายไปท่ามกลางแสงสว่างกระจ่างตาจากนั้นทุกอย่างก็เงียบลงกลับสู่ภาวะปกติดังเดิม!!
เมื่อเจ้าภูแสนและองครักษ์ทั้งสองเพียงแค่เดินผ่านประตูบานนั้นไปก็ไปปรากฏตัวอยู่ที่คฤหาสน์หรูส่วนตัวซึ่งไฮโซและผู้คนในวงสังคมต่างขนานนามคฤหาสน์แห่งนี้ว่า คฤหาสน์เขาวงกตเพราะเคยมีนักข่าวสังคมจากหลายสำนักแอบขับรถตามเจ้าภูแสนเพื่อจะมาหาข่าวจนกลายเป็นความละลาบละล้วงแต่ก็ไม่เคยมีนักข่าวคนใด ตามเจ้าภูแสนมาถึงที่พักอันแสนหรูหราท่ามกลางป่าเขาได้เลยสักคนเดียว
จะด้วยเหตุบังเอิญหรือว่ามันได้ถูกตระเตรียมเอาไว้แล้วก็ไม่อาจจะรู้ได้เพียงแค่เจ้าภูแสนข้ามฝั่งแห่งภพมายังยุคปัจจุบันรถหรูราคาเหยียบสิบล้านก็แล่นเข้ามาจอดอยู่หน้าประตูรั้วราวกับรู้จังหวะการมาของเจ้าของบ้านเป็นอย่างดีซึ่งร้อยวันพันปีก็มิเคยมีใครมีสิทธิ์เข้ามายังอาณาจักรแห่งนี้แต่รถคันนี้แล่นเข้ามาพร้อมกับประตูรั้วที่เปิดอัตโนมัติราวกับว่าตั้งท่ารอเจ้าของรถคันนี้อยู่แล้ว
เมื่อรถเก๋งคันงามเลี้ยวเข้ามาจอดในโรงรถด้านข้างคฤหาสน์อันโอ่อ่าแต่แฝงไว้ด้วยความทึบทึมของบรรยากาศเจ้าของรถก็ค่อยๆ ก้าวลงจากรถด้วยกิริยาแช่มช้อยกระเดียดไปทางเจ้ายศเจ้าอย่างนิดๆด้วยซ้ำ
เรียวขายาวขาวสวยสวมรองเท้าส้นสูงสีแดงแป๊ดลงมายืนตระหง่านอยู่หน้าคฤหาสน์หลังงาม ก่อนจะพูดกับตัวเองเบาๆ
“ยังกับปราสาทผีดิบดูดเลือด”ริมฝีปากบางแต่เคลือบไปด้วยลิปสติกสีเดียวกับรองเท้าของเธอพึมพำพลางส่ายหน้าระอาใจกับรสนิยมของเจ้าของคฤหาสน์ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลย
“คุณหนูนาคทิพย์เชิญทางนี้ครับ” ถ้าเป็นคนปกติป่านนี้ก็คงจะใจหายใจคว่ำกับการปรากฏตัวของคนดูแลบ้านของเจ้าภูแสนเพราะอยู่ๆคนดูแลบ้านก็พูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ เหมือนว่าหายตัวมาต้อนรับแขกผู้มาเยือนกระนั้นแต่กับนาคทิพย์ไม่มีอะไรสามารถทำให้เธอตกใจได้ หญิงสาวหันไปมองผู้เอ่ยถามแววตาเรียบนิ่ง
“เจ้าพี่ภูแสนมาถึงแล้วใช่ไหม?”ชายชราผู้ดูแลบ้านพยักหน้ารับช้าๆจากนั้นคนที่ถูกเรียกว่าคุณหนูนาคทิพย์ก็ไม่ได้พูดอะไรกับผู้ดูแลบ้านอีกนอกจากเดินเข้าตัวบ้านไปด้วยอาการที่บ่งบอกว่าคุ้นชินกับคฤหาสน์หลังนี้และคนในคฤหาสน์หลังนี้ยิ่งนัก
นาคทิพย์หญิงสาวปริศนาที่ชอบทำตัวลึกลับในวงสังคมพอๆ กับเจ้าภูแสนซึ่งข่าวจากปากต่อปากก็พากันเมาส์ว่าสองคนนี้เหมาะสมกันอย่างยิ่งไม่ว่าจะเป็นฐานะทางครอบครัว รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติและพฤติกรรมการหลบลี้หนีผู้คนที่ทั้งสองคนมีไม่ต่างกันแล้วอย่างนี้จะไม่ให้ลือกันไปได้ยังไงว่าทั้งคู่เหมาะสมกันยิ่งกว่ากิ่งทองใบหยกแต่มันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ น่ะหรือ
นาคทิพย์แต่งตัวเรียบร้อย หญิงสาวนุ่งผ้าซิ่นพันลายบัวสีชมพูตัดกับรองเท้าสีแดงเพลิงสวมเสื้อมีลักษณะคล้ายกับเสื้อไทยประยุกต์ของแม่หญิงล้านนาทั่วไปที่ดีไซน์ให้เข้ายุคเป็นเสื้อเชิ๊ตสตรีแบบปัจจุบันนาคทิพย์แต่งหน้าค่อนข้างจัด แววตาบ่งบอกว่าเป็นคนมั่นใจในตัวเองไม่ใช่น้อยแขนเรียวของเธอคล้องกระเป๋าสีขาวมุกใบเล็กห้อยต่องแต่ง เดินฉับๆเข้าไปในตัวคฤหาสน์อย่างมาดมั่น
เมื่อนาคทิพย์เดินเข้ามาภายในห้องรับแขก ก็พบว่าเจ้าภูแสนกำลังเดินลงบันไดมาจากชั้นบนพร้อมด้วยอวยชัย และชัยยันต์ขนาบมาด้านหลังเมื่อเจ้าภูแสนเดินลงจากบันไดมาอยู่ต่อหน้าสตรีที่ชื่อนาคทิพย์หญิงสาวก็ยกมือไหว้ด้วยกิริยาท่าทางอ่อนน้อมเจ้าภูแสนเองก็ยิ้มรับอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนเช่นกัน
“ยังเก่งเหมือนเดิมที่รู้ว่าพี่จะมาถึงวันนี้” นาคทิพย์ได้แต่ยิ้มรับคำชมแต่ยังไม่พูดอะไรเจ้าภูแสนผายมือเชื้อเชิญให้ไปนั่งคุยกันที่ห้องนั่งเล่น ส่วนอวยชัยและชัยยันต์ยืนรออยู่ด้านนอกห้อง นาคทิพย์นั่งหลังตรงมิได้พิงพนักโซฟาแต่อย่างใดหญิงสาวกรีดขาขึ้นไขว้กันเป็นลักษณะของสตรีที่มั่นใจสูงมากสองมือวางไพล่อยู่บนหน้าตักของตัวเอง
“การมาการไปของเจ้าพี่มีหรือคะที่น้องจะไม่รู้”เจ้าภูแสนยิ้ม ก่อนจะถามอะไรบางอย่าง
“เนตรนภาเป็นยังไง!?”นาคทิพย์สีหน้าจริงจังเข้าเรื่องทันที
“ไม่เห็นจะมีอะไรเลยออกจะหน่อมแน้มเกินไปด้วยซ้ำน้องเบื่อที่จะตามคอยดูแม่นั่นเต็มทนแล้วนะคะ” เจ้าภูแสนได้ยินคำตอบก็นั่งเอนหลังพิงพนักโซฟาท่าทางองอาจเขาได้ประวัติของอลินตาและครอบครัวของเธอมาจากการสืบข้อมูลของอวยชัยและชัยยันตร์ซึ่งสองคนนั้นดำเนินเรื่องได้เร็วสมกับที่เป็นคนใกล้ชิดที่เขาไว้ใจเจ้าภูแสนยกสองมือขึ้นกอดอกก่อนจะพูดน้ำเสียงใคร่ครวญ
“คนที่ดูธรรมดาอาจจะมีพิษสงซ่อนอยู่ก็ได้อย่าลืมว่าเนตรนภาก็มีสายเลือดหมอผีฝีมือฉกาจผสมอยู่ด้วยนะ” นาคทิพย์กรอกตาไปมาส่วนเจ้าภูแสนแววตานิ่งติดไปทางดุดันนิดๆ
“ค่ะน้องจะจับตาดูจนกว่าจะมีอะไรผิดสังเกตนะคะ” นาคทิพย์รับปากอย่างเคารพยำเกรงเจ้าภูแสนอยู่ในทีแต่มีแววของความเบื่อหน่ายเผยให้เห็นอยู่ไม่น้อย
“แล้วทางโหรหลวงหนานเมืองอินทร์เป็นยังไงบ้างคะ?”นาคทิพย์ถามกลับบ้าง เจ้าภูแสนหน้านิ่งก่อนตอบ
“ยัง..ยังไม่พบอะไรผิดปกติโหรหลวงหนานเมืองอินทร์คนนี้เก่งกว่าที่เขาแสดงออกภายนอกมากนัก และตั้งแต่เกิดเรื่องแพงอรก็ดูเหมือนว่าเขายังคงไม่ไว้ใจใครทั้งยังเก็บงำพลังวิญญาณเอาไว้อย่างมิดชิดอีกด้วย” เจ้าภูแสนพูดด้วยความคิดที่ไตร่ตรองมาอย่างดี
แต่เจ้าภูแสนก็รู้สึกไม่ค่อยชอบใจเพราะเขากับโหรหลวงหนานเมืองอินทร์ต้องร่วมมือกันทำงานในขณะที่ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันซึ่งความไม่ไว้ใจนี้อาจไม่เป็นผลดีต่องานบางทีคงต้องเปิดอกคุยกันสักหน่อยเพื่องานที่ราบรื่น...